
มาร์ค ' โตเดี่ยว' คุมเบ็ดเสร็จฝ่าวิกฤต
ท่ามกลางสภาวะที่
“เสาค้ำยัน” รอบตัวรัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเพลี่ยงพล้ำกับเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในหลายโครงการ อีกด้านหนึ่งกลับกลายเป็น “โอกาส” ให้ “อภิสิทธิ์” ได้โชว์ภาวะผู้นำจัดการปัญหา ไล่สะสม “ภาวะผู้นำ” ให้โตวันโตคืนสอดคล้องกับดัชนีความเป็นผู้นำ ล่าสุดเดือนก.พ. ตามผลสำรวจของเอแบคโพลล์ ถีบตัวสูงขึ้นจากเดือนส.ค.ปีที่แล้วอย่างชัดเจน โดยเฉพาะด้านการควบคุมอารมณ์ ความรู้ความสามารถ ความเคร่งครัดต่อหลักศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต
เป็นที่น่าสังเกตว่า
“ภาวะผู้นำ” ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ไต่เต้าสะสมมาหนนี้ ล้วนต้องแลกมากับความขัดแย้งกับ “เสาค้ำยัน” สำคัญอย่าง “กองทัพ” และ “พรรคภูมิใจไทย” จนอาจลุกลามส่งผลสะเทือนไปถึงเสถียรภาพของรัฐบาลโดยเฉพาะความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่าง
“กองทัพรัฐบาล” จากชนวนปัญหาเครื่องตรวจวัตถุระเบิดจีที 200 ที่นายกฯ สั่งระงับการซื้อล็อตใหม่และส่งทบทวนการใช้ปฏิบัติงานในพื้นที่ หลังผลการตรวจสอบประสิทธิภาพยืนยันว่าถูกต้องเพียง 4 ครั้ง จาก 20 ครั้งกลายเป็นปัญหาหนักอกให้กองทัพต้องออกมาคลี่คลายความสงสัยของสาธารณชน กับการใช้งบกว่า 751 ล้านบาท กับการจัดซื้อเครื่องจีที 200 กว่า 850 เครื่อง ตั้งแต่ปีงบประมาณ 25502553 ที่ถูกตั้งข้อสังเกต ถึงเงื่อนงำการจัดซื้อ หลังจากมีนักวิชาการออกมาตั้งข้อสังเกตถึง
“ส่วนต่าง” ราคาต้นทุนไม่กี่บาทกับราคาที่กองทัพสั่งซื้อเครื่องละล้านกว่าบาทที่สำคัญเรื่องนี้ถูกส่งต่อไปให้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กรมการปกครอง สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) พิจารณาตรวจสอบเงื่อนงำการจัดซื้อจัดจ้างครั้งนี้ ว่าเป็นไปตามกระบวนการโปร่งใสหรือไม่ รวมถึงการหาคนผิดมาลงโทษ
ตามด้วยพรรคเพื่อไทย และกลุ่มเสื้อแดง ที่เกาะติดหยิบยกประเด็นนี้
“ดิสเครดิต” กองทัพ กระทบชิ่งไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) งานนี้จึงมีแต่จะทำให้ “กองทัพ” ภายใต้การนำของบิ๊กป๊อก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ต้องตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากมากขึ้นในแง่ความ
“ขัดแย้ง” ระหว่างกองทัพและรัฐบาล ดูจะไม่จบสิ้นลงง่ายๆ ยิ่งหลังจากที่บิ๊กป๊อกนำทีมกรมสรรพาวุธ กรมส่งกำลังบำรุง กรมยุทธการทหารบก ตัวแทนกองทัพอากาศ และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน้าที่ออกมาชี้แจงความโปร่งใส และยังยืนยันจะใช้เครื่องนี้ต่อไปหลังไม่มีเครื่องมือทดแทนอานุภาพของ
“จีที 200” เที่ยวนี้ จึงส่งผลต่อ “กองทัพ” สาหัสยิ่งกว่าระเบิดเอ็ม 79 ที่ยิงเข้าไปลูบคม “บิ๊กป๊อก” ถึงกองทัพบก แบบไม่สามารถจับมือใครดมได้ ที่สำคัญ “แผล” นี้จะทำให้ “กองทัพ” ต้องปิดทางการคิด “ปฏิวัติ” ตามกระแสข่าวที่ระบุว่ามีความพยายามจะผลักดันให้เกิดขึ้นถัดมาที่อีกเสาค้ำยันอย่างพรรค
“ภูมิใจไทย” ขณะนี้ก็มีสภาพสะบักสะบอม ไม่ต่างจากองทัพ โดยเฉพาะในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องเผชิญกับแรงเสียดทานจากปัญหาเรื่องการซื้อขายตำแหน่งที่ถูกแฉว่ามีการซื้อขายตำแหน่งกันมากที่สุดยุคหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการ รองผู้ว่าราชการ ที่ราคาสูงถึง 20 ล้านบาท ไปจนถึงเรื่องความผิดปกติในการดำเนินการเพื่อคัดเลือกบุคคลเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ประจำปี 2550 ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบสวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)รวมทั้งปัญหาเรื่องคอมพิวเตอร์ในโครงการเช่าระบบให้บริการประชาชนด้านการทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชนแบบใหม่ ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ วงเงิน 3,400 ล้านบาท ที่นายกฯ สั่งการให้ดูแลเป็นพิเศษ ขณะที่ฝ่ายค้านเตรียมหยิบยกมาเป็นประเด็นอภิปรายไม่ไว้วางใจถล่มพรรคภูมิใจไทย กระทบไปถึงรัฐบาล
นาทีนี้ พรรคภูมิใจไทย จึงต้องเผชิญกับปัญหารุมเร้าอย่างหนัก ยิ่งนายกฯ อภิสิทธิ์สั่งการให้เอาจริงเอาจังกับการตรวจสอบเรื่องต่างๆ เหล่านี้มากเท่าไหร่ ยิ่งส่งผลกดดันไปถึงพรรคภูมิใจไทยมากขึ้นเท่านั้น ก่อนจะย้อนกลับมาเป็นแรงกดดันที่ส่งผลสะเทือนมาถึงรัฐบาลอีกทอดหนึ่ง
ไม่เว้นแม้แต่สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล อีกหนึ่งในเสาค้ำยันของรัฐบาล ยังต้องประสบกับปัญหารุมเร้าไม่ต่างจากเสาค้ำยันอื่นๆ โดยเฉพาะล่าสุด กับการล้มเหลวในหน้าที่ไม่สามารถโน้มน้าวสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ให้มาร่วมกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามแนวทางของพรรคร่วมรัฐบาลเสนอได้
ผลลัพธ์ครั้งนั้น นอกจากสั่นคลอนความน่าเชื่อถือของ
“ผู้จัดการรัฐบาล” ที่มีต่อสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว อีกด้านหนึ่งยังกระทบความสัมพันธ์กับสมาชิกภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่สะท้อนบารมีการไม่สามารถคุมทิศทางภายในพรรคได้ ปล่อยให้ “อภิสิทธิ์” ฉวยจังหวะสร้างความเป็นผู้นำภายในพรรคให้ชัดเจนขึ้นด้านหนึ่งจึงเหมือนจะเป็นปัญหาต่อเสถียรภาพของรัฐบาล ในวันที่นายกฯ อภิสิทธิ์
“โตเดี่ยว” ปล่อยให้รอยร้าวระหว่าง “เสาค้ำยัน” กับรัฐบาลขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ทว่าสุดท้ายอาจกลายเป็นผลดีกับรัฐบาลเอง เมื่อ “อภิสิทธิ์” พลิกสถานการณ์โชว์ความเด็ดเดี่ยวเหนือบรรดา “เสาค้ำยัน” คุมทัพนำรัฐบาลด้วยตัวเองแถมหยิบฉวย
“จุดแข็ง” เรื่องความซื่อสัตย์สุจริต มาเป็นธงนำในการดำเนินการกับ “กองทัพ” และ “พรรคร่วมรัฐบาล” ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ต้นทุนที่มีอยู่ของ “อภิสิทธิ์” งอกเงยเพิ่มขึ้น จนสามารถใช้คะแนนนิยมจากประชาชนมาเป็นเสียงสนับสนุน แทนบรรดาเสาค้ำยันที่ทำหน้าที่ประคองเสถียรภาพรัฐบาลยิ่งในวันที่บรรดาเสาค้ำยันอ่อนแรงไปกับแรงเสียดทานรอบด้าน จนยากจะเคลื่อนไหวทางการเมืองได้สะดวกแล้ว สภาพกุมอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจึงตกมาอยู่ที่นายกฯ แบบสมบูรณ์ ยิ่งได้เสียงสนับสนุนจากชาวบ้านด้วยแล้ว งานนี้จึงน่าจะเป็นผลดีสำหรับ
“อภิสิทธิ์” กับการบริหารงานนำพาประเทศฝ่าหลุมระเบิดอีกมากมาย






