
หลากหลายมุมมองกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC)
แนวคิดในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนในรูปแบบที่ก้าวหน้ากว่าการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของอาเซียน
แนวคิดในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของภูมิภาคอาเซียนในรูปแบบที่ก้าวหน้ากว่าการจัดตั้งเขตการค้าเสรีของอาเซียน
โดย...สันติ ชัยศรีสวัสดิ์สุข
เริ่มเป็นรูปเป็นร่างชัดเจนมากขึ้นเมื่อมีการจัดทำเป็นพิมพ์เขียว (Blueprint) ของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ ASEAN Economic Community (AEC) ซึ่งได้มีข้อตกลงที่จะผลักดันให้บรรลุเป้าหมายภายในปี พ.ศ. 2558 หรือ ค.ศ. 2015 (เร็วกว่ากำหนดการเดิมที่ตั้งไว้ 5 ปี) ก็เป็นที่น่ายินดีที่การรวมกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนครั้งนี้ เป็นความพยายามในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่สังคมไทยในวงกว้างให้ความสำคัญ ตื่นตัว และดูเหมือนจะมีความพยายามในการเตรียมตัวเพื่อเข้าสู่การรวมกลุ่ม AEC นี้เป็นการล่วงหน้ามากกว่าความตกลงรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอื่นๆ ที่ผ่านมา ซึ่งโดยมากจะมีแต่เพียงผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียเพียงบางกลุ่มเท่านั้นที่ให้ความสนใจ จนกระทั่งความตกลงเหล่านั้นมีผลบังคับใช้แล้ว จึงรู้ตัวว่าตนได้รับผลกระทบ หรือพลาดโอกาสอันดีที่จะใช้ประโยชน์จากความตกลงนั้นๆ
การจัดตั้งเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในภาพกว้างๆ จะเป็นการทำความตกลงความร่วมมือทางเศรษฐกิจของสมาชิกอาเซียนให้มีความกว้าง (ครอบคลุมการเปิดเสรีในสาขาทางเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะที่ยังไม่ได้ครอบคลุมภายใต้กรอบความตกลงเขตการค้าเสรี) และความลึก (มีการเปิดเสรีในแต่ละสาขาในระดับที่สูงขึ้น) มากยิ่งขึ้น ระบบเศรษฐกิจที่เปิดกว้างมากขึ้นระหว่างสมาชิกอาเซียนมีนัยสำคัญที่ทำให้สินค้า บริการ และปัจจัยการผลิตสามารถเคลื่อนย้ายจากเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกหนึ่งไปยังเศรษฐกิจของอีกประเทศสมาชิกหนึ่งได้สะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนต่ำ ในภาพรวม ประโยชน์ที่ประเทศสมาชิกอาเซียนรวมทั้งประเทศไทยจะได้รับจากการรวมกลุ่มเศรษฐกิจในครั้งนี้ จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากรการผลิตในการสร้างมูลค่าเพิ่ม มากกว่าการได้ประโยชน์จากการดึงทรัพยากรที่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ มาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างในช่วงเวลาที่ผ่านมา ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการเพิ่มประสิทธิภาพของทรัพยากรการผลิตนั้น มีพื้นฐานเกี่ยวข้องกับการสร้างให้เกิดความชำนาญเฉพาะด้าน (Specialization) การประหยัดจากขนาด (Economy of Scale)และการจัดสรรทรัพยากรการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพ (Resource Allocation Efficiency) ซึ่งทั้งหมดนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศจะต้องมียุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการที่ดี ในการรองรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นในกระบวนการก้าวไปสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
แนวทางการเจรจาเปิดเสรีในสาขาต่างๆ ของภาคบริการเป็นตัวอย่างที่ดีของการขาดการวางแผนยุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการของประเทศไทยในด้านนั้นๆ จึงทำให้การดำเนินการต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมหรือเพื่อรองรับผลกระทบเป็นเรื่องที่ทำได้ยากและมีความสับสนอยู่มาก เช่น ในการเปิดเสรีสาขาบริการทางการเงิน เรายังไม่มีวิสัยทัศน์หรือภาพที่ชัดเจนเลยว่า อนาคตของภาคบริการทางการเงินของไทยจะเป็นอย่างไร เราจะมีธนาคารพาณิชย์กี่แห่ง แต่ละแห่งจะมีขนาดเป็นอย่างไร ที่ทำให้ต้นทุนของบริการทางการเงินของประเทศต่ำลง และมีการให้บริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ โดยประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างเท่าเทียมทั่วถึง
ประเด็นต่างๆ เหล่านี้ ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เราจะต้องมีความชัดเจน เพื่อการกำหนดนโยบายและมาตรการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามที่กำหนดไว้ ในทางตรงข้าม เรากลับมีคำถามในทำนองว่า เปิดเสรีทางการเงินแล้ว สถาบันการเงินของไทยจะสามารถแข่งขันกับผู้ประกอบการต่างชาติได้หรือไม่? ถ้าลงความเห็นกันแล้ว (ไม่แน่ใจด้วยว่าโดยคนกลุ่มใด) ว่าไม่ แนวทางในการเจรจาก็จะเป็นไปในทางที่จะไม่เปิด ต้องสงวนไว้ หรือต้องยืดเวลาออกไปก่อน เพราะเรายังไม่พร้อม จนเกิดเป็นคำถามขึ้นมาอีกว่า “แล้วเมื่อไหร่เราจะพร้อม” ถ้าคิดไปในทำนองเดียวกันนี้ ก็จะพบว่าในสาขาอื่นๆ ของภาคบริการ จะมีปัญหาที่คล้ายๆ กัน ในสาขาบริการการศึกษา ก็ไปให้ความสนใจกับว่านักเรียนนักศึกษาชาติไหน จะเลือกไปเรียนที่ประเทศสมาชิกอาเซียนชาติใด มหาวิทยาลัยเราจะสู้มหาวิทยาลัยของชาติสมาชิกอื่นได้หรือไม่ เปิดเสรีไปแล้วจะเปิด/ปิด ภาคการศึกษาในช่วงเวลาที่ตรงกันหรือไม่ โดยไม่ได้ให้ความสนใจอย่างเพียงพอว่านักเรียน นักศึกษาของเรา จะได้รับโอกาสในการเข้ารับการศึกษามากขึ้นและได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพดีขึ้น ด้วยต้นทุนที่ต่ำลงได้อย่างไร
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การกำหนดยุทธศาสตร์ของประเทศเป็นเรื่องที่สำคัญไม่น้อยต่อแนวทางการเดิน หรือการเตรียมตัวไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนของประเทศ รวมทั้งเป็นตัวกำหนดว่า เราจะประสบความสำเร็จหรือได้รับประโยชน์จากการรวมกลุ่มในครั้งนี้มากน้อยเพียงใด ในเรื่องนี้ หลายภาคส่วนในประเทศคงต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง แทนที่จะปล่อยให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ ทำงานโดยไร้ทิศทางที่ชัดเจนด้วยเจตนาที่ดี ทำงานอย่างเต็มที่ แต่บังเอิญเป้าหมายที่ตั้งไว้เกิดไม่ตรงกับความต้องการก็ค่อยไปรวมหัวกันด่าทอกันให้ยุ่งวุ่นวายกันไปหมดอย่างที่เราเห็นปรากฏอยู่บ่อยๆ แบบนี้ต้นทุนทางสังคมก็จะสูงมากๆ
ทางด้านการลงทุน ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งของการรวมกลุ่มเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน นัยสำคัญของการเปิดเสรีด้านการลงทุนจะเป็นการเปิดให้นักลงทุนในอาเซียนสามารถตัดสินใจลงทุนในภูมิภาคได้อย่างเสรี จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญของการพัฒนาภูมิภาคอาเซียนให้เป็นฐานการผลิตเดียว (Single Production Base) โดยการพัฒนาโครงข่ายการผลิตของอาเซียน (Production Network) สำหรับสาขาการผลิตต่างๆ ดังนั้นเพื่อให้ประเทศได้รับประโยชน์ทางด้านของการลงทุนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย อาจจะต้องพิจารณากำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์การลงทุนของประเทศที่มุ่งเน้นความสำคัญของการลงทุนในการสร้างให้เกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และคำนึงถึงคุณภาพของการลงทุนมากกว่าปริมาณการลงทุน โดยไม่มองข้ามไปว่า แท้จริงแล้วการลงทุนนั้นสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศของไทยหรือไม่
นอกจากนี้ การปรับตัวที่สำคัญอีกประการหนึ่งในการรองรับการจัดตั้ง AEC คือ การกำหนดแนวทางในการบริหารนโยบายทางเศรษฐกิจของประเทศให้มีความสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มในครั้งนี้ กล่าวคือ การจัดตั้งเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนเป็นการเปิดให้สินค้าบริการ รวมทั้งปัจจัยการผลิตที่สำคัญในระบบเศรษฐกิจได้แก่ ทุนและแรงงาน (แรงงานที่มีทักษะ) สามารถเคลื่อนย้ายระหว่างเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกได้อย่างสะดวกและเสรีมากขึ้น ก็คงจะเป็นเรื่องธรรมดาที่เศรษฐกิจในแทบทุกภาคส่วนต้องเผชิญกับการแข่งขันที่สูงขึ้น ควบคู่ไปกับโอกาสทางเศรษฐกิจที่เปิดกว้างขึ้น การดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจภายใต้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไปเช่นนี้จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินนโยบาย รวมทั้งมาตรการ(หรือเครื่องมือ) ของการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจเพื่อให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีความเป็นธรรม เท่าเทียมกันมากขึ้นด้วย อย่างน้อยที่สุดคงจะต้องมีการพิจารณาปรับเปลี่ยนมาตรการที่มีลักษณะของการแทรกแซงตลาดทั้งทางด้านปริมาณและราคาลงให้มากที่สุด หรือถ้าเป็นไปได้ ควรจะขจัดมาตรการเหล่านี้หรือปรับเปลี่ยนไปเป็นมาตรการประเภทอื่นๆ ในกระบวนการปรับตัวเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะมาตรการแทรกแซงตลาดจะมีผลให้เกิดการบิดเบือนทางเศรษฐกิจ และเมื่อระบบเศรษฐกิจขยายใหญ่ขึ้นจากความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ความเสียหายจากการบิดเบือนทางเศรษฐกิจก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้นเป็นทวีคูณ การลักลอบสวมสิทธิในการจำนำข้าวเปลือก เป็นเพียงตัวอย่างบางส่วนของความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น ต้นทุนของการกำกับ ดูแลมาตรการเพื่อให้เกิดความโปร่งใสก็จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







