
ฟันธงไร้เหตุรุนแรง
สองนักวิชาการชื่อดัง เชื่อหลังตัดสินคดียึดทรัพย์จะไม่มีเหตุรุนแรงโดยเฉพาะฝ่ายเสื้อแดงไม่กล้าเพลี่ยงพล้ำ ต้องออมแรงไว้สู้อีกหลายยก
นายเอนก เหล่าธรรมทัศน์ กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การต่อสู้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ทุกฝ่ายได้เรียนรู้แล้วว่า ความรุนแรงหรือการยึดอำนาจ หรือการปราบปรามไม่สามารถแก้ปัญหาของประเทศได้ มีแต่จะทำให้ภาพลักษณ์ของฝ่ายที่ก่อเหตุเสียหาย และที่สุดประชาชนก็จะไม่ให้การสนับสนุน ทำให้สถานการณ์การเมืองจากนี้ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันที่ 26 ก.พ. จะไม่มีเหตุร้ายแรงเกิดขึ้น
“
ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ จะมีการแตกหัก เพราะแนวที่สถานการณ์เดินมาถึงทุกวันนี้ ไม่ได้ส่อไปว่า จะนำไปสู่ความแตกแยก หักล้างอะไรได้ โดยเฉพาะฝ่ายสีแดงที่เขาคิดว่า ได้รับชัยชนะมาตลอด จึงไม่มีทางที่เขาจะทำให้เกิดความเพลี่ยงพล้ำอีก ยิ่งถ้าเปรียบเทียบตอนเหตุการณ์เดือนเม.ย.ปีที่แล้ว ฝ่ายสีแดงดูเหมือนจะพ่ายแพ้หมดรูปไปแล้ว แต่ภายในไม่ถึงปีก็ฟื้นตัวขึ้นมาได้จนถึงขณะนี้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องที่เขาจะเดินเกมแตกหัก” นายเอนก กล่าวนายเอนก กล่าวว่า ฝ่ายสีแดงพร้อมทำงานต่อไปเรื่อยจนถึงการเลือกตั้ง ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็พร้อมที่จะทำงานต่อ เพราะมีงบประมาณที่จะนำมาใช้ค่อนข้างมาก ปัญหาที่เกิดขึ้น มีเพียงการเลือกตั้งเท่านั้นที่จะยุติปัญหาของประเทศลงได้ระดับหนึ่ง โดยหลังเลือกตั้งถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งชนะด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ก็สามารถนำประเทศไปในทิศทางที่ตัวเองต้องการได้มากขึ้น เพราะเป็นความชอบธรรมอย่างเดียวที่จะวัดได้
นายเอนก กล่าวว่า คำพูดที่ว่า
“ใครใช้ความรุนแรงก่อนจะเป็นฝ่ายแพ้” ถ้าเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้จะกำกับทั้งสองฝ่ายให้อยู่ในกรอบกฎหมายทั้งนี้ พลังที่สมเหตุสมผล ไม่ตั้งตัวเป็นป้อมค่ายสู้รบ ไม่ควรอยู่เฉยๆ ควรออกมาเตือนสติทั้งสองฝ่าย ซึ่งจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของประเทศให้เป็นไปตามกระบวนการมากยิ่งขึ้น และหากผ่านวันที่ 26 ก.พ. ได้ ฝ่ายค้านก็จะยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ถ้ารัฐบาลอยู่รอดได้ก็อยู่ไปแต่ถ้าอยู่ไม่รอดก็ยุบสภาเลือกตั้งก็จบ เชื่อว่าจากนั้น สถานการณ์จะคลี่คลายลงไปตามลำดับ ไม่ต้องไปใช้กลไกพิเศษอะไรแล้ว
นายสุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า เชื่อว่าการประท้วงที่จะนำไปสู่ความรุนแรงคงไม่มี เนื่องจากฝ่ายประท้วงรวมตัวได้ไม่ต่อเนื่อง สังเกตจากการชุมนุมที่ผ่านมา มีการเลื่อนประท้วงบ่อยครั้ง ลดเวลาการชุมนุมลง มีการเปลี่ยนประเด็นไปในลักษณะให้ความสำคัญกับความขัดแย้งทางอุดมการณ์มากขึ้น ซึ่งอาจทำให้ตกผลึกยาก
“
ส่วนจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือไม่ การเปลี่ยนแปลงต้องมีการยึดอำนาจรัฐ ซึ่งมองไม่ออกว่านปช.จะยึดอำนาจรัฐได้ ถ้าเป็นทหารยึดได้ หรือไม่ก็คงไม่ทำ คงช่วยรัฐดูแลความมั่นคง ขณะที่พรรคร่วมยังผนึกกันดีอยู่ ในเมื่อฝ่ายสภาอยู่ได้ฝ่ายนอกสภาคือฝ่ายความมั่นคงช่วยรัฐคุมสถานการณ์ได้ และฝ่ายประท้วงไม่มีกำลัง จึงไม่มีอำนาจยึดอำนาจรัฐได้” นายสุจิต กล่าวนายสุจิต กล่าวว่า หลังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินคดียึดทรัพย์จะทำให้เงื่อนไขการเผชิญหน้าสร้างเงื่อนไขความรุนแรงลดระดับลง เพราะประชาชนส่วนใหญ่ได้รับรู้ข้อเท็จจริงมากขึ้น ซึ่งจะเป็นเรื่องยากที่จะทำให้แกนนำผู้ชุมนุมนำไปพูดปลุกระดม อีกทั้งที่ผ่านมากำลังสนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มีมาก แต่ระยะหลังอ่อนแรง จึงหันไปเน้นเรื่องอุดมการณ์ และโจมตีองคมนตรีซึ่งขยายผลยาก







