
น้ำท่วมกับคลองชลประทานอายุ120ปี(1)
หลายวันก่อน นั่งดูข่าวน้ำเหนือกำลังไหลเข้าคลองหกวา ถ้าป้องกันไว้ไม่อยู่ก็จะล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ และบ้านผมต่อไป
หลายวันก่อน นั่งดูข่าวน้ำเหนือกำลังไหลเข้าคลองหกวา ถ้าป้องกันไว้ไม่อยู่ก็จะล้นตลิ่งไหลเข้าท่วมกรุงเทพฯ และบ้านผมต่อไป
โดย..สมชาย สกุลสุรรัตน์
อยู่ดีๆ ลูกสาวถามผมว่า พ่อๆ คลองหกวาอยู่ที่ไหนและทำไมชื่อคลองหกวา ทำเอาผมจนปัญญาหาคำตอบให้ลูกสาวไม่ได้ เพราะไม่เคยตั้งคำถามให้ตัวเอง ทราบแค่ว่าคลองนี้ชื่อคลองหกวา และบางคลองชื่อคลองสามวา แต่ทำไมถึงตั้งชื่อเป็นวาๆ แบบนี้ไม่เคยสะดุดคิด
เพื่อไม่ให้เสียเหลี่ยมคุณพ่อรู้ดี เคยไปค้นคว้าหาคำตอบให้ลูกสาวทราบ แล้วอยากขับรถไปลานพระบรมรูปทรงม้าเพื่อกราบถวายบังคมด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้ารัชกาลที่ 5ที่ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ขุดคลองนี้และคลองอื่นๆอีก 61 สาย บริเวณทุ่งหลวง หรือทุ่งรังสิตในปัจจุบัน ระหว่างปี พ.ศ. 2433-2448 หรือประมาณ 120 ปีมาแล้ว
ในครั้งนั้น รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้ขุดคลองใหญ่ 3 สาย ขนานกัน ได้แก่ คลองรังสิตประยูรศักดิ์ เชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำนครนายก คลองหกวาบนคู่ขนานด้านเหนือหรือด้านบนของคลองรังสิตฯ กับคลองหกวาล่าง ซึ่งอยู่ด้านใต้หรือด้านล่างคู่ขนานไปกับคลองรังสิต พร้อมทั้งคลองซอยอีก 59 สาย
ผลของการขุดคลองเหล่านี้ทีเดียวพร้อมๆ กัน 62 สาย ทำให้พื้นที่บริเวณนี้กลายเป็นพื้นที่ชลประทาน เป็นแหล่งพื้นที่ปลูกข้าวใหญ่ของประเทศมาจนทุกวันนี้
ที่สำคัญที่ทำให้ผมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของล้นเกล้ารัชกาลที่ 5 คือ การที่ทรงโปรดฯ ให้ขุดคลองเหล่านี้ พร้อมทั้งประตูระบายน้ำอีก 2 แห่ง สำหรับควบคุมระดับน้ำในคลองซึ่งก่อนหน้านี้คนกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่คงไม่รู้จัก แต่มาคุ้นหูกันดีวันนี้ คือ ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ที่ต้นคลองรังสิต และประตูน้ำเสาวภาผ่องศรีที่ปลายคลองตามพระปรมาภิไธยของพระองค์ และสมเด็จพระนางเจ้าสาวภาผ่องศรี พระบรมราชเทวี เมื่อวันที่ 18 พ.ย. 2439 ทำให้กรุงเทพฯ ยังไม่จมน้ำไปหมดทั้งเมือง จนกลายเป็นเมืองบาดาลเหมือนนครสวรรค์ หรืออยุธยาจนถึงทุกวันนี้
ทั้งนี้ เพราะบรรดาคลองหลัก 3 สาย และคลองซอย กลายเป็นเส้นทางระบายน้ำจำนวนมากมายมหาศาลให้ไหลลงแม่น้ำสู่ทะเล ผ่านประตูระบายน้ำ ท่านผู้อ่านลองหลับตาวาดภาพดูครับว่าถ้าไม่มีคลองรังสิตฯ ไม่มีคลองหกวา ไม่มีคลองสามวาระบายน้ำ อะไรจะเกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานคร ในยามที่เกิดอุทกภัย
ที่น่าสังเกตคือ ตั้งแต่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้ขุดคลองและสร้างประตูระบายน้ำผ่านมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2436 หรือประมาณ 120 ปีมาแล้วมีวิวัฒนาการที่เป็นชิ้นเป็นอันเพิ่มเติมจากระบบการชลประทานที่พระองค์ท่านทรงสร้างขึ้นบ้าง เพื่อระบายน้ำจากเหนือที่ไหลมา ให้ไหลผ่านไปโดยเร็ว นอกจากคลองชลประทานอายุ 120 ปี และประตูระบายน้ำอายุพอๆ กัน
ซ้ำร้าย นอกจากไม่มีการเสริมสร้างระบบการชลประทาน และเครือข่ายเส้นทางระบายน้ำเพิ่มหรือคอยพัฒนาดูแลเครือข่ายที่มีอยู่แล้วให้ดำรงอยู่ในสภาพดี สามารถใช้งานอย่างมีประสิทธิภาพ เรายังช่วยกันสร้างสิ่งกีดขวางทางเดินของน้ำ ไม่เชื่อลองไปนับจำนวนถนนหนทางที่สร้างขวางทางน้ำ รวมทั้งชุมชนและหมู่บ้านรวมทั้งสนามกอล์ฟแถวๆ นั้นดู แล้วจะเห็นใจน้ำว่ามาแล้วไม่รู้จะไปทางไหน เลยหลงทางส่งเดชไปไหนก็ไปจับทางเดินไม่ได้ เลยไหลเข้าท่วมบ้านคน ท่วมนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งคิดๆ ดูก็น่าแปลกที่เลือกจะไปตั้งอยู่กลางทุ่งนา ที่เคยเป็นพื้นที่รับน้ำมาไม่รู้กี่ร้อยปีมาแล้ว
นอกจากในหลวงรัชกาลที่ 5 ที่ทรงโปรดฯให้ทำระบบชลประทานในทุ่งรังสิตที่พูดถึง ก็มีรัชกาลที่ 3 ที่ทรงโปรดฯ ให้ขุดคลองแสนแสบเพื่อเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยากับแม่น้ำบางปะกง มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2380 หรือประมาณ 174 ปีมาแล้ว กับในหลวงรัชกาลปัจจุบัน ที่ทรงโปรดฯ ให้ขุดแก้มลิงหรือบึงขนาดใหญ่เพื่อรับน้ำไว้ชั่วคราวก่อนสูบออกเมื่อมีน้ำเหนือหลากมา แหมกำลังสนุกแต่พื้นที่หมดแล้วมาว่าต่อสัปดาห์หน้าครับและทรงโปรดฯ ให้ทำคันกั้นน้ำในพระราชดำริ ด้านตะวันออกของกรุงเทพมหานคร เพราะทรงเห็นว่าพสกนิกรของพระองค์ในย่านนี้ต้องเดือดร้อนเพราะปัญหาน้ำท่วมซ้ำซากผมเป็นคนหนึ่งที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากโครงการพระราชดำริ เพราะเผอิญบ้านอยู่แถวนี้ เคยถูกน้ำท่วมเป็นประจำเดือนทุกปี จนเมื่อโครงการกั้นน้ำในประราชดำริ แถวถนนร่มเกล้าแล้วเสร็จ ก็ไม่เคยถูกน้ำท่วมอีกเลยนับสิบปีมาแล้ว ขอจงทรงพระเจริญ
พูดไปพูดมาก็ไม่เข้าใจครับว่า เรามีรัฐบาลมาก็มากมายหลายรัฐบาลจนจำไม่ได้ ทำไมไม่มีผลงานด้านการพัฒนาชลประทานรอบๆ กรุงเทพมหานครออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ทำไมไม่มีรัฐบาลที่มีวิสัยทรรศยาวไกลเหมือนรัชกาลที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ที่ผลงานของพระองค์คือคลองแสนแสบคลองรังสิตฯ คลองหกวา คลองสามวา ประตูน้ำจุฬาลงกรณ์ ยังถูกใช้เป็นเส้นทางระบายน้ำหลักที่พูดถึง และประชาชนฝากความหวังว่าจะช่วยกันน้ำ และระบายน้ำไม่ให้ท่วมกรุงเทพ
ผมเชื่อว่าถ้าในหลวงรัชกาลปัจจุบันไม่ทรงมีพระราชดำริให้สร้างคันกันน้ำ ป่านนี้ผมคงต้องแจวเรือกลับบ้านและไปทำงานเรียบร้อยแล้ว เหมือนในอดีตที่ทำให้ผมแจวเรือเป็นจนทุกวันนี้
ก่อนจะกลับไปตอบคำถามลูกว่า ทำไมคลองหกวาถึงชื่อคลองหกวา ขอพูดอะไรนอกเรื่องเพื่อประดับความรู้เล่นๆ อีกเรื่องหนึ่ง เกี่ยวกับโครงการที่รัชกาลที่ 5 ทรงริเริ่มสร้างขึ้นเมื่อ 150 กว่าปีมาแล้ว และค่อนข้างจะได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีไม่เปลี่ยนแปลงเลยเหมือนโครงการชลประทาน
โครงการที่ว่านี้คือ โครงการรถไฟ ที่รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้สร้างขึ้นเป็นครั้งแรก คือสายกรุงเทพฯ ถึง นครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2433 และรัชกาลที่ 6 โปรดให้สร้างเครือข่ายเพิ่มจนแล้วเสร็จในเวลาต่อมา
ที่น่าทึ่งก็คือ ระบบรถไฟไทยได้รับการอนุรักษ์ไว้ทุกเส้นทาง ไม่มีเส้นทางใหม่เพิ่ม ระบบรางยังเป็นรางแคบเหมือนเดิม ผมไม่แน่ใจว่าตัวรางเป็นรางที่วางไว้ตั้งแต่สมัย ร.5 หรือ ร.6 หรือไม่ ทั้งๆ ที่การขนส่งระบบรางของประเทศไหนๆ ก็ก้าวไปไกลโขแล้ว
ทีนี้ก็กลับมาเรื่องเดิมได้ เพราะการไม่พัฒนาระบบรางทำให้ต้องตัดถนนเพิ่มเป็นเครือข่ายใยแมงมุม ถนนหลายๆ สายก็ไปขวางทางน้ำไม่ให้ไหลผ่านกระจายไปตามธรรมชาติน้ำก็เลยท่วมบ้านชาวบ้านแทน เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนใช้รถ ซึ่งตอนนี้วิตกจริตว่าจะเอาไปจอดไว้ที่ไหน ไม่ให้ถูกน้ำท่วม
สรุปแล้วคือ ร้อยกว่าปีผ่านไป เรายังใช้คลองและระบบชลประทานที่สร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษเมื่อร้อยกว่าปีแล้วเป็นหลัก เพื่อรับมือกับอุทกภัยเพราะไม่เคยมีใครคิดขุดคลอง ทำประตูระบายน้ำ ทำคันกั้นน้ำเท่าที่จำเป็นอย่างแข็งแรงมั่งคงเหมือนโครงการคันกั้นน้ำในพระราชดำริ
ก็ไม่ทราบจะบ่นกับใครหรือโทษใคร เพราะเป็นคนไทยร่วมสมัยคนหนึ่ง ถ้าจะบ่นใครโทษใครก็ต้องโทษตัวเองด้วย เขียนไว้ให้อ่านในยามน้ำท่วม หรือรอน้ำท่วมเท่านั้นแหละครับ
ก่อนจะจบขอเฉลยปัญหาที่ลูกสาวถามครับว่า ชื่อคลองหกวา ตั้งขึ้นตามความกว้างของลำคลอง ทั้งคลองหกวาล่างและคลองหกวาบน ส่วนคลองกลางที่กว้างหน่อยหรือคลองรังสิตนั้นเคยถูกเรียกว่า คลองแปดวาตามขนาดความกว้างของคลองเหมือนกัน
อย่าไปเผลอบอกลูกนะครับว่า คลองหกวายาวหกวา คลองสามวายาวสามวาเป็นอันขาด เดี๋ยวเด็กจะจำไปผิดๆ เพราะเด็กสมัยนี้ไม่ทราบหรอกครับว่า หนึ่งวายาวขนาดไหนเผอิญถ้าท่านเองก็ไม่ทราบด้วย น้ำลดเมื่อไรลองขับไปดูความกว้างของคลองแถวนั้นดูเอาเองก็แล้วกัน จะได้มี “ฟิล” ไงครับ







