posttoday
บริหารไม่เป็นเศรษฐกิจกู่ไม่กลับ

บริหารไม่เป็นเศรษฐกิจกู่ไม่กลับ

31 ตุลาคม 2554

มหาอุทกภัยที่ทยอยเข้าท่วมศูนย์กลางเศรษฐกิจ “กรุงเทพมหานคร” ไล่ไปที่ละเขตๆ และจ่อท่วมกรุงเทพฯ

มหาอุทกภัยที่ทยอยเข้าท่วมศูนย์กลางเศรษฐกิจ “กรุงเทพมหานคร” ไล่ไปที่ละเขตๆ และจ่อท่วมกรุงเทพฯ

ชั้นในทุกขณะ ศูนย์กลางการเงิน การค้า การลงทุน การติดต่อสื่อสาร และประตูเศรษฐกิจของประเทศเสี่ยงเป็น “อัมพาต”

พื้นที่กรุงเทพฯ อย่างน้อย 3 เขตถูกน้ำท่วมเต็มพื้นที่ 100% แล้ว ได้แก่ เขตดอนเมือง สายไหม ทวีวัฒนา ส่วนพื้นที่รับน้ำกรุงเทพฯ 4 เขต คือ หนองจอก มีนบุรี ลาดกระบัง และคลองสามวา น้ำได้ท่วมขังนานนับเดือนแล้ว

“กรณีเลวร้ายที่สุด ปทุมวัน สีลม บางรัก สาทร ราชเทวี ห้วยขวาง น้ำจะท่วมระดับเอว ส่วนการจราจรไม่ต้องพูดถึงก็คงต้องเป็นอัมพาตไปเลย และกรุงเทพฯ จะต้องเผชิญกับน้ำท่วมอย่างน้อย 1 เดือน” เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์พลังงานเพื่อสิ่งแวดล้อม อุทยานสิ่งแวดล้อมนานาชาติสิรินธร ระบุ

บริหารไม่เป็นเศรษฐกิจกู่ไม่กลับ

เส้นทางคมนาคมสายลองจินตนาการจากแผนที่ประเทศไทย จะเห็นภาพกรุงเทพถูกน้ำโอบล้อม 4 ทิศ ทั้งน้ำเหนือจากอยุธยาและปทุมธานี น้ำเหนือที่ท่วมพื้นที่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพตัดขาดการเดินทางลงภาคใต้และภาคตะวันตก และน้ำเหนือที่ท่วมทิศตะวันออกจ่อถล่ม “นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังบางชัน”

เหนือนั้นเส้นทางหลักถูกตัดขาดไปเยอะแล้ว ทางตอนใต้ถัดลงมาจากนิคมฯ ลาดกระบังเป็นที่ตั้งของ “สนามบินสุวรรณภูมิ” ประตูสู่ “เอเชีย” ที่อยู่นอกแนวคันกั้นน้ำพระราชดำริ และอยู่ในแนว “FloodWay” ระบบป้องกันน้ำท่วมของสนามบินอยู่ในความเตรียมพร้อมสูงสุด เพื่อไม่ให้ซ้ำรอย “สนามบินดอนเมือง” พื้นที่ดอนและมีระดับพื้นที่สูงที่สุดของกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมรันเวย์แล้วเกือบ 1 เมตร

ขณะที่น้ำหนุนจากทะเลทางตอนใต้และน้ำเหนือที่กำลังเข้ามาสมทบทำให้ท่าเรือกรุงเทพหรือ “ท่าเรือคลองเตย” ประกาศหยุดไม่รับขนถ่ายสินค้า เนื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมแหล่งผลิตในนิคมอุตสาหกรรมทั้ง 7 แห่งนานเกือบ 1 เดือนแล้ว ทำให้มีสินค้าตกค้างอยู่ในท่าเรือ 1 หมื่นตู้สินค้า

“ท่าเรือกรุงเทพ ติดแม่น้ำเจ้าพระยา อาจเกิดปัญหาน้ำล้นได้ แต่ที่ห่วงที่สุดคือมวลน้ำเหนือที่กำลังเข้ามา อยากให้มีการทยอยนำสินค้าที่ท่าเรือออกไป” เฉลิมชัย มีคุณเอี่ยม ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย ระบุ

ส่วนคนกรุงนับแสนเลือกอพยพออกจากพื้นที่ บ้างก็ไปพักผ่อน บ้างก็ต้องจำเป็นต้องไปอยู่ในศูนย์อพยพที่เตรียมไว้ใน 8 จังหวัด ก่อนเส้นทางคมนาคม “ทางบก” จะถูกตัดขาด บางส่วนเลือกอยู่ที่ศูนย์พักพิงในกรุงเทพฯ

สำหรับภาคธุรกิจแทบไม่ต้องพูดถึง เพราะวันนี้ธุรกิจแทบจะหลายสาขาในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ในภาวะที่ “หยุดชะงัก” งานอีเวนต์ทุกงานในกรุงเทพฯ ถูกยกเลิกและเลื่อนออกไปไม่มีกำหนด ระบบโลจิสติกส์เสียหายยับเยิน ความเชื่อมั่นของนักลงทุน “ตกต่ำ” อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ขณะที่ระบบการเงินของประเทศได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่ เพื่อไม่ให้ระบบ “ล่ม”

ภาพที่กระสอบทรายสูง 2 เมตร บริเวณด้านหน้าธนาคารกสิกรไทย สาขาพหลโยธิน ตรงข้ามซอยอารีย์ เป็นสิ่งที่ตอกย้ำความหนักหน่วงของเหตุการณ์ครั้งนี้ได้อย่างดี

เช่นเดียวกับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ที่ส่งคำเตือนไปยังผู้ประกอบการโทรศัพท์มือถือให้ “มอนิเตอร์” สัญญาณโทรศัพท์อย่างเข้มข้น ให้ระบบสื่อสารบริการได้ตามปกติ

ปฏิเสธไม่ได้ว่าน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ สร้างความเสียหายให้เศรษฐกิจประเทศในแบบที่เลวร้ายกว่าวิกฤตการเมืองหลังรัฐประหารปี 2549 และรุนแรงกว่าวิกฤตเศรษฐกิจปลายปี 2551 เหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิที่ญี่ปุ่น

หากเหตุการณ์น้ำท่วม “ยืดเยื้อ” นับเดือนอะไรจะเกิดขึ้น

1.ความพินาศของนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่งที่ถูกน้ำท่วมระดับ 24 เมตร สร้างความเสียหายไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท หัวใจการผลิตของภาคอุตสาหกรรม “หยุดเต้น” แรงงานกว่า 6 แสนคนต้องตกงานทันที ส่วนกระบวนการฟื้นฟูให้โรงงานอุตสาหกรรมกลับมาเดิน “เครื่องจักร” อีกครั้งอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน

เป็นที่มาของการประเมินตัวเลขความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประเมินว่าจีดีพีปีนี้จะลดลง 1.1% ทำให้เศรษฐกิจไทยปี 2554 ขยายตัวเหลือ 2.6% ส่วนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินความเสียหาย 1.7% ของจีดีพี และคาดว่าจีดีพีปีนี้จะเติบโตต่ำกว่า 3%

การ “รีสตาร์ส” เครื่องจักรในโรงงานที่เสียหายจากน้ำท่วมผ่านการให้สินเชื่อก้อนใหญ่ 3.25 แสนล้านบาท เพื่อ “กอบกู้” ภาคอุตสาหกรรมเป็นความจำเป็นเร่งด่วน แต่ยังไม่อาจสร้างความ “มั่นใจ” ให้นักลงทุนได้ หากรัฐบาลไม่มีแผนป้องกันน้ำท่วมระยะยาว

แม้จะมีการยืนยันลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วม แต่เชื่อได้ว่าการลงทุนภาคเอกชนปลายปีนี้ และปีหน้าจะหดหายอย่างน้อย 50-70%หากรัฐบาลไม่สามารถสร้าง “ความเชื่อมั่น”หรือทำให้นักลงทุนเห็นว่าปีหน้าและปีต่อๆ ไปจะไม่มีน้ำท่วมใหญ่เช่นนี้อีก การลงทุนจะลดลงมากกว่านี้อีก

ทั้งนี้ ในปี 2553 ประเทศไทยมีการลงทุนของภาคเอกชน 1.9 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ไม่รวมการลงทุนในหลักทรัพย์ 4.99 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 แสนล้านบาท ขณะที่ปีสองไตรมาสแรกของปี 2554 มีเงิน FDI ที่ไม่รวมการลงทุนในหลักทรัพย์ 1.62 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 4.86 หมื่นล้านบาท

“นักลงทุนจะชั่งน้ำหนักความเสี่ยงการลงทุน และการย้ายฐานการผลิตบางส่วนหรือทั้งหมดไปประเทศอื่นๆจะเกิดขึ้นแน่นอน เพื่อกระจายความเสี่ยง ขณะที่หลายประเทศก็มีพร้อม เช่น เวียดนาม อินเดีย จึงอยู่ที่รัฐบาลว่าทำอย่างไรที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน และต้องมีมาตรการจูงใจที่แรงพอไม่ให้ย้ายฐาน”แหล่งข่าวจากสศช.วิเคราะห์

2.กรุงเทพมหานคร ที่เป็นศูนย์กลางในการเจรจาการค้าและการลงทุน รวมทั้งศูนย์กลางการเงิน เพราะเป็นที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของบริษัทไทย และสำนักงานใหญ่ในภูมิภาค (ROH) หรือสำนักงานสาขาของบริษัทต่างประเทศ

ดังนั้น เหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทต่างชาติมีความกังวลใจที่จะมาตั้ง ROH ในไทยอย่างแน่นอน ทำให้มาตรการภาษีของบีโอไอที่จูงใจให้นักลงทุนต่างประเทศมาตั้งสำนักงานภูมิภาคไม่มีแรงดึงดูดใจเพียงพอ เมื่อเทียบกับการเผชิญหน้ากับอาการธุรกิจ “สำลักน้ำ” และทำให้ภาคการผลิตหยุดนิ่ง

3.ในช่วงเวลาอย่างน้อย 1-2 เดือนจากนี้การดำเนินธุรกิจของเอกชนอยู่ในภาวะ “Wait and See” จนกว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ การหยุดงานเนื่องจากเหตุการณ์น้ำท่วม และการอพยพคนออกจากพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้การทำธุรกรรมต่างๆ จะลดลง การติดต่อทางธุรกิจไม่อาจดำเนินไปเช่นภาวะปกติ

4.ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะที่เป็น “ครัวของโลก” ต้องล้มหายไปในพริบตา เพราะเป็นที่รับรู้ไปทั่วโลกว่า ฐานการผลิตอาหารที่ถูกทำลายจากน้ำท่วม ทำให้ไทยต้องสั่งนำเข้าอาหารและสินค้าจำเป็นจากต่างประเทศเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ทศวรรษ

5.ไม่ใช่เฉพาะรัฐบาลที่จะต้องทุ่มเทงบประมาณมหาศาลเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูความเสียหายจากเหตุการณ์น้ำท่วมอย่างน้อย 5-6แสนล้านบาท ทำให้เงินในกระเป๋าของรัฐบาล “พร่องลง” ในขณะที่วิกฤตหนี้ยุโรปยัง “ยืดเยื้อ” เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังไม่ “ฟื้นตัว” เพียงแต่ข่าวน้ำท่วมใหญ่ในประเทศ เบี่ยงเบนความสนใจเพียงชั่วคราว

“เครื่องมือ” ที่รองรับเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกจะใช้การได้ไม่เต็มที่ ขณะที่เครื่องมือทางการเงิน โดยเฉพาะการปรับลดอัตราดอกเบี้ยกว่าจะให้ผลต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน

นอกจากนี้ การ “กู้เงิน” เพื่อใช้จ่ายในโครงการลงทุนต่างๆของรัฐบาลยังทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่า ณ สิ้นเดือน พ.ค.2554 ไทยมีหนี้สาธารณะ 4.27 ล้านล้านบาท คิดเป็น 41.1% ของจีดีพี ขณะที่สถานะเงินคงคลัง มีจำนวน 301,044 ล้านบาทก็ตาม

เช่นเดียวกับกำลังซื้อของประชาชนที่หดหายไปด้วย โดยเฉพาะการขาดรายได้จากการว่างงาน และการสูญเสียรายได้ของผู้ที่อยู่ในภาคเกษตร ขณะที่ “เงินออม” ต้องถูกนำมาใช้เพื่อซ่อมแซมบ้านเรือน หรือซื้อทรัพย์สินที่เสียหายจากน้ำท่วม แต่หากไม่มีเงินออมก็ต้องใช้ “เงินกู้”

แน่นอนว่าช่วงต้นหลังเหตุการณ์ “น้ำลด” เม็ดเงินจำนวนมากจะถูกใช้จ่ายอย่างเต็มที่ ทั้งเงินเยียวยาจากรัฐบาล และเงินกู้ที่รัฐอัดฉีดเข้าสู่กระเป๋าประชาชน แต่ภายใน 1 ปีหลังจากนั้น “ประชาชน” ต้องยอมรับความจริงกับภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน ซึ่งเท่ากับเป็นการ “บั่นทอน” กำลังซื้อของประชาชนลงไปอีก

และ 6.ความเชื่อมั่นต่อประสิทธิภาพการบริหารจัดการปัญหาของรัฐบาลถูกตั้ง “คำถาม” ทั้งจากคนในประเทศและนักลงทุนต่างประเทศ ขณะที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กลับมาอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องใช้เวลาในการพิสูจน์พอสมควร

ขณะที่แกนหลักในการกำกับและขับเคลื่อนโยบายรัฐถูก “สั่นคลอน” เพราะไม่สามารถจัดการกับน้ำท่วมใหญ่ได้ จนสร้างความเสียหายครั้งใหญ่หลวง

จากปัจจัยเหล่านี้ฉายภาพให้เห็นว่าภายใน1-2 ปีจากนี้เป็นช่วงเวลาอันตรายยิ่งสำหรับ “เศรษฐกิจไทย” และอาจส่งผลกระทบให้เศรษฐกิจไทยถดถอยอย่าง “รุนแรง” เพราะนอกจากถูกซ้ำเติมทั้งจากความเสียหายของเศรษฐกิจภายในแล้ว ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกก็กำลัง “คืบคลาน” เข้ามาทุกขณะ

ฉะนั้น การบริหารเศรษฐกิจในช่วงเวลาต่อจากนี้ไป ต้องการคนที่มีความรู้ความสามารถมากในการบริหารในช่วงวิกฤต หากบริหารไม่เป็นเศรษฐกิจไทยอาจจะหลับยาว

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท