posttoday
ใครว่ารวยแล้วไม่โกง

ใครว่ารวยแล้วไม่โกง

19 กุมภาพันธ์ 2553

ทรัพย์สินจำนวน 76,000 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินมหาศาลไม่ใช่น้อย...เป็นยอดเงินที่ครอบครัวทักษิณได้ไปจากการขายหุ้นชินฯ

ทรัพย์สินจำนวน 76,000 ล้านบาท เป็นจำนวนเงินมหาศาลไม่ใช่น้อย...เป็นยอดเงินที่ครอบครัวทักษิณได้ไปจากการขายหุ้นชินฯ

ผลประโยชน์ก้อนนี้ ทักษิณพยายามจะอ้างว่า เป็นเงินที่ครอบครัวตนเองได้มาจากการทำธุรกิจ ไม่ได้โกงกิน ส่วนเรื่องคดีโกงทั้งหลาย คือ เรื่องที่ถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกกระทำต่อเนื่องจากรัฐประหาร ฯลฯ

แต่ทักษิณก็ไม่เคยเลยแม้แต่ครั้งเดียว ที่จะอธิบายข้อกล่าวหาทั้งหลายอย่างเป็นระบบ ชัดเจน โดยนำเสนอข้อมูล เอกสาร หลักฐานที่ตนเองควรจะมีอยู่ เพื่อโต้แย้งข้อกล่าวหาทั้งหลายอย่างชัดแจ้ง

คำถามง่ายๆ แค่ว่า ทำอย่างไรถึงรวยมาได้ถึง 76,000 ล้านบาท ?

แค่นี้ ก็ยังไม่เคยชี้แจงอย่างเป็นระบบ จริงๆ จังๆ ในแบบที่ไม่ใช่พูดถูๆ ไถๆ เอาเองข้างเดียว ยอดเงิน 76,000 ล้านบาท นี่เฉพาะที่ครอบครัวขายหุ้นได้

นี่ยังไม่ได้ตามไปถามว่า เงินที่ซื้อหุ้นทีมฟุตบอลแมนซิตี้ ซื้อคฤหาสน์ในอังกฤษ และห้องพักสุดหรูในประเทศต่างๆ รวมถึงเงินก้อนมหึมา ซึ่งช่วงหนึ่ง ธนาคารในสวิสเซอร์แลนด์พลั้งปากออกมาจนเป็นข่าว ฯลฯ

ทั้งหมดนั้น... ไปรวยมาจากไหน ตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมก่อนเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยจึงไม่เคยปรากฏว่าจะรวยขนาดนั้น ?

1) ทักษิณและครอบครัว รวยจากสัมปทานผูกขาด กิจการดาวเทียม โทรคมนาคม โทรศัพท์มือถือ โดยเฉพาะสัมปทานผูกขาดดาวเทียม ได้มาในยุคเผด็จการทหาร รสช.

2) หากินกับสัมปทานผูกขาด แล้วก็พยายามแสวงหาอำนาจรัฐแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด เข้ามาเล่นการเมืองด้วยตนเอง ใช้รัฐธรรมนูญ 2540 เป็นเครื่องมือ แทรกแซง ครอบงำ ทำลายรัฐธรรมนูญจนแทบไม่เหลือเจตนารมณ์เดิม

ระหว่างนั้น ก็มีเงื่อนงำต้องสงสัยว่า ตนและคู่สมรสยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น และบริษัทในเครือเอาไว้เพียงแต่เล่นไม่ซื่อ ใช้ชื่อคนอื่นเป็นถือหุ้นแทน ทั้งตัวแทนเชิด กองทุนลับ และบริษัทที่ตั้งอยู่บนเกาะฟอกเงิน

ชื่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับหุ้นชินฯ และบริษัทในเครือ เช่น พานทองแท้ ชินวัตร, พินทองทา ชินวัตร, ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร, บรรณพจน์ ดามาพงศ์, บริษัทแอมเพิลริช, บริษัทวินมาร์ค, บริษัทบลูไดมอนด์, ซิเนตร้า ทรัสต์ (Sinatra Trust) เป็นต้น

ยิ่งดูพฤติกรรมประหลาด ผิดปกติในสายตาชาวบ้าน ก็ยิ่งสงสัย เช่น อ้างว่าให้ลูกยืมเงินบ้าง หรือทำการซื้อขายหุ้นกันเองไปมา ชุลมุนไปหมด ทั้งๆ ที่ เป็นคนในครอบครัว คนใช้ คนขับรถ เครือญาติ แต่ค่าหุ้นและผลประโยชน์ก็ไหลเข้าบัญชีนายใหญ่นายหญิงเหมือนเดิม ฯลฯ

ทั้งหมดนั้น เจ้าของผู้มีอำนาจ และผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง น่าจะยังเป็นทักษิณและคู่สมรส

3) การยังคงเป็นเจ้าของหุ้นในบริษัทได้รับสัมปทานจากรัฐ และบริษัทโทรคมนาคมที่เป็นคู่สัญญากับรัฐ เป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตัวและผลประโยชน์ส่วนรวม มีกฎหมายห้ามไว้ ตั้งแต่ก่อนที่ทักษิณจะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อป้องกันมิให้ผู้บริหารประเทศใช้อำนาจการเมืองไปเอื้อผลประโยชน์แก่ธุรกิจส่วนตัว

4) แต่สิ่งที่กฎหมายห้ามไว้ สิ่งที่กฎหมายไม่ต้องการจะให้เกิด ก็เกิดขึ้นจนได้ ในยุคทักษิณ ได้อาศัยความไว้วางใจของประชาชน เข้ามามีอำนาจรัฐ แต่กลับใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจส่วนตัวโดยมิชอบ หลายครั้ง หลายกรณี เช่น การแก้ไขสัญญาสัมปทาน เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 เพื่อลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์มือถือแบบใช้บัตรจ่ายเงินล่วงหน้า หรือบัตรเติมเงิน ให้แก่บริษัทเอไอเอส มูลค่ากว่า 70,000 ล้านบาท

การแก้ไขสัญญา เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 เพื่อให้บริษัทเอไอเอสเข้าไปใช้เครือข่ายร่วมหรือโรมมิ่ง ทำให้เอไอเอสได้รับผลประโยชน์โดยตรง ไม่น้อยกว่า 18,970 ล้านบาท

การใช้อำนาจแปลงค่าสัมปทานโทรคมนาคมเป็นภาษีสรรพสามิต ซึ่งนอกจากจะเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสแล้ว ยังเป็นการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือกีดกันผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหม่ และทำให้หน่วยงานของรัฐคู่สัญญาได้รับความเสียหายกว่า 30,000 ล้านบาท

การให้ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือเอ็กซิมแบงก์ อนุมัติเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุนแก่รัฐบาลทหารพม่า 4,000 ล้านบาท เพื่อให้บริษัทชินแชทเทิลไลน์ได้รับผลประโยชน์จากพม่า เกิดความเสียหายแก่ส่วนรวม จนต้องตั้งงบประมาณแผ่นดินของประชาชนมาชดเชย

นอกจากนี้ ยังมีการเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจแก่กิจการดาวเทียมของบริษัทชิน อีกหลายกรณี มูลค่าผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาท เป็นต้น

ผลประโยชน์จากการใช้อำนาจรัฐทั้งหมดนั้น ล้วนตกอยู่ในเครือชินคอร์ปอเรชั่น เป็นข้อเท็จจริงที่ปฏิเสธไม่ได้เลย !

เล่นแบบนี้... ไม่รวยชาตินี้ แล้วจะไปรวยชาติไหน?

5) ยิ่งกว่านั้น... หลังจากอาศัยอำนาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจของชินฯ อย่างมโหฬาร ทำให้มูลค่าหุ้นเพิ่มขึ้นมหาศาลแล้ว แต่เมื่อติดขัดตรงที่เงื่อนไขกฎหมาย ทำให้ขายหุ้นทั้งหมดให้ต่างชาติไม่ได้ เพราะจะทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นต่างชาติสูงเกินกว่าที่ฎหมายห้ามไว้

สุดท้าย ก็ยังได้อาศัยอำนาจรัฐ แก้กฎหมายเพื่อให้สามารถขายหุ้นแก่ต่างด้าวได้ทั้งหมด

6) การขายหุ้นมูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาท โดยกลวิธีหลีกเลี่ยงไม่จ่ายภาษี มีการยักย้ายถ่ายโอนหุ้นจากกองทุนลับ หรือบริษัทบนเกาะฟอกเงิน ผ่านบุคคลใกล้ชิด ก่อนจะขายให้ตัวแทนเชิดหรือนอมินีของต่างด้าวอีกทอด เพราะถ้าให้บริษัทเป็นผู้ขายอย่างตรงไปตรงมา แม้จะซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ก็ยังต้องจ่ายภาษีให้รัฐ

ทั้งหมด เป็นเงื่อนงำของผลประโยชน์ส่วนตัว ที่ทักษิณไม่เคยจะชี้แจงแถลงไขอย่างกระจ่างชัด ตรงกันข้าม กลับมีพฤติกรรมปกปิด บิดเบือน หรือหลบเลี่ยงที่จะอธิบายต่อสาธารณชนมาโดยตลอด มักอ้างว่า ร่ำรวยตั้งแต่ก่อนจะมาเป็นนายกฯ แต่กลับไม่เคยอธิบายได้เลยว่า เหตุใด... เมื่อเข้ามาเป็นนายกแล้ว ถึงได้มีการใช้อำนาจรัฐก่อให้เกิดความเสียหายต่อแผ่นดิน

เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจของตนเองและพวกพ้องอย่างมโหฬาร ทำให้ร่ำรวยเพิ่มมากขึ้นผิดปกติอย่างนั้นไหนว่ารวยแล้วไม่โกง
 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท