
โทร.แล้วไม่มีคนช่วยเมื่อ"สายด่วน"ไม่สมชื่อ
แม้ศปภ.จะเปิดโทรสายด่วนรับแจ้งขอความช่วยเหลือ แต่ชาวบ้านก็ลงความเห็นว่าความช่วยเหลือล่าช้าเกินกว่าจะรอได้
แม้ศปภ.จะเปิดโทรสายด่วนรับแจ้งขอความช่วยเหลือ แต่ชาวบ้านก็ลงความเห็นว่าความช่วยเหลือล่าช้าเกินกว่าจะรอได้
โดย....นิติพันธุ์ สุขอรุณ
ความทุกข์ใดจะเท่าความทุกข์ของการสิ้นเนื้อประดาตัว ในยามที่สายน้ำถาโถมเข้าท่วมบ้านเรือน หลังแล้วหลังเล่าที่ห้องนอนเต็มไปด้วยน้ำเน่าเสียส่งกลิ่นเหม็นและสูงถึงหน้าอก หนำซ้ำอาหารแห้งและน้ำดื่มก็กลายเป็นของหายาก แต่ชาวบ้านกลับตัดสินใจเลือกที่จะไม่อพยพไปอยู่ใดนอกจาก “บ้าน” ของตัวเอง
แม้ว่าจะมีการเปิดช่องทางเพื่อแจ้งข้อมูลขอความช่วยเหลือ และติดตามสถานการณ์น้ำท่วม ผ่านศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชน เบอร์โทรศัพท์หมายเลข 1111 กด 5 ที่ให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงแล้วก็ตาม แต่คำตอบที่ได้จากชาวบ้านกลับบอกว่า ความช่วยเหลือล่าช้าเกินกว่าจะรอได้ หรือ ไม่ทั่วถึง ท่ามกลางวิกฤตที่ประชาชนทุกคนเดือดร้อน
สะอาด พูลสวัสดิ์ ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในซอยคาเซย์ ปากทางเข้าหมู่บ้านเมืองเอก เล่าว่า ครอบครัวมีด้วยกัน 4 คน อยู่ในย่านสลัมแออัด น้ำท่วมเข้าบ้านสูงถึง 1.50 เมตร ทำให้ต้องขนข้าวของหนีมานอนอยู่บนสะพานลอย ตั้งแต่วันที่ 22 ต.ค. และบนสะพานลอยนี้ก็มีถึง 5-6 ครอบครัวที่หนีออกมา
“ตั้งแต่มาอยู่บนสะพานลอย เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ยังไม่มีใครมาช่วยเหลือ แม้แต่ข้าวถุงเดียวก็ยังไม่เคยได้ โทร.ไปที่เบอร์ 1111 กด 5 แล้วเขาก็รับพูดคุยดี เราก็บอกว่าอยู่ตรงไหนต้องการความช่วยเหลืออะไร เขาก็รับเรื่องไว้แต่สุดท้ายความช่วยเหลือก็ยังมาไม่ถึง ก็ต้องทำใจและเข้าใจเขาด้วย เพราะเวลาแบบนี้ใครๆก็เดือดร้อนกันหมด แต่สิ่งที่ต้องการตอนนี้ คือ เรือแค่ลำเดียวที่เราจะได้ใช้พายไปที่ตลาดสี่มุมเมืองได้ เพราะเป็นจุดส่งของบริจาค พอรถบรรทุกของบริจาคเข้ามาถึงตลาดเราก็ว่ายน้ำออกไป แต่ก็ไม่ทันเพราะของมีน้อย ไปถึงก็หมดแล้ว”
เธอ อธิบายเหตุผลว่า การไม่ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่ ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) ดอนเมือง แม้จะรู้ว่ามีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย มีอาหาร แต่เธอและครอบครัวก็ไม่ต้องการไป เพราะกลัวว่าจะลำบาก ครอบครัวมีคนแก่อายุ 70 ปี เป็นโรคความดันสูง มีเด็กเล็กวัย 2 ขวบ ไม่อยากไปทำให้ใครลำบากไปกว่านี้
“คนที่เขาลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะมีคนที่เขาตัวคนเดียว แต่เรายังมีผ้าห่ม เรามีสะพานลอยให้อยู่ได้ ตอนนี้อยู่สูงแล้ว ก็ต้องการแค่นี้เพราะไม่อยากไปไกลบ้านข้าวที่มีกินอยู่ตอนนี้ก็ซื้อเก็บไว้ก่อนน้ำจะท่วม เราก็หวังเล็กๆว่า 2-3 วันน้ำคงจะลดลง เรายังพอมีกินอยู่ได้ด้วยข้าวสาร เกลือ และปลาที่จับมาได้” เธอกล่าวพร้อมน้ำตา
ชาวบ้านอีกรายที่อาศัยอยู่ในชุมชนวัดดอนเมือง (ด้านเหนือ) เป็นอีกหนึ่งชุมชนเล็กๆ แคบๆ ที่อยู่ใกล้ๆ กับ ศปภ. ก็ให้เหตุผลที่ไม่ยอมอพยพไปพึ่งพาศูนย์พักพิงของรัฐบาล แม้ว่าน้ำจะสูงถึงระดับเอว ผิวน้ำเรียบเสมอกับเชิงประตูหน้าบ้านแล้วก็ตาม เพราะประธานชุมชนแจ้งว่าได้โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากศูนย์บริการข้อมูลภาครัฐเพื่อประชาชนแล้ว แต่เขาและเพื่อนในชุมชนก็ต้องผิดหวัง เพราะไม่มีใครเข้ามาดูแลเลย
“ความช่วยเหลืออะไรก็เข้ามาไม่ได้ ที่นี่มันแคบ แออัด น้ำก็ขึ้นสูงคนที่จะเข้ามาช่วยเขาก็เข้ามาได้ ขนาดที่วัดดอนเมือง (จุดที่ใช้เป็นศูนย์อพยพ) ตอนนี้เจ้าหน้าที่ต้องขนชาวบ้านออกไปอยู่ที่อื่นเลย ใช้วัดต่อไปไม่ได้แล้ว เพราะน้ำมันขึ้นสูงทุกวัน ผมก็ต้องอยู่ไปจะให้ออกไปไหนก็ไม่ได้
บ้านผมมีข้าวของติดตัวเพียงเท่านี้ กลัวขโมยด้วย ย่านชุมชนแออัดมันก็อย่างนี้แหละทำใจ ตอนนี้คนในชุมชนต้องพึ่งตัวเอง ช่วยกันออกเงินเล็กน้อยซื้อของมาทำกินและแจกจ่ายกันเอง ผมยังคิดเสมอว่าผมโชคดีที่ยังนอนอยู่ในบ้านได้ ไม่เหมือนที่ จ.พระนครศรีอยุธยา นั่นเขาน้ำท่วมหลังคาบ้านนานเป็นเดือน ตกกลางคืนก็มีคนที่เขาเป็นกรรมการชุมชน เดินลุยน้ำตรวจความเรียบร้อย ยิ่งช่วงนี้กลัวเข้าไปใหญ่ เจองู เจอตะขาบ” ชายหนุ่ม กล่าวด้วยสีหน้านิ่งเฉย
จะด้วยเหตุผลโทร.ร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือไปยังหมายเลข 1111 กด 5 แล้วไม่มีใครมาช่วย หรือบางคนไม่ยอมออกมาเพราะด้วยความเป็นห่วงบ้าน และทรัพย์สินส่วนตัว แต่ปรากฎการณ์เหล่านี้ล้วนเป็นบทเรียนให้ทั้งผู้มีหน้าที่แก้ปัญหา และผู้ประสบอุทกภัยจะต้องเรียนรู้และเอาตัวรอด หากมหันตภัยมาเยือนวนวันหน้าอีก







