
ลาดพร้าว-รามคำแหงจุดเสี่ยงไฟดับ
จิรศักดิ์ วงศ์ถิรวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
จิรศักดิ์ วงศ์ถิรวิทย์ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)
เปิดเผยว่า กฟน.ได้เตรียมแผนป้องกันการจ่ายไฟฟ้าให้กับประชาชนในเขตกรุงเทพฯ ไม่ให้ได้รับผลกระทบจากปัญหาน้ำท่วม โดยเฝ้าระวังสถานีจ่ายไฟฟ้า 132 แห่ง เสริมคันกั้นน้ำคอนกรีตสูง 2 เมตร พร้อมทั้งติดตั้งเครื่องสูบน้ำทุกแห่ง สามารถรับมือกับปริมาณน้ำได้อย่างน้อย 1.5 เมตร ยืนยันจะไม่มีการตัดไฟฟ้า
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ากรณีน้ำท่วมในเขตพื้นที่ชั้นในของกรุงเทพฯ ประเมินว่ามีพื้นที่เสี่ยงที่อาจโดนตัดไฟฟ้าก่อน คือ ย่านลาดพร้าวและรามคำแหง เนื่องจากเป็นพื้นที่ต่ำ มีลักษณะเหมือนก้นกระทะ และที่ผ่านมาเคยมีปัญหาน้ำท่วมมาก่อน แต่หวังว่าเมื่อกรุงเทพมหานคร (กทม.) มีการก่อสร้างอุโมงค์ยักษ์พระราม 9รามคำแหง จะช่วยระบายน้ำจากพื้นที่ดังกล่าวได้ ไม่เกิดปัญหาน้ำท่วมขังในระดับสูง
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นกังวลคือการดูแลไฟฟ้าจ่ายให้กับปั๊มสูบน้ำของ กทม. จะต้องไม่ให้เกิดปัญหาไฟฟ้าดับ เพราะจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของ กทม.ได้ จึงแจ้งเตือนทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องช่วยดูแลภายในพื้นที่ของตัวเองอีกแรง หากมีเหตุขัดข้องเรื่องไฟฟ้าให้รีบแจ้ง จะได้แก้ไขได้ทันต่อสถานการณ์
“กฟน.สั่งเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังที่สถานีจ่ายไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมง ประเมินว่าหากปริมาณน้ำสูง 1.5 เมตร ยังสามารถจ่ายไฟฟ้าได้ ไม่ต้องมีการดับไฟฟ้า แต่สิ่งที่ต้องระวังคือเสาไฟฟ้าที่เป็นเสาเหล็กจะมีอุปกรณ์มิเตอร์อยู่ช่วงปลายเสา เสี่ยงกับน้ำไหลเข้า แต่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่บนเกาะกลางถนน ยังพอรับมือกับปริมาณน้ำได้ แต่ถ้าเป็นเสาไฟฟ้าที่เป็นปูน ปริมาณน้ำสูงได้ถึง 1.5 เมตร ไม่มีปัญหา” จิรศักดิ์ กล่าว
พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ผลจากเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ ทำให้ต้องมีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของการสำรองพลังงานมากขึ้น จากที่ผ่านมาจะคำนึงถึงเฉพาะปัจจัยลบจากปัญหาเศรษฐกิจต่างประเทศเป็นหลัก ล่าสุด จำนวนสถานีบริการน้ำมันและก๊าซมีการปิดให้บริการเพิ่มขึ้นตามพื้นที่น้ำท่วม โดยปั๊มน้ำมันปิดไปแล้ว 242 แห่ง ปั๊มแอลพีจี 88 แห่ง ปั๊มเอ็นจีวี 60 แห่ง และโรงบรรจุก๊าซ 18 แห่ง
ดังนั้น ในระยะยาวกระทรวงพลังงานมีแผนจะเพิ่มสำรองน้ำมันจาก 18 วัน เป็น 29 วัน เพื่อรองรับความต้องการใช้ในช่วงเกิดวิกฤต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศ
“ภาวะน้ำท่วมที่เกิดขึ้นยังไม่ส่งผลกระทบต่อการจัดสรรปริมาณน้ำมันและก๊าซ ยืนยันยังมีเพียงพอกับความต้องการใช้ ไม่เกิดปัญหาขาดแคลน แต่การขนส่งจะต้องใช้ระยะเวลานานกว่าปกติ เพราะต้องปรับเส้นทางการเดินรถใหม่เพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่น้ำท่วม โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ”
อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม กล่าวว่า ศูนย์จ่ายน้ำมันบางปะอินและหน่วยผลิตไบโอดีเซล (บี 100) ที่ อ.บางปะอิน จ.พระนครศรีอยุธยา ยังไม่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมขัง แต่ได้หยุดดำเนินการตั้งแต่วันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากสภาพการจราจรโดยรอบมีน้ำท่วมสูง ทำให้รถบรรทุกน้ำมันไม่สามารถผ่านได้ จึงให้ไปรับน้ำมันที่โรงกลั่นน้ำมันบางจาก ถนนสุขุมวิท 64 และคลังน้ำมันที่ จ.สมุทรสาคร แทน ซึ่งมีน้ำมันสำรองอย่างเพียงพอต่อความต้องการใช้ของประชาชน







