
ม๊อบป่วนประตูระบายน้ำ กทม.จี้รัฐสลายความขัดแย้ง
ท่ามกลางความเครียดและความกดดันที่ถาโถมจากกระแสน้ำจนชาวบ้านแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
ท่ามกลางความเครียดและความกดดันที่ถาโถมจากกระแสน้ำจนชาวบ้านแทบสิ้นเนื้อประดาตัว
หลายชุมชน กลัวว่าการผันน้ำออกสู่คูคลองต่างๆ จะทำให้พื้นที่ของตัวเองถูกน้ำท่วม ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านด้วยกันเอง และเริ่มขยายวงมากขึ้นเรื่อยๆ
ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยว่า กทม.ได้พยายามเข้าไปซ่อมแซมประตูระบายน้ำคลองสามวา แต่ไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้เพราะถูกชาวบ้านขัดขวาง และหากปล่อยให้ชำรุดต่อไปประตูระบายน้ำอาจพังลงมาได้ สุดท้ายอาจทำให้ถนนรามอินทราและรามคำแหงถูกน้ำท่วมหนัก
ดังนั้น กทม.จะใช้อำนาจตามกฎหมายมาตรา 37 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรักษาความสงบเรียบร้อยและป้องกันไม่ให้ประชาชนเข้าไปทำลายประตูระบายน้ำคลองสามวา พร้อมจัดชุดคุ้มครองเจ้าหน้าที่ กทม.ในการเข้าซ่อมแซมประตูระบายน้ำโดยด่วน
ทั้งนี้ กทม.ได้ประกาศให้แขวงบางชัน เขตคลองสามวา รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมบางชัน เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง หลังจาก กทม.ได้รับคำสั่งให้เปิดประตูระบายน้ำคลองสามวากว้างเพิ่มขึ้น 1 เมตร
ธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. ในฐานะคณะทำงานบริหารจัดการระบายน้ำในพื้นที่ที่เกิดสาธารณภัยร้ายแรง กล่าวว่า สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมี 2 จุด คือ 1.จุดกลับรถบริเวณถนนพหลโยธินข้ามคลองรังสิต ซึ่งมีมวลชนขัดขวางและใช้กำลังข่มขู่การสร้างแนวคันกั้นน้ำของเจ้าหน้าที่ ทำให้มีปริมาณน้ำไหลบ่าเข้ามาเฉลี่ยวันละ 400-500 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน
ประตูระบายน้ำคลองสามวา มีการชุมนุมกดดันเจ้าหน้าที่ให้เปิดประตูระบายน้ำ 1 เมตร ทำให้น้ำจากคลองหกวาไหลเข้ามาในคลองแสนแสบปริมาณมากอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐจะต้องมีการควบคุมมวลชนไม่ให้ขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่ แต่หากไม่สามารถควบคุมได้ รัฐบาลควรจะประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเกรงว่าหากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้จะทำให้พื้นที่ กทม.ทั้ง 50 เขต ถูกน้ำท่วมทั้งหมดได้
ธีระชน กล่าวว่า สถานการณ์น้ำท่วมที่บริเวณมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน พบว่า เป็นน้ำที่ผุดขึ้นมาจากท่อระบายน้ำ หลังจากน้ำเหนือได้ไหลทะลักลงสู่ระบบคลองและถนนหลายสาย ซึ่งเป็นโครงข่ายเชื่อมโยงหลายพันกิโลเมตรใน กทม. เมื่อปริมาณน้ำสูงขึ้นก็ขยายตัวท่วมเป็นวงกว้าง โดยพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วมต่อไปคือ บริเวณแยกรัชวิภา ถนนรัชดาภิเษก
นอกจากนี้ ยังรู้สึกเป็นห่วงกรณีที่มีมวลชนเข้ารื้อคันกั้นน้ำบริเวณคลองประปา เพราะเกรงว่าสถานการณ์จะเลวร้ายขึ้น และจะทำให้น้ำเสียที่ท่วมอยู่นั้นไหลลงคลองประปา ส่งผลต่อการผลิตน้ำประปาโดยตรง ซึ่งจะกระทบกับผู้บริโภคน้ำประปาเป็นล้านคนใน กทม. และอาจเสี่ยงต่อโรคท้องร่วง
“กทม.ขอให้ประชาชนใจเย็น มีสติ อดทนต่อสถานการณ์ อย่าทำอะไรที่ขาดสติ เพราะอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายยิ่งขึ้นจนเกินที่จะแก้ไขได้” ธีระชน กล่าว
ด้าน พรเทพ เตชะไพบูลย์ รองผู้ว่าฯ กทม. กล่าวว่า ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีมติให้ตั้งคณะทำงานร่วมบริหารจัดการน้ำเพื่อบรรเทาปัญหาในพื้นที่ กทม. โดยมีตัวแทน 3 ฝ่าย ประกอบด้วย กทม. กรมชลประทาน และรัฐบาล โดยคณะทำงานชุดนี้มีหน้าที่ติดตามปัญหาความไม่เข้าใจของประชาชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของภาครัฐ โดยเฉพาะการเปิดปิดประตูระบายน้ำว่า หากเปิดหรือปิดในพื้นที่หนึ่งพื้นที่ใดจะมีผลกระทบอย่างไรต่อพื้นที่ใกล้เคียงบ้าง
พรเทพ กล่าวว่า ภารกิจเร่งด่วนขณะนี้คือการดูแลพื้นที่ฝั่งตะวันออกของ กทม.ที่เป็นปัญหาอยู่ เพราะประชาชนยังไม่เข้าใจถึงการบริหารจัดการน้ำของรัฐบาล โดยคณะทำงานชุดนี้จะดูแลในเรื่องการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการเปิดประตูระบายน้ำ
ขณะที่ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ เลขาธิการ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ได้รับมอบหมายจาก ยิ่งลักษณ์ ให้ทำหน้าที่ประสานความเข้าใจกับมวลชนในพื้นที่ตอนเหนือและตะวันออกของ กทม. โดยเฉพาะปัญหาการชุมนุมที่ประตูระบายน้ำคลองสามวา ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรคเพื่อไทย เพราะถ้าปล่อยไว้นานอาจมีผลเสียต่อพรรคในระยะยาว
“คณะทำงานชุดนี้จะช่วยแบ่งเบาภาระการตัดสินใจของท่านนายกฯ เพราะในกรณีเรื่องประตูระบายน้ำต่างๆ นายกฯ ไม่ทราบข้อเท็จจริงทั้งหมด แต่หากมีการใช้มาตรา 31 ของ พ.ร.บ.การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จะทำให้ประชาชนไม่พอใจและมาต่อว่าท่านยิ่งลักษณ์ในทางเสียๆ หายๆ ได้” จารุพงศ์ กล่าว
จารุพงศ์ กล่าวอีกว่า เชื่อว่าหลังจากนี้ปัญหามวลชนจะมีแนวโน้มดีขึ้น เพราะมีการเอาหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน และ กทม.เข้าไปตั้งโต๊ะคุยกับชาวบ้านเพื่อตัดสินใจร่วมกัน
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาประมาณ 22.30 น. ของวันที่ 31 ต.ค. ชาวบ้านจากชุมชนลาดปลาเค้า 56 กว่า 100 คน นำโดย อนุสรณ์ ปั้นทอง สส.เขตบางเขน พรรคเพื่อไทย ได้รวมตัวกันที่บริเวณด้านหน้าหมู่บ้านอารียา ลาดปลาเค้า เพื่อต่อต้านเจ้าหน้าที่เขตลาดพร้าวไม่ให้ติดตั้งเครื่องสูบน้ำบนสะพานข้ามคลองที่เชื่อมต่อมาจากคลองบางบัวสิ้นสุดที่ถนนเกษตรนวมินทร์ เพราะกลัวว่าชุมชนที่อยู่ปลายน้ำจะถูกน้ำท่วม โดยมีการข่มขู่ว่า หากเขตลาดพร้าวยังจะสูบน้ำต่อ ก็จะชุมนุมปิดถนนลาดปลาเค้า บริเวณหน้าหมู่บ้านอารียา
บพิตร แสงแก้ว ผู้อำนวยการเขต ลาดพร้าว กล่าวว่า น้ำในคลองลาดพร้าวสูงขึ้นจากเดิม 10 ซม. และเริ่มเอ่อล้นเข้ามาในบางพื้นที่แล้ว ซึ่งผลจากการชุมนุมกดดัน ทำให้เจ้าหน้าที่เขตลาดพร้าวจำเป็นต้องหยุดดำเนินการสูบน้ำออกจากคลอง







