
เรื่องเล่าจากชาวฉือจี้(7)
แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆเมื่อทางกระทรวงกลาโหมต้องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างสนามบิน
แต่แล้วก็เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆเมื่อทางกระทรวงกลาโหมต้องการเวนคืนที่ดินเพื่อสร้างสนามบิน
โดย..นพ.วิชัย โชควิวัฒน
พิธีวางศิลาฤกษ์ต้องยกเลิก หลายวันหลังจากนั้นท่านธรรมาจารย์ถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ
ประชาชนที่อาศัยอยู่ใกล้บริเวณที่จะสร้างโรงพยาบาลพากันไม่พอใจ เพราะถ้ามีการสร้างสนามบิน ราคาที่ดินและทรัพย์สินแถวนั้นก็จะตกลง ชาวบ้านแถวนั้นจึงพยายามติดต่อท่านธรรมาจารย์เพื่อขออุทธรณ์ต่อทางการ โดยยื่นข้อเสนอที่จะบริจาคที่ดินเพิ่มให้มูลนิธิสร้างโรงพยาบาลเพื่อให้ท่านธรรมาจารย์ต่อสู้เพื่อพวกเขา
ทั้งๆ ที่มีผลประโยชน์ร่วมกันและมีเหตุผลชวนให้คล้อยตาม แต่ท่านธรรมาจารย์ตัดสินใจปฏิเสธข้อเสนอนั้น ท่านสรุปว่า “ในฐานะพลเมืองของประเทศนี้ เราต้องคำนึงถึงเรื่องความมั่นคงของชาติเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด กองทัพจะต้องมีเหตุผลในการใช้ที่ดินผืนนี้และเราไม่ควรขัดขวาง”
ที่ดินผืนนั้นอันตรธานไปโดยพลัน
เมื่อทราบข่าวนี้ หลินหยางคัง ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้โทรศัพท์ไปปลอบใจท่าน ธรรมาจารย์ว่า “ท่านธรรมาจารย์ อาจเป็นเพราะท่านพระโพธิสัตว์ยังไม่พอใจกับที่ดินผืนนี้ หรือท่านอาจจะต้องการทดสอบศรัทธาของท่าน ตราบใดที่ท่านยังคงแน่วแน่และมั่นคง ผมมั่นใจว่า พระโพธิสัตว์จะช่วยท่านหาที่ดินผืนใหม่ที่ดีกว่าจนได้”
หลังจากนั้นรัฐมนตรีได้โทรศัพท์ถึงเสนาธิการทหาร ซุงจางฉี อธิบายให้ทราบว่าโครงการสร้างโรงพยาบาลของมูลนิธิฉือจี้ต้องหยุดชะงักลงเพราะทางกองทัพมีนโยบายสร้างฐานทัพอากาศที่ฮวาเหลียน นายพลเรือซุงรู้สึกซาบซึ้งในจุดยืนของท่านธรรมาจารย์ที่ให้ความสำคัญของการป้องกันประเทศเหนืออื่นใด และรับปากจะพิจารณาเรื่องนี้
ไม่นานหลังจากนั้น ผู้ว่าการหลี่เติ้งฮุย ซึ่งทราบเรื่องและได้ตั้งคณะทำงานขึ้นทันทีเพื่อช่วยฉือจี้หาที่ดินผืนใหม่ แต่ความหวังทั้งปวงยังเลื่อนลอย
เหตุการณ์ครั้งนั้นถือเป็นวิกฤต ท่านธรรมาจารย์ปิดประตูขังตัวเองอยู่ในห้องของท่าน ท่านคุกเข่าลงตรงหน้าพระปฏิมาของเจ้าแม่กวนอิมโพธิสัตว์
เป็นเวลาหลายวันที่ท่านสวดภาวนาโดยไม่ได้กิน ไม่ได้ดื่ม และไม่ได้นอน ท่านธรรมาจารย์ได้ข้อสรุปว่า ไม่ว่าจะผิดหวังและเสียใจเพียงใด ท่านจะต้องทำจิตใจให้เข้มแข็ง เพื่อให้บรรดาสานุศิษย์จะได้ไม่ห่วงกังวลถึงท่าน และท่านได้ตัดสินใจที่จะคืนเงินให้ผู้บริจาคไปทั้งหมด
ดูจะไม่เคยมีกรณีเกิดขึ้นที่องค์กรทางศาสนาจะคืนเงินให้แก่ผู้บริจาค คนทั่วไปเชื่อว่าองค์กรทางศาสนามีสิทธิโดยสมบูรณ์ในเงินบริจาคที่ได้รับ ดังนั้น แม้โครงการสร้างโรงพยาบาลจะต้องล้มเลิก สมาชิกส่วนมากเห็นว่าควรเก็บเงินบริจาคนั้นไว้ใช้สำหรับโครงการอื่น
แต่ท่านธรรมาจารย์ยืนยันว่า เงินบริจาคที่กำหนดวัตถุประสงค์ไว้เป็นการเฉพาะจะต้องใช้ตามวัตถุประสงค์นั้นเท่านั้น ดังนั้น เงินที่ขอบริจาคมาเพื่อสร้างโรงพยาบาล จะต้องคืนกลับไปสู่ผู้บริจาค ถ้าไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจจากผู้บริจาคทุกๆ คน จะใช้เงินนั้นสำหรับโครงการอื่นไม่ได้ ท่านธรรมาจารย์อธิบายว่า “เรามีบัญชีผู้บริจาคโดยละเอียด ฉะนั้นการคืนเงินจึงไม่ควรจะยากเกินไป”
ท่านธรรมาจารย์ย้ำแล้วย้ำอีกกับสมาชิกชาวฉือจี้ทุกคนว่า จะต้องทำทุกอย่างด้วยความจริงใจ ซื่อสัตย์ และเชื่อถือได้ ท่านย้ำว่า ชาวฉือจี้จะต้องให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้ยากอย่างพิถีพิถัน มิใช่เป็นการโปรยทาน ท่านกำหนดหลักเกณฑ์อย่างเคร่งครัดว่า สิ่งของทั้งปวงที่มอบให้ผู้รับบริจาค จะต้องกระทำด้วยความจริงใจ และให้ความเคารพต่อผู้รับของ ทุกอย่างจึงต้องบรรจุหีบห่ออย่างดี เสื้อผ้าเก่าๆ ที่จะบริจาคจะต้องไม่สกปรก ขาด หรือห่ออย่างลวกๆ แต่จะต้องสะอาดและห่ออย่างดี เพื่อให้ผู้รับรับอย่างสุขใจ และมีความเคารพนับถือผู้ให้ ท่านย้ำว่า “อะไรที่เธอไม่ต้องการ เธอจะต้องไม่ให้สิ่งนั้นแก่ผู้อื่น”
ครั้งหนึ่งมีการบริจาคข้าวสารที่สมณารามจิ้งซือ มีถุงข้าวบางถุงรั่ว สมาชิกฉือจี้คนหนึ่ง
ค่อยๆ เก็บข้าวที่ร่วงหล่นทีละเม็ดใส่ลงในหม้อหุงข้าวของทางวัด ท่านภิกษุณีรูปหนึ่งมาเห็นเข้าจึงบอกว่า “อาตมาเข้าใจได้ว่า เธอไม่ต้องการให้ข้าวเหล่านี้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ แต่เธอไม่ควรเอาข้าวเหล่านี้ใส่ในหม้อของทางวัด เพราะข้าวทุกเม็ดผู้บริจาคมุ่งเพื่อให้แก่คนยากจน”
นี่คือตัวอย่างรูปธรรมของหลักการเรื่องความจริงใจ ความซื่อสัตย์ และความน่าเชื่อถือของท่าน ธรรมาจารย์ที่พร่ำสอนลูกศิษย์อยู่เป็นนิตย์







