
ล้วงหีบสมบัติชาติลงทุนนิวไทยแลนด์
นับเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการนำ “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ออกมาใช้
นับเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการนำ “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ออกมาใช้
โดย...ทีมข่าวการเงิน
นับเป็นความพยายามครั้งที่ 2 ของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่แสดงเจตจำนงชัดเจนว่าต้องการนำ “เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ” ออกมาใช้
หากครั้งนี้เป็นการนำทุนสำรองฯ มาลงทุนเพื่อสร้างประเทศตามแนวคิด “New Thailand”
การที่ พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เสนอไอเดียนำเงินทุนสำรองฯ มาใช้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อป้องกันภัยพิบัติต่างๆ และสร้างขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ โดยเสนอแก้กฎหมายธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ให้สามารถซื้อพันธบัตรในประเทศได้ ซึ่งหมายถึงพันธบัตรที่ออกโดย “รัฐบาลไทย”
พิชัย บอกว่า ฐานะของไทยวันนี้ดีกว่าหลายประเทศ ทำไมแบงก์ชาติต้องนำเงินทุนสำรองฯ ไปลงทุนพันธบัตรต่างประเทศที่มีความเสี่ยงและได้อัตราดอกเบี้ยต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ แม้จะต้องถกเถียงกัน แต่ถึงเวลาที่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดได้แล้ว
เสมือนกับ “การโยนหินถามทาง” เพื่อนำเงิน “ก้นหีบ” ของประเทศมาใช้
หากจำกันได้ พิชัย คนนี้เป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนอย่างแข็งขันในการจัดตั้ง “กองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ” หรือ “Sovereign Wealth Fund” เพื่อนำเงินทุนสำรองฯ ไปลงทุนซื้อทรัพย์สินหรือกิจการที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าการนำไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทน 0.3%
ครั้งนั้น พิชัย เสนอให้มีการนำเงินกองทุนความมั่งคั่งฯ ไปลงทุนซื้อกิจการพลังงาน เช่น ซื้อบ่อน้ำมันแหล่งก๊าซธรรมชาติ โดยให้เหตุผลว่า ต่อไปราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไม่ใช่แต่มีราคาแพงเท่านั้น แต่ยังหาซื้อได้ยาก หรือแม้จะมีเงินก็หาซื้อไม่ได้
แต่แนวคิดนำเงินทุนสำรองฯ มาตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ ถูกต่อต้านอย่างหนัก โดยเฉพาะจาก “คณะลูกศิษย์หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน” เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลเข้ามาแตะต้องเงิน “คลังหลวง”
พร้อมทั้งข้อครหาว่า จะนำเงินกองทุนความมั่งคั่งฯ ไปซื้อ “สินทรัพย์” ของใครในต่างประเทศหรือไม่ เพราะบ่อน้ำมันวันนั้นแพงกว่าเมื่อ 5 ปีที่แล้วอย่างน้อย 2 เท่าตัว
สุดท้ายรัฐบาลต้องยอมถอยมาตั้งหลัก
“ไม่ใช่เรื่องตื่นเต้นที่จะต้องไปเร่งตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ ไม่ใช่เรื่องสำคัญเร่งด่วน หน่วยงานไหน ถ้าเขาไม่อยากทำ ก็อย่าไปบังคับเขา และหลายประเทศที่ตั้งกองทุนความมั่งคั่งฯ ก็ไม่ได้มาจากเงินของธนาคารกลาง” กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ กล่าวในช่วงนั้น
แต่แนวคิดการต้องการใช้ขุมทรัพย์เหล่านี้ยังมีอยู่ จึงเกิดแนวคิดนำเงินทุนสำรองฯ แม้จะเพียงบางส่วน เพื่อลงทุนตามคอนเซปต์ “New Thailand” ที่มีวงเงินสูงกว่า 8 แสนล้านบาท
ไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจที่รัฐบาลเพื่อไทยพยายามแคะ “หีบสมบัติ” ของประเทศที่มีเงินสะสม 1.819 แสนล้านเหรียญสหรัฐมาใช้ เพราะเป็นแหล่งเงินใกล้มือที่รัฐบาลพอจะ “หยิบฉวย” มาใช้ได้เร็วและจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่ “ถูก”
เป็นไปได้หรือไม่ว่า การใช้เงินสมบัติเจ้าคุณปู่จะถูกตรวจสอบจากสาธารณชนน้อยกว่า เทียบกับการเสนอสภาให้ผ่านร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ หรือร่าง พ.ร.บ.กู้เงินฯ
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่รัฐบาลควรถูกตั้งคำถามมากกว่า คือ การกู้เงิน 68 แสนล้านบาท เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหรือโครงการใดๆ เพื่อสร้างประเทศใหม่ จะเกิดประสิทธิภาพและมีความคุ้มค่าหรือไม่
โดยเฉพาะการลงทุนตามคอนเซปต์ “New Thailand” ที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี บอกว่าเป็น “ชื่อที่เรียกกันเล่น” แต่ความจริงเป็นชื่อของคณะกรรมการถาวร โดยเฉพาะลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการน้ำ
“ผมไม่คัดค้านทุนสำรองฯ 1.8 แสนล้านเหรียญสหรัฐมาใช้ เพราะมีเงินบางส่วนที่สามารถเจียดมาใช้ได้ให้เกิดประโยชน์ได้ แต่ต้องแก้ไขกฎหมาย อย่างเงินทุนสำรองฯ หากจะนำมาลงทุนจริงก็สามารถนำมาใช้ได้ 15-20% หรือประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ” พรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตกรรมการนโยบายการเงิน ชี้ปม
พรายพล ชี้แนะว่า เงินทุนสำรองฯ สามารถนำมาใช้ได้ แต่ต้องมีแนวทางว่า ถ้าจะใช้จะใช้อย่างไร ในโครงการใด มีผลตอบแทนที่คุ้มค่าหรือไม่ ไม่ใช่นำเงินทุนสำรองฯ ไป “ละเลง” ในโครงการที่ไม่เกิดประโยชน์ เพราะหากรัฐบาลเลือกที่จะกู้เงินต่างประเทศก็ต้องเกี่ยวข้องกับเงินทุนสำรองฯ อยู่ดี
หากยังจำกันได้ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีริเริ่มโครงการ “โมเดิร์นไนซ์ ไทยแลนด์” เมื่อปลายปี 2548 ต่อเนื่องปี 2549 โดยมีแผนใช้เงินลงทุน “ล้านล้านบาท” ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ทันสมัยอย่างก้าวกระโดด
สมัยรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่สร้างโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งมีแนวคิดไม่แตกต่างกัน คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบน้ำ และระบบขนส่ง เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม







