posttoday
แกะรอย "ซิเนตร้า ทรัสต์" ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

แกะรอย "ซิเนตร้า ทรัสต์" ยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน

19 กุมภาพันธ์ 2553

คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี 7.6 หมื่นล้านบาท กำลังมาถึงฉาก "ไคลแมกซ์"เมื่อล่าสุดการเบิกความต่อหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี 7.6 หมื่นล้านบาท กำลังมาถึงฉาก "ไคลแมกซ์"เมื่อล่าสุดการเบิกความต่อหน้าศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

ผ่านปากคำของ นางวรัชญา ศรีมาจันทร์ ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ปรากฏข้อมูลสำคัญที่คลี่คลายข้อสงสัยที่สังคมกังขา...

นางวรัชญา กล่าวว่า เมื่อปี 2543 พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ได้โอนขายหุ้นที่มีอยู่ใน 6 บริษัท รวมทั้งเอสซีแอสเสท ให้แก่บริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด รวมๆ แล้วคิดเป็นมูลค่าประมาณ1,500 ล้านบาท

ก.ล.ต.พบว่าเงินชำระค่าหุ้นดังกล่าวเป็นเงินของพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมานเอง 300 ล้านบาท กระจายจากบัญชี 3 ธนาคารในประเทศสิงคโปร์ ส่วนอีก 1,200 ล้านบาท เป็นเงินของบริษัท วินมาร์คฯ ในสิงคโปร์

ก.ล.ต.จึงได้แกะรอยเส้นทางธุรกรรมลึกลงไปอีก จนพบหลักฐานสำคัญของบริษัท วินมาร์คฯ คือบริษัท วินมาร์คฯ ถือหุ้น 100%โดยบริษัท บลูไดมอนด์ และบริษัท บลูไดมอนด์ มีผู้ถือหุ้นอีกชั้นหนึ่ง เป็นทรัสตีที่ชื่อ แมทธีสัน ทรัสต์(Matheson Trust)

นางวรัชญา ระบุว่า แมทธีสัน ทรัสต์ตั้งโดย บริษัท แมทธีสันในฮ่องกง ซึ่งเป็นบริษัทที่รับบริหารจัดการบริษัทวินมาร์คฯ แทนผู้ว่าจ้าง

"แมทธีสัน ทรัสต์ เป็นบริษัทรับจัดการ และถือหุ้นเพื่อประโยชน์ของ ซิเนตร้า ทรัสต์ (Sinatra Trust)ที่มีผู้รับประโยชน์ 5 คน คือ 2 สามีภรรยาและบุตร 3 คน" นางวรัชญา ระบุ

แปลความได้ว่า ผลประโยชน์ที่ได้จากการบริหารจัดการหุ้นวินมาร์คทั้งหมด บริษัทที่รับไปบริหารต้องนำส่งเข้าบัญชีของ "พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน"

จากเอกสารทางการเงินที่ก.ล.ต.ได้รับจาก 4 ธนาคารในสิงคโปร์ พบว่าเส้นทางการเงินของบริษัท วินมาร์คฯ,บริษัท บลูไดมอนด์ หรือกองทุนโอดีเอฟ ตั้งแต่ในช่วงปี 2543-2549 ทุกบัญชีมีอดีตผู้นำไทยและภริยาเป็นเจ้าของโดยมีเอกสารกรณีบริษัท วินมาร์คฯ ฉบับ
หนึ่งที่ก.ล.ต.พบ ระบุให้ทั้งสองคนเป็น"เจ้าของผู้รับผลป ระ โ ย ช น์ ( Be ne f i t c i a l Owner) เท่านั้น"

ดังนั้น ก.ล.ต.จึงได้ยืนยันต่อศาลฎีกาฯเมื่อวันที่ 19 พ.ย.ว่า แท้จริงแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร คือเจ้าของบริษัท วินมาร์ค ลิมิเต็ด ซึ่งถือหุ้นในบริษัท เอสซี แอสเสท ตัวจริง

"จากพยานหลักฐานบ่งชี้ว่า ทั้งสองคนเป็นเจ้าของที่แท้จริงของบริษัทวินมาร์คฯ" นางวรัชญา ระบุโดยก่อนที่จะชี้แจงต่อศาลก.ล.ต. ได้ตรวจสอบเส้นทางธุรกรรมทางการเงินทั้งหมด และมอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) แล้ว

นางวรัชญา กล่าวว่า การชี้แจงต่อศาลฎีกาฯ เมื่อวันที่ 19 พ.ย.นั้นเป็นเรื่องเกี่ยวกับกรณีปกปิดโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัท เอสซี แอสเสทรวมถึงโครงที่มีสร้างความเป็นเจ้าของในวินมาร์คเป็นสำคัญ

มิใช่เรื่องเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของที่ได้บริษัท แอมเพิลริช อินเวสเมนต์ซึ่งถือหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น (ชินคอร์ป)

อย่างไรก็ตาม กรณีที่พบภายหลังว่าบริษัท วินมาร์คฯ เข้าไปถือหุ้นชินคอร์ปด้วยนั้น ก.ล.ต.ก็อยู่ระหว่างการพิจารณาที่จะเข้าไปตรวจสอบต่อไป

เนื่องจากหุ้นชินคอร์ปที่ถือโดยวินมาร์ค อยู่ที่ 1.8% โดยเมื่อรวมกับหุ้นชินคอร์ปที่ครอบครัวชินวัตรถือโดยตรง และถือผ่านบริษัท แอมเพิลริช มีสัดส่วนอยู่ที่ 49%เมื่อรวมหุ้นทั้งหมด เท่ากับว่าพ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ถือหุ้นในชินคอร์ปเกิน 50%ต้องรายงานการถือหุ้นต่อก.ล.ต. ตามมาตรา 246 ของพ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

ไม่เช่นนั้นเท่ากับเป็นการปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกับกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ปกปิดการถือหุ้นบริษัทวินมาร์คฯ ในเอสซี แอสเสท

นางวรัชญา กล่าวว่า ถ้าศาลฎีกาฯ มีคำตัดสินว่า บริษัท แอมเพิลริชฯ เป็นของครอบครัวชินวัตร ก.ล.ต.ก็จะมีการดำเนินการทันทีเนื่องจากถือว่ามีการยื่นข้อมูลในไฟลิงไม่ถูกต้อง

นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลังกล่าวว่า การเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณช่วงนี้น่าจะเกี่ยวโยงกับการยึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท

หลังจากก.ล.ต. ได้ไปให้การกับศาลและมีข้อมูลแสดงให้เห็นชัดว่า มีข้อมูลบางอย่างที่ทำให้พ.ต.ท.ทักษิณหนักใจเกี่ยวกับคดีนี้

"ผมสงสัยว่าทำไมที่ผ่านมา ก.ล.ต.จึงไม่ดำเนินการเรื่องนี้ โดยในสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังก็จะมีการดำเนินการเรื่องนี้ให้ถูกต้อง" รมว.คลังระบุคำให้การทั้งหมดของก.ล.ต. ถือเป็นการไขปริศนาว่าแท้จริงแล้ว บริษัทวินมาร์คฯ เป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ

แถมบริษัท วินมาร์คฯ ถือหุ้นในบริษัทเอสซี แอสเสท และชินคอร์ป ในช่วงที่พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรีอีกด้วยถือเป็นการตอกฝาโลงและย้ำว่าพ.ต.ท.ทักษิณหลบเลี่ยงการตรวจสอบทรัพย์สินด้วยการ "ซุกหุ้น" ไม่ใช่แค่ผ่านคนรับใช้ คนขับรถแต่ยังรวมการใช้บริษัทในต่างประเทศอำพรางการถือหุ้นด้วยวิธีการที่แยบยล

หากดูคำร้องของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จะพบว่า...

พ.ต.ท.ทักษิณได้ใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ ออกนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจในครอบครัวตนเอง ทำให้ผลกำไรของบริษัท ชินคอร์ป พุ่งสูงขึ้น นำไปสู่การเพิ่มของมูลค่าหุ้นที่พ.ต.ท.ทักษิณถือทั้งทางตรงและทางอ้อม

สุดท้ายเมื่อนำไปขายให้แก่กองทุนเทมาเซกของสิงคโปร์ จึงได้มูลค่าสูงถึง7.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือเป็นทรัพย์ที่มิควรได้และเป็นความร่ำรวยที่ไม่สุจริต ที่สำคัญคตส. ใช้คำว่าเป็น "การละเมิดต่อความไว้วางใจของประชาชน" แต่จะนำไปสู่การยึดทรัพย์หรือไม่นั้นอีกไม่นานเกินรอ!!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท