
จะช่วยเหลือเราอย่างไร ผู้ประสบภัยถามถึงรับบาล
ศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เดิมเป็นสถานศึกษาของพระ
ศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย เดิมเป็นสถานศึกษาของพระ
แต่ปีนี้เป็นปีการศึกษาแรกที่เปิดให้คฤหัสถ์หรือนิสิตทั่วไปได้เข้ามาศึกษา จึงมีการก่อสร้างหอพักใหม่จำนวน 5 หอพักในพื้นที่ เมื่อวิกฤตน้ำท่วมขยายวงมาถึง มหาวิทยาลัยจึงตัดสินใจเปิดให้เป็นศูนย์พักพิงชั่วคราว
แม้ว่าบรรยากาศในพื้นที่จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกพื้นฐานให้พออยู่อาศัยได้ แต่ความรู้สึกของผู้อพยพเกือบ 70 ชีวิต ยังคงมีความกังวลใจและตื่นกลัวกับสถานการณ์ รวมทั้งมองไม่เห็นภาพอนาคตว่าจะมีทิศทางอย่างไร น้ำจะลดเมื่อไร จะได้กลับเมื่อไร
หญิงวัยกลางคนรายหนึ่ง เล่าพร้อมแววตาที่เศร้าหมองว่า เดินทางมาจากหมู่บ้านในเขต อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี พร้อมกับสมาชิกครอบครัวอีก 5 คน และสุนัข 3 ตัว เข้ามาพักในศูนย์อพยพนี้ได้ 3-4 วันแล้ว หลังจากเห็นว่าไม่สามารถอาศัยอยู่ท่ามกลางน้ำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และหมู่บ้านที่เริ่มร้างผู้คน โดยเพื่อนบ้านได้ทยอยอพยพไปก่อนหน้านี้แล้ว
“วินาทีที่ตัดสินใจออกจากบ้าน เพราะน้ำท่วมเลยระดับเอวแล้ว และกลัวว่าจะเกิดไฟฟ้าชอร์ต”
การเดินด้วยเท้าเป็นระยะทางกว่า 3 กิโลเมตร ฝ่ากระแสน้ำไหลบ่าที่สูงระดับเอว แต่บางช่วงสูงถึงอกและคอ เป็นไปอย่างทุลักทุเล โดยเฉพาะเด็กๆ ช่วงเวลานั้นเธอมีแต่ความกังวลว่าไฟฟ้าจะชอร์ตลูกหลาน เหมือนที่ได้รับทราบจากข่าว
ด้าน ณัฐวัฒน์ ลิ้มกิตติรัตน์ เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์สเต๊กมหาชน ซึ่งใช้บ้านในหมู่บ้านพฤกษา 38 ย่านบางกรวยไทรน้อย เป็นที่จัดเก็บวัตถุดิบ แม้ว่าน้ำจะยังไม่ได้ท่วมในหมู่บ้าน แต่เชื่อว่าอีกไม่นานจะต้องเข้ามาอย่างแน่นอน
“สิ่งที่ทำให้ผมต้องตัดสินใจย้ายออกมาทันที เพราะผมกลัวลูกถูกไฟฟ้าชอร์ตตาย ผมทิ้งทุกอย่างได้ แต่ปล่อยให้ครอบครัวเป็นอะไรไม่ได้ ถือว่าเป็นการเอาชีวิตรอด รอวันน้ำลด หลังจากนั้นค่อยว่ากันใหม่”
ณัฐวัฒน์อยากให้ภาครัฐเข้าใจถึงหัวอกของผู้ประสบภัยและชุมชนต่างๆ ที่ถูกน้ำท่วม บ้านเรือน ทรัพย์สินย์ เครื่องมือทำมาหากินเสียหาย เพราะเป็นพื้นที่รับน้ำให้คนกรุงเทพฯ
“รัฐบาลจะให้อะไร จะดูแลอย่างไร ต้องชัดเจนกว่านี้ ถ้าชัดเจน คนที่อยู่ในพื้นที่รับน้ำคงจะเข้าใจได้มากกว่านี้ เพราะค่าชดเชยเพียง 5,000 บาทต่อหนึ่งครัวเรือน ไม่เพียงพอที่จะชดเชยกับสิ่งที่สูญเสียไปได้”







