posttoday
ไม่เลวร้ายพร้อมกันทุกที่

ไม่เลวร้ายพร้อมกันทุกที่

29 ตุลาคม 2554

ลุ้นระทึก!!! กับภาวะน้ำทะเลหนุนช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยกระหน่ำซ้ำเติม

ลุ้นระทึก!!! กับภาวะน้ำทะเลหนุนช่วงสุดสัปดาห์นี้ที่คาดว่าจะเป็นปัจจัยกระหน่ำซ้ำเติม

โดย...ทีมข่าวการเมือง

          
"วิกฤตน้ำท่วม" ถึงขั้นรัฐบาลต้องประกาศเป็นวันหยุดราชการ สอดรับกับการที่นายกรัฐมนตรีออกมายอมรับชะตากรรมความสุ่มเสี่ยงของพื้นที่กรุงเทพฯ หลายจุดที่ประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัย         

ไม่เลวร้ายพร้อมกันทุกที่ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร หรือไอซีที มือไม้สำคัญของศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)ฉายภาพ "ข้อเท็จจริง" ที่จะต้องเจอในช่วงนี้ซึ่งประกอบไปด้วย 1.น้ำทะเลหนุนที่จะขึ้นสูงในช่วง28-31 ต.ค.นี้ ซึ่งจะมีจังหวะน้ำขึ้น-น้ำลง โดยจะมีผลเมื่อน้ำขึ้น บางพื้นที่ตามแนวคันกั้นน้ำตลอดแม่น้ำเจ้าพระยาอาจจะเอ่อล้น จำเป็นต้องไปเสริมความแข็งแรง
         
"เพราะถ้าแนวคันกั้นน้ำแตก แรงดันน้ำจะมาที่จุดที่รั่วเพิ่มมากขึ้น ทำให้บริเวณใกล้เคียงแตกตามไปด้วย ดังนั้นหากรั่วซึมแตกตรงไหน เจ้าหน้าที่ต้องรีบซ่อมแซม ซึ่งน้ำทะเลมีขึ้นมีลง ประชาชนต้องตรวจสอบข้อมูลจากกรมอุทกศาสตร์ กองทัพเรือว่าขึ้นเมื่อไร อาสาสมัครในพื้นที่ต้องช่วยกับหน่วยงานราชการป้องกันแนวกั้นน้ำของตัวเอง หากมีเหตุการณ์อะไรก็ช่วยกัน เราต้องรวมพลัง เพราะสถานการณ์นี้ทุกคนมีส่วนได้เสีย"
         
2.เป็นช่วงฤดูมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จะทำให้มวลน้ำในทะเลถูกพัดมาเข้าที่อ่าวไทย ทำให้มวลน้ำมีมาก ระดับน้ำทะเลปกติก็จะสูงกว่าระดับทั่วไป ทำให้ประดังกัน ทั้งน้ำทะเลหนุนและลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ
         
ทั้งนี้ ทางกรมชลประทานจะควบคุมปริมาณน้ำให้เหลือน้อยที่สุดในช่วงนี้ ซึ่งจะต้องทำล่วงหน้าโดยลดการปล่อยน้ำจากที่ต่างๆ ทั้งเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนชัยนาท ซึ่งได้ทำไว้หมดแล้ว
        
 น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ที่ต้องเฝ้าระวังคือ น้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาที่จะมีแนวคันกั้นน้ำไว้ป้องกันกรุงเทพฯ ยาวถึงอ่าวไทย ตราบใดที่ปริมาณน้ำมีระดับต่ำกว่าคันกั้นน้ำ โอกาสเกิดอุทกภัยก็น้อยการดูแลตรงนี้ต้องดูทั้งระดับน้ำว่าต่ำกว่าแนวคันกั้น หรือล้นคันกั้น และอีกส่วนคือความแข็งแรงของคันกั้นน้ำ
         
"แม้ระดับน้ำจะต่ำกว่าคันกั้นน้ำ แต่ถ้าคันกั้นน้ำไม่แข็งแรง มีการรั่วซึมแตก น้ำก็ผ่านไปท่วม กทม.ได้ ทาง ศปภ.ได้ประสานไปทางผู้รับผิดชอบคือ กทม.มาโดยตลอด ซึ่งเขายืนยันว่าคันกั้นน้ำเขาแข็งแรงแต่ภายหลังเหมือนคันกั้นน้ำบางแห่ง บางพลัดเจริญกรุง แยกเขียวไข่กา บางกระบือ พื้นที่ดุสิตมีน้ำท่วมที่เกิดจากคันกั้นน้ำรั่วแตก ซึ่งเป็นสัญญาณว่า กทม.คงต้องให้ความสำคัญกับคันกั้นน้ำมากขึ้น"
         
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยานั้น ถึงคันกั้นน้ำจะแข็งแรง แต่น้ำมาสูงกว่าคันกั้นน้ำก็ต้องเอ่อล้นเข้าท่วมอยู่ดี ทางศปภ.จึงต้องทำข้อมูลให้ทันสมัยเสมอ พร้อมกับช่วยกทม.เสริมคันกั้นน้ำ ใช้หน่วยงานราชการหลายหน่วยงาน ทำให้คันกั้นน้ำสูงและแข็งแรงเพียงพอโดยเฉพาะสถานที่สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพระบรมมหาราชวัง โรงพยาบาลศิริราช ที่ประทับของพระบรมวงศานุวงศ์ สถานที่ราชการ โรงพยาบาลสถาบันการเงิน
         
นอกจากน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาแล้วยังต้องเฝ้าระวัง "น้ำทุ่ง"ซึ่งเป็นน้ำทุ่งเดียวกับที่ผ่านจ.พระนครศรีอยุธยา จนกระทั่งมาถึงเหนือคลองระพีพัฒน์ น้ำก้อนนี้เป็นน้ำก้อนที่ผ่านนิคมอุตสาหกรรมนวนครที่ต้านไม่อยู่ ส่วนหนึ่งลงมาถึงแนวคันกั้นน้ำที่ 2 ตั้งแต่ปากแม่น้ำเจ้าพระยาลงคลองรังสิต นครนายก ไล่ยาวมาจนถึงคันกั้นน้ำเมืองเอก ไล่มาเป็นแนวคันกั้นที่มีไว้ป้องกันเป็นด่านที่ 2
         
"แม้จะพยายามระบายน้ำด้วยการสูบออกทางแม่น้ำเจ้าพระยา ในยามที่แม่น้ำเจ้าพระยามีมวลน้ำน้อย การสูบน้ำทำได้มาก แต่ยามที่น้ำทะเลหนุนการสูบน้ำก็จะลดปริมาตรของน้ำที่จะส่งลงไปอย่างไรก็ต้องสูบ แต่มวลน้ำก้อนนี้ยังถูกเติมมาในระดับทรงตัว เมื่อสูบไปก็ยังมีน้ำจากทางเหนือไหลลงมา แต่อยู่ในระดับความเร็วคงที่ ไม่ได้ทำให้มีมวลน้ำเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่กำลังแก้ไขคือ หาทุกวิถีทางระบายน้ำออกไปตามทิศทางของน้ำที่ไหลอยู่แล้ว แต่ให้เร็วขึ้น คือผ่านไปทางตะวันออกและตก"
         
การเฝ้าระวังสถานการณ์ในช่วงเวลาสุดสัปดาห์นี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องทำกันอย่างเข้มงวด แม้จะยังไม่เกิดสถานการณ์น้ำท่วม แต่ก็ต้องประเมินเผื่อไปในกรณี "เลวร้ายที่สุด" หรือเวอร์สเคส เพื่อวางแผนรับมือ
         
น.อ.อนุดิษฐ์ อธิบายว่า กรณีเวอร์สเคสเราต้องคิดไปถึงขั้นว่าแนวป้องกันทั้งหมดไม่สามารถใช้การได้ น้ำที่อยู่ตามแนวคันป้องกันจะไหลจากสูงไปหาต่ำ ถ้าน้ำอยู่ทางเหนือก็ไหลลงมาสู่ทางใต้เพื่อออกทะเล หรือถ้าคันกั้นน้ำริมแม่น้ำเจ้าพระยาชำรุดทั้งหมด น้ำที่อยู่ทั้งสองฝั่งแม่น้ำก็ต้องเอ่อล้น พื้นที่สำคัญก็ต้องเฝ้าระวังบ้านเรือนของพี่น้องประชาชนน้ำก็จะต้องไหลผ่านเพื่อหาทางไหลไปสู่ทะเลประเมินแล้วคงท่วมคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ แต่ว่าระดับน้ำมากบ้างน้อยบ้างตามความสูงต่ำของที่ตั้ง

ไม่เลวร้ายพร้อมกันทุกที่

"พื้นที่ลุ่มต่ำ หรือพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซาก เชื่อได้ว่าจะมีน้ำท่วมสูง เชื่อว่าจะสูง 1.5 เมตรขึ้นไปส่วนพื้นที่ดอน ยิ่งอยู่ด้านเหนือเท่าไร ก็จะเป็นพื้นที่น้ำไหลผ่าน โอกาสน้ำท่วมจะโดนตั้งแต่ 10 เซนติเมตร ถึง 1.5 เมตร"
         
ทั้งนี้ ตามปกติถ้าเกิดน้ำท่วม เส้นทางที่ไหลไปง่ายที่สุดเพราะไม่มีสิ่งกีดขวาง คือ ตามถนนเส้นต่างๆ จากนั้นจะแตกออกไปด้านต่างๆเหมือนก้างปลา หรือใยแมงมุม พื้นที่สูงก็อาจจะมีสภาพน้ำท่วมในระยะสั้น แต่พื้นที่ต่ำเชื่อว่าจะมีน้ำท่วมขังระยะยาว ขึ้นอยู่กับระบบระบายน้ำของ กทม. ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง แต่ที่ผ่านมาน้ำยังมาไม่ถึง แต่เมื่อไรก็ตามที่เกิดสภาพนี้ขึ้น เชื่อว่าทุกปั๊มสถานีสูบน้ำจะทำงานเต็มความสามารถ ส่วนจะระบายออกได้ภายในกี่วันต้องถาม กทม. ซึ่งเชื่อว่าได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว
         
รมว.ไอซีที ระบุว่า แผนรับมือในช่วงเฝ้าระวังสุดสัปดาห์นี้ คือ การเตือนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ แต่ที่หลายคนบอกไม่ได้เตือน เพราะไม่ได้เตือนคนทั้งประเทศ แต่เตือนเฉพาะในพื้นที่ให้รับรู้ ซึ่งจะต้องทำกระทั่งขอร้องให้อพยพ เพราะคนส่วนใหญ่ขอรอดูสถานการณ์จนกว่าจะเห็นด้วยตา จนรู้ว่าตัวเองไม่สามารถรับมือได้ก็จะอพยพ
         
"จากเหตุการณ์ที่ถูกพัฒนามาเป็นลำดับพื้นที่ กทม.มีความตื่นตัวเฝ้าระวังเตรียมความพร้อม ตอนนี้ ศปภ.ไม่ห่วง เพราะเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ไหนใน กทม. ทั้งเรื่องป้องกันเคหสถาน การเตรียมการรับมือ"
         
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า มาตรการรับมือสถานการณ์มีทั้งหมด 7 ด้าน อาทิ แผนการอพยพคนและสิ่งของ จากการวางแผนประเมินผลกระทบแบบเวอร์สเคส นำไปสู่การกำหนดเตรียมการช่วยเหลือบรรเทาภัย เพราะถ้าป้องกันทุกอย่างแล้วยังกันไม่ได้ ก็ต้องขอความช่วยเหลือ ซึ่งจะมีหน่วยรับผิดชอบ
         
สำหรับแผนอพยพผู้ประสบภัยนั้นมีรายละเอียดมาก เริ่มตั้งแต่ตัวประชาชนในพื้นที่เสี่ยงต้องทราบว่าตัวเองต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ เฝ้าระวังอยู่กับที่ พื้นที่เสี่ยงต้องได้รับการเตือนภัย เก็บสิ่งของมีค่าไว้ที่สูง ส่วนตัวคนและสมาชิกในครอบครัวก็ต้องเตรียมพร้อมอพยพ เมื่อได้รับสัญญาณให้อพยพก็ไปยังจุดนัดพบ
         
เขาบอกว่า กรุงเทพฯ มี 50 เขต ในแต่ละเขตจะมีศูนย์ประสานงาน ศปภ. และณ จุดดังกล่าว ผู้นำชุมชน นักการเมือง จะได้รับการแจ้งจุดนัดพบเพื่อเตรียมอพยพไปยังพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งหากถนนยังแห้งอยู่ก็เดินทางต่อโดยรถยนต์ไปยังจุดที่วางแผนไว้แล้วว่าจะไปยังศูนย์พักพิงแห่งใด ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคมกรุงเทพมหานคร ฯลฯ
         
อีกด้านหนึ่งต้องเตรียมแผนฟื้นฟู "สถานที่สำคัญ"เช่น โรงพยาบาล แม้จะป้องกันอย่างดีแล้ว แต่สุดท้ายถ้าจำเป็นต้องปิด ต้องปิดให้สั้นที่สุด ต้องมีแผนฟื้นฟูให้กลับมาเปิดใหม่ได้เร็วที่สุด ยกเว้นมากจริงๆ ก็จำเป็นต้องอพยพ อย่างโรงพยาบาลภูมิพลที่เตรียมเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหนักออกไปแล้ว
         
ในส่วนสาธารณูปโภคสำคัญที่เชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ อาทิ โรงไฟฟ้า ประปา คลังน้ำมันระบบเชื้อเพลิง ถือเป็นสถานที่สำคัญลำดับต้นๆต้องป้องกันไม่ให้ระบบเหล่านี้ล่ม ซึ่งแต่ละหน่วยจะมีแผนรับมือป้องกันอย่างเต็มที่
         
สำหรับเส้นทางการสัญจร ถนนหนทางส่วนใหญ่จะสร้างสูงกว่าพื้นที่ปกติ ทำให้น่าจะใช้งานได้ ส่วนหากต้องเจอน้ำท่วมบางพื้นที่ทั้งพื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่น้ำท่วมซ้ำซ้อน รถธรรมดาเข้าไม่ได้ ศปภ.ได้เตรียมรถใหญ่สูงตั้งแต่2.5-5 ตัน เตรียมเรือยางพร้อมเครื่องยนต์ไว้จำนวนมาก
         
ส่วนเรื่องอาหาร ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ทำสต๊อกสิ่งของไว้ตามที่ต่างๆ สามารถรองรับซัพพลายไปถึงประชาชนที่อาจต้องการความช่วยเหลือ แต่ส่วนใหญ่พี่น้องในกรุงเทพฯ ได้เตรียมของเอาไว้สำหรับดำรงชีวิตใน 3 วันได้เกือบทุกครอบครัวอยู่แล้ว
         
น.อ.อนุดิษฐ์ อธิบายเพิ่มเติมว่า โอกาสที่จะเกิดเวอร์สเคสขึ้นจริงพร้อมกันทุกๆ ที่เป็นไปได้ยากเพราะน้ำใช้เวลาในการเดินทาง เช่น น้ำเริ่มท่วมที่สายไหม ดอนเมือง ขณะนี้ก็ยังไม่ถึงจตุจักร ดินแดง อีกทั้งกรุงเทพฯ มีคันกั้นธรรมชาติ ทั้งตึก บ้านช่อง ถนน ทางรถไฟ ทำให้มีเวลาอพยพเพียงพอต่อการตัดสินใจอพยพหมายความว่าไม่จำเป็นต้องอพยพทุกบ้าน บ้านที่มีการป้องกันอย่างดีก็อยู่ได้ ส่วนชุมชนแออัดไม่มีรั้วรอบขอบชิด ทำคันป้องกันไม่ได้ก็รู้ว่าต้องอพยพ
         
"ถ้าผ่าน 4-5 วันอันตรายได้ น้ำจะลดลงสภาพความตึงเครียดจะลดลง สภาพจะพัฒนาดีขึ้น แต่ก็ยังต้องห่วง เพราะยังไงก็ต้องระบายน้ำ ทุกอย่างยังต้องเหมือนเดิม จนกว่าระดับน้ำจะลงมาสู่ระดับที่เรามั่นใจว่าไม่มีผลกระทบ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวังเข้มข้นทั้งจาก 2 ปัจจัย ทั้งน้ำทุ่ง น้ำท่า"
น.อ.อนุดิษฐ์กล่าวทิ้งท้าย
         

ใครหาประโยชน์การเมือง ต้องโดนลงโทษ

ยังไม่พ้นช่วงฮันนีมูน รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเจอวิกฤตอุทกภัยครั้งใหญ่ ที่ตามมาด้วยเสียงวิจารณ์มากมายว่า ช้า... ไม่ทันการณ์

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มองว่า คนจำนวนมาก ใช้ภาวะของความทุกข์ยากของประชาชนมาแสวงประโยชน์ทางการเมือง ซึ่งประชาชนทั่วไปมองเห็นว่ารัฐบาลนี้ทำงานหนักและเต็มที่
         
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล และกทม. จนทำให้ปัญหาลุกลามบานปลาย โดยเฉพาะกับการชิงจังหวะสร้างผลงาน ที่จะมีผลต่อไปถึงสนามเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ปีหน้า น.อ.อนุดิษฐ์ มองว่า เราพูดตลอดว่าทุกคนต้องหันมาร่วมมือกัน ไม่มีสี ไม่มีพรรค ไม่มีฝ่าย
         
"ใครก็แล้วแต่ที่เอาความทุกข์ยากประชาชนมาแสวงประโยชน์ทางการเมืองเชื่อว่าจะโดนลงโทษ"   

ไม่เลวร้ายพร้อมกันทุกที่

คำวิจารณ์ว่าปัญหาการระบายน้ำในโซนตะวันออกส่วนหนึ่งมาจากเรื่องพื้นที่ทางการเมืองและพยายามป้องกันนิคมอุตสาหกรรมนั้น น.อ.อนุดิษฐ์ ยืนยันว่าไม่จริง จากที่ได้ทำงานในศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) รู้ว่าสาเหตุมาจากการพิพาทของชาวบ้านสองฝั่ง
         
"ใครเข้าไปแก้ปัญหาในพื้นที่จะทราบว่าพื้นที่ประสบภัยอีกพื้นที่ยังปลอดภัย การจะไปเพิ่มพื้นที่ระบายน้ำ ประชาชนจำนวนหนึ่งเมื่อได้รับผลกระทบก็จะเกิดการไม่ยินยอม มารวมตัวประท้วง ทำให้เกิดการติดขัด ณ จุดนั้นรัฐบาลใช้การเจรจา ใช้การบริหารจัดการ ใช้อำนาจ ไปบังคับ ข่มขืนจิตใจชาวบ้านที่เขาไม่ยอม ทุกคนอาจได้รับผลกระทบ รัฐบาลก็จะดูแลชดเชย และปลดล็อกในแต่ละพื้นที่"
         
น.อ.อนุดิษฐ์ อธิบายถึงเสียงวิจารณ์เรื่องการให้ข้อมูลของ ศปภ.ที่ผ่านมาว่า มิติของน้ำมีหลายมิติที่ต้องนำข้อมูลมารวมกันเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจนำไปสู่องค์ความรู้เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจ หน่วยงานราชการมีอย่างน้อย 20 หน่วยงาน ที่มีความเกี่ยวข้องเรื่องการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งนักวิชาการที่มีองค์ความรู้ด้านต่างๆ ก็จะมีหลายมิติ ถ้าเป็นไปได้ก็ต้องนำทุกมิติมารวมกันเพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์ที่ถูกต้อง
         
ยกตัวอย่างเช่น น้ำที่เข้ามาในพื้นที่สายไหมดอนเมือง ถือว่าเป็นพื้นที่ กทม. ก่อนหน้านี้ระดับน้ำในคลองประปาเพิ่มสูงขึ้น และล้นท่วมฝั่งดอนเมือง ศปภ.ได้ชี้แจงตามลำดับ ว่าเกิดจากน้ำในคลองรังสิตไหลทะลุผ่านพนังกั้นน้ำเข้าสู่คลองประปาและทำให้ปริมาณน้ำในคลองรังสิตทะลุผ่านคลองประปา แล้วทำให้ปริมาณน้ำสูง การแก้ไขก็ชี้แจงเป็นลำดับ
         
"ถ้ามองเห็นภาพรวมที่ชี้แจงตามข้อเท็จจริงประชาชนก็จะเข้าใจได้ง่าย ศปภ.ก็ให้ความจริงแบบนั้น แต่อาจจะมีผู้ที่มีองค์ความรู้จำนวนหนึ่ง อาจจะเสนอเป็นความเห็นในบางประการ ซึ่งอาจจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริง ดังนั้นประชาชนจึงเกิดความตื่นตระหนก เข้าใจจากการนำเสนอความเห็นที่ไม่ตรงข้อเท็จจริงของน้ำที่ท่วมจำนวนนั้น เกิดจากมวลน้ำที่ไหลทะลุลงมา บางคนก็บอกว่าเขื่อนกั้นน้ำแตกแล้ว พนังกั้นน้ำเอาไม่อยู่ ถ้าประชาชนได้ใช้ข้อมูลและลองตั้งสติของการเกิดเหตุ ก็จะทราบว่าเกิดจากอะไร
   
..แต่ปัจจุบันในช่องทางการสื่อสารที่ส่งตรงไปยังผู้รับสารมีจำนวนมากเริ่มตั้งแต่วิทยุโทรทัศน์ การนำเสนอ อาจจะเป็นเฉพาะจุด ก็อาจจะถูกนำมาขยายความผู้รับสารและนำไปใช้ต่อในโซเชียลเน็ตเวิร์ก ความก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามการแสดงความเห็น ขณะนี้ข่าวสารจำนวนมาก และไม่รู้จะเชื่อใคร"
         
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ก่อนจะพิจารณาข้อมูลต่างๆ อยากให้มองภาพโดยรวม ข้อมูลจำนวนมากเป็นข้อมูลราชการที่สามารถตรวจสอบได้ ทั้งทางเว็บไซต์ โทรศัพท์สอบถาม ซึ่งจะทำให้สามารถตัดสินใจเชื่อไม่เชื่อข้อมูลเหล่านั้นได้มากขึ้น โดยข้อมูลราชการจะเป็นข้อมูลเที่ยงตรงมากที่สุด

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท