posttoday
คำแถลงปิดคดีตระกูลชินวัตร ป้องเงิน 7 หมื่นล้าน

คำแถลงปิดคดีตระกูลชินวัตร ป้องเงิน 7 หมื่นล้าน

19 กุมภาพันธ์ 2553

ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 26 ก.พ. กระบวนการยื่นคำแถลงปิดคดีของฝ่าย “อัยการสูงสุด” และฝ่าย “ พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมญาติและบริวารผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกอายัด ถือเป็นการสรุปประเด็นการกล่าวหาและประเด็นข้อต่อสู้ส่งท้ายให้ “องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน” ซึ่งมี นายสมศักดิ์  เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาเป็นเจ้าของสำนวนพิจารณาก่อนตัดสิน

ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 26 ก.พ. กระบวนการยื่นคำแถลงปิดคดีของฝ่าย “อัยการสูงสุด” และฝ่าย “ พ.ต.ท.ทักษิณ” พร้อมญาติและบริวารผู้มีชื่อเป็นเจ้าของทรัพย์สินที่ถูกอายัด ถือเป็นการสรุปประเด็นการกล่าวหาและประเด็นข้อต่อสู้ส่งท้ายให้ “องค์คณะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 9 คน” ซึ่งมี นายสมศักดิ์  เนตรมัย ผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกาเป็นเจ้าของสำนวนพิจารณาก่อนตัดสิน

นายจุลสิงห์  วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ได้มอบหมายคณะทำงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ซึ่งรับผิดชอบดำเนินคดี คตส.ยื่นคำแถลงปิดคดีฝ่ายผู้ร้อง

คำแถลงปิดคดีของนายจุลสิงห์  วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด 

สรุปว่า คดีนี้อัยการร้องขอให้ศาลยึดทรัพย์สิน พ.ต.ท.ทักษิณ  ชินวัตร ซึ่งร่ำรวยผิดปกติตกเป็นของแผ่นดิน สืบเนื่องจากขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี 2 วาระ ในวันที่ 9 ก.พ. 44  และวันที่ 9 มี.ค. 48 ได้ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัดมหาชน จำนวน 1,419,490,150 หุ้นเป็นเงินจำนวน76,621,603,061.05 บาท ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานยังเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงแต่ปกปิดและอำพรางหุ้นไว้ในชื่อนายพานทองแท้  น.ส.พิณทองทา  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ถือหุ้นแทน  โดยหุ้นชินคอร์ป 48 %

ที่ขายให้กับกองทุนเทมาเส็กเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานและ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่แสดงรายการหุ้นดังกล่าวต่อ ปปช. ซึ่งต่อมาวันที่ 23 ม.ค. 49 พ.ต.ท.ทักษิณได้ขายหุ้นให้แก่ กลุ่มกองทุนเทมาเส็ก โดยมีบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด และ บริษัทแอสแพน โฮลดิ้งส์ จำกัด เป็นผู้ซื้อจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และตั้งแต่ปี 46-48 ชินคอร์ป ได้จ่ายเงินปันผลเป็นเงิน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับจากหุ้นทั้งหมดจำนวน 76,621,603,061.05 บาท ซึ่งทรัพย์ดังกล่าวเป็นการได้มาโดยไม่สมควร

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นเจ้าของบริษัทวินมาร์ค และบริษัทแอมเพิลริช โดยให้บุตรและเครือญาติถือหุ้นแทน โดยการซื้อขายกันนั้นเป็นราคาต้นทุนที่ซื้อขายต่ำกว่าราคาตลาดเป็นอันมาก และการซื้อขายจะไม่มีการชำระเงินจากผู้ซื้ออย่างแท้จริง แต่จะใช้วิธียืมเงินผู้ขายหรือออกตั๋วสัญญาใช้เงิน โดยเงินปันผลทั้งหมดต้องส่งคืนให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณ ขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ยังได้ทรัพย์สินมาจากการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลและประโยชน์ส่วนรวมเป็นกรณีได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร สืบเนื่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ อันเป็นการร่ำรวยผิดปกติ

โดยระหว่างใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทในเครือ 5 กรณี

1.การแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต  2.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบใช้บัตรจ่ายเงิน 3.การแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เพื่ออนุญาตให้ใช้เครือข่ายร่วม(Roaming) และให้หักค่าใช้จ่ายจากรายรับและกรณีการปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและเอไอเอส 4.ละเว้น อนุมัติ ส่งเสริม สนับสนุนธุรกิจดาวเทียม ตามสัญญาดำเนินกิจการดาวเทียมสื่อสารภายในประเทศโดยมิชอบหลายกรณีเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ชินคอร์ปและบริษัทชินแซทของครอบครัวชินวัตร 5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลพม่า กู้เงินจำนวน 4 พันล้านบาท จากธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย(เอ็กซิมแบงก์) เพื่อนำไปซื้อสินค้าและบริการของบริษัทชินแซท

มาตรการเอื้อประโยชน์ธุรกิจบริษัทชินคอร์ปฯทั้ง 5 ประการล้วนแต่มีลักษณะไม่สมเหตุผล บิดเบือนหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบของกฎหมาย สร้างความเสียหายต่อส่วนรวมอย่างร้ายแรง จนทำให้วินิจฉัยได้ว่าเป็นประโยชน์โดยมิชอบที่ฝ่ายบริหารซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ดูแลรับผิดชอบ จงใจเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของตนโดยเฉพาะ ส่วนผู้คัดค้านซึ่งมีชื่อในทรัพย์สิน 22 คนถูก ต่างเบิกความประกอบการไต่สวนว่าได้รับทรัพย์สินเหล่านั้นมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมานตามที่ คตส.มีมติว่าเป็นทรัพย์สินที่ร่ำรวยผิดปกติ จึงขอให้ศาลยึดทรัพย์ 76,621,603,061.05 บาท พร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดิน

ข่าวล่าสุด

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ

โลตัส ขอนแก่นเปิดโฉมใหม่ 30 ต.ค. ดึง IKEA-ร้านดังเสริมทัพ