
ต่างชาติชี้ช่อง ตีจาก ไทยแลนด์เลิกกระจุกผลิตในพื้นที่เสี่ยง
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาคการผลิตที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในขณะนี้จากภาวะน้ำท่วมในไทย หนีไม่พ้นภาคยานยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาคการผลิตที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในขณะนี้จากภาวะน้ำท่วมในไทย หนีไม่พ้นภาคยานยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ผลกระทบต่ออุตสาหกรรมภาคการผลิตที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดในขณะนี้จากภาวะน้ำท่วมในไทย หนีไม่พ้นภาคยานยนต์และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ที่กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลก เมื่ออุทกภัยในประเทศที่มีขนาดเล็กกว่ารัฐเทกซัส ในสหรัฐ กลับสร้างความเสียหายลุกลามไปยังภาคยานยนต์และไอทีทั่วทั้งโลก โตโยต้า มอเตอร์ ต้องลดกำลังการผลิตรถยนต์ทั้งในญี่ปุ่นและภาคพื้นอเมริกาเหนือ ขณะที่อุตสาหกรรมฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งมีการผลิตในไทยมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก ก็ขาดแคลนสินค้าอย่างหนัก จนอาจกระทบยอดขายของหลายบริษัทไอทีในไตรมาส 4
ความเสียหายใหญ่หลวงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นภาพความสำคัญของประเทศไทย ในฐานะซัพพลายเชนที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออก ซึ่งเป็นคำตอบว่าเหตุใดบรรดานักลงทุนต่างชาติจึงเสียหายกันอย่างหนักหน่วงและรุนแรงจากน้ำท่วมในครั้งนี้
แต่ในขณะเดียวกันก็ยังนำมาซึ่งคำถามที่อาจไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทยด้วยว่า เหตุใดนักลงทุนต่างชาติที่มีบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งนี้แล้ว ยังต้องกระจุกซัพพลายเชนกันอยู่ที่ประเทศไทยเป็นหลักเพียงแห่งเดียวอีก
วอลสตรีต เจอร์นัล รายงานโดยอ้างบรรดานักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในแวดวงอุตสาหกรรมว่า ผลกระทบต่อบรรษัทข้ามชาติจากอุทกภัยในไทยครั้งนี้ ควรจะเป็นสัญญาณเตือนไปยังบริษัททั่วโลก ที่แขวนตัวเองไว้กับการพึ่งพาซัพพลายเชนจากแหล่งผลิตเพียงแห่งใดแห่งหนึ่งมากเกินไป เช่น ที่ญี่ปุ่นและประเทศไทย ทั้งที่ทั้งสองประเทศนี้ต่างก็มีความเสี่ยงต่อภัยพิบัติทางธรรมชาติ
“หลายบริษัทไม่เคยหยุดคิดทบทวน หรือไม่เคยมองเป็นภาพรวมขนาดใหญ่เพื่อดูว่ามีแนวโน้มที่จะเกิดปัญหาขึ้นกับซัพพลายเชนของตนเอง ซึ่งเป็นความจริงแท้อย่างแน่นอนว่าซัพพลายเชนเหล่านี้ได้กลายเป็นปัญหาทางภูมิศาสตร์มากขึ้น” โยเกช มาลิก จากบริษัทที่ปรึกษาแมคคินซีย์ แอนด์ โค กล่าวกับ วอลสตรีต เจอร์นัล
มาลิก ได้ยกตัวอย่างถึงประเทศญี่ปุ่นที่มีรอยเลื่อนภูเขาไฟ ซึ่งอาจเกิดปัญหาขึ้นได้ในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า และทุกคนต่างก็รู้เรื่องนี้กันดีอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นคนในแวดวงซัพพลายเชนก็ยังเลือกที่อยู่เฉพาะกับปัจจุบัน ไม่วางแผนหรือมองไปยังอนาคตทั้งที่สามารถทำได้
ชิเงนูบุ นากาโมริ ประธานบริษัท ไนเดค ผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทริกรายใหญ่ได้เปิดเผยต่อกลุ่มนักข่าวเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า ก่อนหน้านี้บริษัทต้องการกระจายความหลากหลายในฐานการผลิต แต่บรรดาลูกค้ารายใหญ่ในประเทศไทยต้องการให้บริษัทเน้นการผลิตที่นี่เป็นหลัก ปัจจุบันไนเดคกำลังหันไปเพิ่มกำลังการผลิตที่ฟิลิปปินส์และจีนแทน ในขณะที่คนงานใน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังคงพยายามกู้สินค้าที่ยังพอกู้ได้ออกมาจากโรงงาน
ด้านเว็บไซต์ซีอีเอ็นเอสในไต้หวันก็รายงานว่า ภาวะน้ำท่วมในไทยทำให้หลายบริษัทหันมาเพิ่มออร์เดอร์การผลิตในไต้หวันกันมากขึ้นแทน โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มประเภทจอแอลอีดี ชิ้นส่วนยานยนต์ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ และเครื่องมือช่าง เพราะปัญหาน้ำท่วมไทยอาจส่งผลกระทบทำให้การผลิตในไทยต้องหยุดชะงักหรือผลิตได้ไม่เต็มที่ไปนานตั้งแต่ 6 เดือน–1 ปี
อุทกภัยครั้งใหญ่ของไทยครั้งนี้ก็ทำให้เกิดปฏิกิริยาไปทั่วโลกชนิดที่แทบไม่มีธุรกิจใดคาดคิดมาก่อน โรงงานผลิตฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ 1 ใน 4 ของโลกกำลังจมน้ำ ส่งผลให้ราคาคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ไฮเทคอื่นๆ ต้องปรับขึ้นราคาสินค้า ส่วนโรงงานของฮอนด้า มอเตอร์ ก็ถูกน้ำท่วมและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังโรงงานผลิตอื่นๆ ทั่วโลก ซึ่งหนังสือพิมพ์นิกเกอิ เปิดเผยว่า โรงงานของฮอนด้าในประเทศบราซิลเป็นผู้ได้รับผลกระทบรายล่าสุด โดยเตรียมลดกำลังการผลิตลง 1 ใน 3 เนื่องจากปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนการผลิต
ความเสียหายครั้งใหญ่ยังถูกมองในอีกแง่หนึ่งด้วยว่า เหตุใดบรรษัทข้ามชาติที่ชาญฉลาดและเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลก (ในแต่ละประเภทสินค้า) เหล่านี้ จึงปล่อยให้ตนเองจมดิ่งไปกับน้ำท่วมไทยได้อย่างรุนแรงเช่นนี้
แม้จะรู้ว่าประเทศไทยไม่ได้เสี่ยงต่อภัยธรรมชาติน้อยไปกว่าที่อื่นๆ ในโลก และยังเป็นพื้นที่ราบน้ำท่วมถึง แต่ไทยก็มีจุดดึงดูดที่น่าสนใจกว่าประเทศอื่นหลายด้านด้วยกันจนเหล่าบรรษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ยอมที่จะเสี่ยง
ไมเคิล ดันน์ ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยานยนต์ให้เหตุผลง่ายๆ กับ วอลสตรีต เจอร์นัล ว่า เป็นเพราะแรงงานไทยที่มีฝีมือค่าจ้างถูก และความต้องการรถยนต์ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้
ขณะที่รัฐบาลไทยก็มีนโยบายที่ดึงดูดและอะลุ้มอล่วยให้นักลงทุนต่างชาติได้อย่างน่าสนใจ เช่น การเปิดทางให้ชาวต่างชาติไม่จำเป็นต้องลงทุนในรูปแบบของกิจการค้าร่วมเสมอไป และสามารถเป็นเจ้าของโรงงานได้ 100% ซึ่งต่างจากประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค อาทิ มาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน ที่ยังเปิดกว้างน้อยกว่า นอกจากนี้ประเทศไทยยังมีความครบครันด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน ซึ่งพร้อมที่จะขยายทางพิเศษหรือก่อสร้างสนามบินแห่งใหม่รองรับการจราจรที่หนาแน่นขึ้น ต่างจากการจราจรในกรุงจาการ์ตาที่ยังคงแออัดและไร้ทางออก
ทว่าทั้งหมดนี้ก็เป็นข้อดีและการตัดสินใจก่อนที่จะเกิดภาวะน้ำท่วมใหญ่ในรอบกว่า 50 ปีของไทย หรือก่อนที่จะเกิดนิคมอุตสาหกรรมขึ้นเป็นครั้งแรกในไทยเมื่อ 40 ปีก่อน
และแน่นอนว่าบรรดานักลงทุนต่างชาติจะต้องหันกลับมาทบทวนใหม่ โดยยึดตัวเลขความเสียหายครั้งนี้เป็นหลักว่า ยังคุ้มค่าต่อความเสี่ยง อีกหรือไม่
นี่คือคำถามที่รัฐบาลต้องตอบด้วยการโชว์ฝีมือจัดการน้ำท่วมครั้งนี้ และให้ความมั่นใจว่าจะไม่มีความเสี่ยงแบบเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำอีก...







