posttoday
น้ำท่วมกับการกู้เงินมาฟื้นฟู

น้ำท่วมกับการกู้เงินมาฟื้นฟู

25 ตุลาคม 2554

มีการประมาณการความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ไว้ระหว่าง 1 แสนกว่าล้านบาท จนถึง 4 แสนกว่าล้านบาท

มีการประมาณการความเสียหายจากอุทกภัยครั้งนี้ไว้ระหว่าง 1 แสนกว่าล้านบาท จนถึง 4 แสนกว่าล้านบาท

โดย..สมชาย สกุลรัตน์ 

ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีข่าวว่า รัฐบาลกำลังจะกู้เงินมาใช้เพื่อฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม ทำนองเดียวกันกับการกู้เงินจำนวนเท่าๆ กับของรัฐบาลที่แล้ว มาทำโครงการไทยเข้มแข็ง ภายหลังที่เกิดวิกฤตการณ์แฮมเบอร์เกอร์เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว

จริงอยู่ รัฐบาลคงมีความจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมากเพื่อช่วยเหลือประชาชนหลายล้านคนที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยในครั้งนี้ รวมทั้งการช่วยเหลือผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมที่ได้รับความเสียหายจากการที่น้ำได้เข้าไปท่วมนิคมอุตสาห กรรมขนาดใหญ่หลายแห่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา และการกู้เงินมาใช้เพื่อการนี้คงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แต่ผมยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยยังมีความมั่นคงเข้มแข็งเพียงพอที่จะฟันฝ่าวิกฤตที่เกิดจากอุทกภัยครั้งนี้ไปได้โดยไม่กระทบถึงเสถียรภาพของเศรษฐกิจของประเทศในระยะปานกลางหรือระยะยาว และอาจไม่จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้สูงถึง 4 แสนกว่าล้านบาทตามที่พูดกันในขณะนี้ด้วยซ้ำ

ข้อแรกเลยคือ ผมมั่นใจว่า ในปัจจุบัน รัฐบาลมีกำลังเงินเพียงพอที่จะให้ความช่วยเหลือดูแลประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกรและแรงงานไทย ในโรงงานที่ถูกน้ำท่วม และแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าอื่น อย่างน้อย สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ได้เปิดเผยว่า รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิประจำเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา สูงกว่าประมาณการประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท ส่งผลให้การจัดเก็บรายได้สุทธิของรัฐบาลตลอดปีงบประมาณ 2554 สูงกว่าประมาณการถึง 2.4 แสนล้านบาท

ข้อที่สองคือ ถึงแม้ผลจากอุทกภัยครั้งนี้ทำให้บริษัทต่างชาติในนิคมอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะบริษัทญี่ปุ่นกว่า 400 แห่งได้รับความเสียหาย แต่บริษัทเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะบริษัทข้ามชาติมักจะทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสี่ยงทุกด้านเป็นกลุ่มเพื่อคุ้มครองการลงทุนในทุกประเทศที่มีการเข้าไปลงทุน โดยเฉพาะความเสี่ยงที่เกิดขึ้นกับโรงงานและเครื่องจักร และความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นจากการขาดรายได้ระหว่างที่ต้องหยุดการผลิตเพราะภัยธรรมชาติ

ถ้าประเมินความเสียหายออกเป็นตัวเงิน ผมเชื่อว่ามูลค่าความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่ตรงนี้โดยเฉพาะ ความเสียหายจากการขาดรายได้สูญเสียโอกาสในการจำหน่ายสินค้าเพราะต้องปิดดำเนินการชั่วคราวเนื่องจากโรงงานและเครื่องจักรได้รับความเสียหาย หรือขาดชิ้นส่วนในการผลิตเนื่องจากโรงงานผู้ผลิตช่วงถูกน้ำท่วม

สำหรับผู้ประกอบการกลุ่มนี้ ผมเชื่อแน่ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า เขาดูแลตัวเองได้ และตระหนักดีว่า ความเสียหายจากภัยธรรมชาติเป็นส่วนหนึ่งของความเสี่ยงในการประกอบการ รัฐบาลไทยคงไม่จำเป็นต้องเข้าไปช่วยเหลือด้านการเงิน ยกเว้นการอำนวยความสะดวกให้เขาซ่อมแซมเครื่องจักรในการผลิตและผ่อนคลายกฎระเบียบที่อาจเป็นอุปสรรคในการดำเนินการฟื้นฟูกิจการ

บางกรณีหน่วยงานของทางราชการบางแห่ง เช่น สำนักงานส่งเสริมการลงทุนได้ทำไปแล้ว เช่น การอนุญาตให้เคลื่อนย้ายเครื่องจักรและวัตถุดิบที่นำเข้ามาโดยไม่ต้องเสียภาษีออกจากสถานที่เพื่อไม่ให้ถูกน้ำท่วม ซึ่งถ้าจำเป็นอยากเสนอให้อนุญาตดำเนินการผลิตนอกสถานที่ชั่วคราวจนกว่าเขาจะซ่อมแซมโรงงานและรัฐบาลได้ซ่อมแซมสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐาน เช่น เส้นทางคมนาคม ไฟฟ้า ประปา เรียบร้อยแล้ว เพื่อไม่ให้การผลิตหยุดชะงักอาจรวมถึงการอนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนเพื่อการผลิตโดยไม่ต้องเสียภาษีชั่วคราวในขณะที่ผู้ผลิตช่วงยังไม่สามารถดำเนินการผลิตได้ตามปกติแค่นี้น่าจะเพียงพอแล้ว

ส่วนถ้าเขาจะตำหนิติเตียนบ้างตามประสาคนที่เดือดร้อนว่า รัฐบาลไม่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องพอเพียงกับการตัดสินใจว่าควรจะลงทุนสร้างกำแพงล้อมโรงงานภายในนิคมหรือไม่ อันนี้ก็น้อมรับไว้เถิดครับ เพราะอย่าว่าแต่คนต่างชาติเลย คนไทยอย่างผมยังมึนไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครแน่ จนท้ายที่สุดก็ไม่ฟังใคร ทำอะไรได้ก็ทำ ทำแล้วป้องกันน้ำท่วมได้หรือไม่ ปล่อยให้เป็นเรื่องของอนาคต

ถ้าจะให้ดีผมว่า ฟังเขาบ่นแล้วก็รีบทำงานจริงๆ เพื่อปรับปรุงแก้ไขให้เขาเชื่อมั่นว่า รัฐบาลไทยกำลังดำเนินมาตรการป้องกันน้ำท่วมถาวรระยะยาว ไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ไม่ต้องเน้นทุ่มงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์หรอกครับ เอาเงินไปทำโครงการจริงๆ ดีกว่า นักลงทุนเหล่านี้มีเครือข่ายการข่าว และความรู้ พอที่จะไม่ให้ใครมาหลอกได้ง่ายๆ โดยเฉพาะเมื่อเขาได้รับบทเรียนแล้วว่า ขืนเชื่อคำพูดผู้บริหารระดับสูงภาครัฐของไทย ขนาดรัฐมนตรีหรือผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ยังสามารถดูแลได้ จะทำให้โรงงานของเขาจมไปใต้กระแสน้ำที่ผ่านการดูแลของภาครัฐมาแล้วง่ายๆ

วิธีฟื้นฟูความเชื่อมั่นมีวิธีเดียวเท่านั้นแหละครับ คือ การลงมือปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม ให้เขาเชื่อว่าการตั้งโรงงานอยู่กลางทุ่งนาจะไม่ถูกน้ำท่วม ซึ่งคงไม่ใช่เพียงการสร้างกำแพงรอบนิคม หรือรอบโรงงาน ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เป็นมิตร ต่อน้ำเหนือที่หลากลงมาท่วมทุ่งนาภาคกลางเป็นปกติ มาหลายร้อยปีแล้ว ขนาดรัฐไทยเคยใช้เป็นอาวุธขับไล่ทหารพม่าข้าศึก ที่รอบพระนครอยู่ ให้ถอยกลับไปรักษาบ้านรักษาเมืองไว้ได้ นับจำนวนครั้งไม่ถ้วนมาแล้ว

ที่ผมกลัวจริงๆ คือ หลังจากนี้ไปไม่กี่เดือน หลังจากใช้เงินมากมาย เพื่อการประชาสัมพันธ์ “สร้าง” ความมั่นใจให้นักลงทุนแล้ว เมื่อน้ำลด เงินงบประมาณเพื่อการประชาสัมพันธ์หมด ความทรงจำที่จะต้องรีบปรองดอง กับน้ำที่ไหลมาให้ไหลไปโดยเร็วจะหมดไป เพราะต้องไปรีบแก้ไขภัยแล้ง ที่จะตามมาเป็นปกติ จนเป็นที่รู้กันว่าเงินช่วยน้ำท่วมจะได้รับเมื่อเกิดภัยแล้ง และเงินช่วยภัยแล้งจะได้รับตอนน้ำท่วม

พูดอะไรนอกเรื่องไปนาน ขออภัยครับ ความจริงมีประเด็นนิดเดียวว่า ความเสียหายที่ประมาณไว้ดูสูงหลายแสนล้านบาท แต่ส่วนหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นส่วนใหญ่ เป็นความเสียหายของผู้ประกอบการที่สามารถดูแลตัวเองได้ไม่เป็นภาระทางการเงินกับรัฐบาล ขอแค่ช่วยอำนวยความสะดวกในการฟื้นฟูให้เขาก็เพียงพอแล้ว

ส่วนที่น่าเป็นห่วงจริงๆ คือ บรรดาเกษตรกรทั้งหลาย ที่ขาดรายได้ เพราะพื้นที่การเกษตรกว่า 4.5 ล้านไร่ ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งเป็นนาข้าว จมไปใต้น้ำ และกลุ่มแรงงานกว่า 3 แสนคนที่ถูกเลิกจ้างชั่วคราวไม่มีรายได้

ผมอยากให้รัฐบาลรีบพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือคนสองกลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นผู้ที่ไม่สามารถช่วยตัวเองได้ ไม่เหมือนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรม

พูดอย่างนี้ไม่ได้มีอคติกับใคร แต่ผมไม่คิดว่า กลไกภาครัฐมีความสามารถจะดำเนินการช่วยเหลือผู้ที่ประสบความเดือดร้อน ทุกภาคส่วนได้พร้อมๆ กัน วิธีการใช้เงินของรัฐ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และประหยัดที่สุด ไม่ทำให้เศรษฐกิจของชาติในระยะยาว ได้รับผลกระทบด้านเสถียรภาพ คือ การจัดอันดับการให้ความช่วยเหลือ ต่อผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัยครั้งนี้ ตามความรีบด่วน และความจำเป็น เพื่อให้เกิดผลในเชิงรูปธรรม กว่าการใช้เงินอย่างเบี้ยหัวแตก

คนสองกลุ่มนี้ เป็นผู้ที่มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง มีรายได้พอกินพอใช้ไปวันๆ หนึ่งเท่านั้นตอนยังมีรายได้ เมื่อไร่นาได้รับความเสียหาย โรงงานหยุดดำเนินการ รายได้ไม่เข้า ในขณะที่ยังต้องใช้จ่ายเพื่อกินเพื่ออยู่ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้เงินผ่อนที่มีอยู่ ถ้าไม่รีบช่วยเหลือ ผมไม่อยากคิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับสังคมไทย เพราะขนาดเหตุการณ์ปกติแถวๆ บ้านผมในหมู่บ้าน ชาวบ้านยังต้องเอาปูนซีเมนต์มาหุ้มมิเตอร์ไฟฟ้าไม่ให้ถูกขโมย นี่พูดอย่างไม่ต้องคำนึงถึงด้านมนุษยธรรมเลยนะครับว่าต้องช่วยเหลือคนจนก่อน

ส่วนผู้ที่สมควรได้รับความช่วยเหลือลำดับถัดมา คงไม่พ้นผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอี ที่ได้รับความเสียหายเพราะน้ำท่วมผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ ไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติหรือภัยจากการขาดรายได้จากการประกอบการ เหมือนผู้ประกอบการขนาดใหญ่ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีอิสระที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคขายในประเทศ หรือส่งออกโดยตรง ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของบริษัทใหญ่

ปกติบริษัทเหล่านี้มีสายป่านสั้น มีเงินลงทุนน้อย ลำพังรายได้จากธุรกิจ ที่จะหมุนเวียนเลี้ยงลูกน้องและจ่ายดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว ผมยังนึกภาพไม่ออกว่า เอสเอ็มอีเหล่านี้จะเอาเงินที่ไหนมาลงทุนซ่อมแซมโรงงานและเครื่องจักร

จริงอยู่มีสถาบันการเงินหลายแห่ง ออกมาเสนอแผนช่วยเหลือลูกค้า ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม เช่น การพักการชำระคืนหนี้เงินต้นและดอกเบี้ย 3 เดือนบ้าง 6 เดือนบ้าง ซึ่งคงไม่ช่วยผู้ประกอบการเหล่านี้มากนัก แม้แต่การให้กู้เพิ่มเพื่อฟื้นฟู เพราะเมื่อกู้เพิ่มก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่ม ผ่อนคืนเงินต้นเพิ่มในขณะที่รายได้ไม่เพิ่ม ถ้าเป็นอย่างนี้ ไม่ช้าก็เร็ว ก็ต้องกลายเป็นหนี้เอ็นพีแอลของสถาบันการเงิน ถูกปรับดอกเบี้ยเพิ่มจนอยู่ไม่ได้ หนักเข้ากว่าเดิม

ตรงนี้คือประเด็นที่รัฐควรจะเข้าไปช่วย เช่น การให้เงินสนับสนุนแบบให้เปล่าบางส่วน เพื่อช่วยในการลงทุนซ่อมแซมโรงงานและเครื่องจักร การให้เงินกู้ระยะยาว 35 ปี โดยไม่คิดดอกเบี้ยใน 612 เดือนแรก และคิดดอกเบี้ยอัตราต่ำไม่เกินร้อยละ 3 หลังจากนั้น การสนับสนุนให้หน่วยราชการซื้อสินค้าจากเอสเอ็มอีโดยตรง เป็นต้น

ผมเชื่อว่า ถ้ารัฐใช้เงินให้เกิดประโยชน์สูงสุดสำหรับเกษตรกร แรงงาน และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี นอกจากจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนจากอุทกภัยแล้ว ยังเป็นการสร้างเศรษฐกิจพื้นฐานของประเทศให้เข้มแข็งยิ่งขึ้น

ส่วนถ้าใครยังคิดแต่จะหาผลประโยชน์จากเงินกู้ที่จะนำมาใช้เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย ผมขอแช่งให้ตกน้ำตายครับ

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท