
ร่วมทำแผนจ่ายไฟเข้านิคมน
ณรงค์ศักดิ์ กำมเลศ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
ณรงค์ศักดิ์ กำมเลศ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)
สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้แทนนิคมอุตสาหกรรมจำนวน 7 แห่ง ถึงการจัดทำแผนฟื้นฟูระบบไฟฟ้าสำหรับนิคมอุตสาหกรรมหลังน้ำลด ว่า ได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 7 ชุด ดูแลการจ่ายไฟฟ้าใน 7 นิคมฯ ซึ่งเบื้องต้นพร้อมติดตั้งสถานีจ่ายไฟฟ้าย่อย 22 เควี เพื่อใช้จ่ายไฟให้กับปั๊มน้ำที่ใช้สูบน้ำออกจากนิคมฯ ให้เร็วที่สุด
ทั้งนี้ มั่นใจว่าเมื่อปริมาณน้ำในแต่ละนิคมฯ ลดลงจนสามารถเข้าพื้นที่และเข้าไปตรวจสอบซ่อมแซมได้ ซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 15-30 วัน จะสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามปกติ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ของแต่ละนิคมฯโดยเฉพาะปริมาณน้ำท่วมขัง ที่ไม่สามาถคาดเดาได้ในตอนนี้
ขณะที่ ธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่า รมว.พลังงาน ได้มอบหมายให้ กฟผ.ช่วยติดตั้งเครื่องสูบน้ำที่นำเข้าจากประเทศจีนจำนวน 140 เครื่อง มาใช้ในนิคมฯ ทั้ง 7 แห่ง โดยตั้งเป้าสูบน้ำในนิคมอุตสาหกรรมสหรัตนนคร และนิคมอุตสาหกรรมโรจนะให้เสร็จใน 10 วัน
อย่างไรก็ตาม ที่เป็นห่วงคือนิคมฯ โรจนะอาจต้องใช้เวลามากกว่า 30 วัน เนื่องจากเดิมมีโรงไฟฟ้าโรจนะที่ผลิตไฟฟ้าได้เองรวม 270 เมกะวัตต์ แยกเป็นผลิตใช้ภายในนิคมฯ 180 เมกะวัตต์ ที่เหลือส่งขายเข้าระบบ แต่เมื่อโรงไฟฟ้าน้ำท่วมจะต้องจัดหาไฟฟ้าจำนวนดังกล่าวจากแหล่งอื่นมาทดแทน เพราะไม่ได้อยู่ในแผนจ่ายไฟฟ้าเดิม ซึ่งคาดว่าจะดึงไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าในนวนคร และโรงไฟฟ้าบางปะอิน ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกันอีกครั้ง
ด้าน พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า มีความมั่นใจมากขึ้นจากการหารือกับ 2 การไฟฟ้าในครั้งนี้ เนื่องจากมีความชัดเจนเรื่องแผนจ่ายไฟฟ้าเพื่อฟื้นฟูนิคมฯ จะมีเพียงพอให้กับโรงงานในนิคมฯและนอกนิคมฯ
นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ขณะนี้โรงไฟฟ้าวังน้อย ขนาดกำลังผลิต 686 เมกะวัตต์ กลับมาเดินเครื่องตามปกติแล้ว เนื่องจากบริเวณรอบโรงไฟฟ้าวังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ระดับน้ำเริ่มลดลง ส่วนกรณีโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ จ.นนทบุรี ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กฟผ. ได้วางแผนป้องกันไม่ให้น้ำท่วมในพื้นที่ ซึ่งจนถึงขณะนี้สามารถจ่ายไฟฟ้าได้ตามปกติ
สมนึก บำรุงสาลี รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้มีปั๊มน้ำมันปิดให้บริการไปแล้ว 352 แห่ง ปั๊มเอ็นจีวี 116 แห่ง ปั๊มแอลพีจี 121 แห่ง และโรงบรรจุก๊าซแอลพีจี 22 แห่ง โดยปัญหาใหญ่ที่พบตอนนี้คือการให้บริการเอ็นจีวีเนื่องจากส่งผลกระทบต่อผู้ใช้จำนวนมาก ซึ่งทางบริษัทปตท.ได้มีการนำเอ็นจีวีจากฝั่งตะวันออกเข้ามาทดแทนสถานีแม่เอ็นจีวีที่ถูกน้ำท่วม โดยพยายามจ่ายก๊าซให้กับปั๊มเอ็นจีวีที่ให้บริการกับรถสาธารณะก่อน เช่น รถขสมก. รถตู้ รถขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ เพื่อไม่ให้กระทบกับสังคมโดยรวมก่อน ส่วนรถแท็กซี่และรถยนต์ทั่วไปอาจต้องใช้เวลาในการเติมเอ็นจีวีนานกว่าปกติ หรืออาจต้องสลับไปใช้น้ำมันก่อนในช่วงที่หาเอ็นจีวีเติมไม่ได้
รายงานข่าวจากบริษัท ปตท. แจ้งว่า ขณะนี้สถานีแม่ในการจ่ายเอ็นจีวีถูกน้ำท่วมไปแล้ว 80% เหลือเพียง 30 แห่ง จากปกติมี 49 แห่ง ขณะที่สถานีลูกก็ถูกน้ำท่วมเพิ่มขึ้น โดยเปิดบริการเพียง 83 สถานี จากปกติ 169 สถานี ส่งผลให้ ปตท.ต้องเร่งขนส่งก๊าซจากสถานีอื่นแทน







