
น้ำท่วม 54
ปีนี้น้ำท่วมหนัก สาเหตุอาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ กล่าวคือ ฝนตกมาก มีช่วงระยะเวลาตกที่สม่ำเสมอและยาวนาน
ปีนี้น้ำท่วมหนัก สาเหตุอาจจะมาจากความเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศ กล่าวคือ ฝนตกมาก มีช่วงระยะเวลาตกที่สม่ำเสมอและยาวนาน
โดย..ปิติพงศ์ พึ่งบุญ ณ อยุธยา
ซึ่งเรื่องนี้เราคงทำอะไรไม่ได้ในระยะสั้น แต่ก็เป็นประเด็นที่ชาวโลกเริ่มตระหนักและมีการทำความตกลงในความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศดังเช่นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามเหตุน้ำท่วมครั้งนี้อีกส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากปัญหาสะสมมาเป็นเวลายาวนาน แต่ก็ไม่มีใครคิดจะแก้อย่างจริงจัง เพราะเป็นปัญหาที่มนุษย์ (คนไทย) สร้างขึ้นทั้งสิ้น ซึ่งพอประมวลได้ดังนี้
1.ปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า (เรื่องที่เราๆ ท่านๆ ก็รู้กันอยู่) การที่ป่าไม้ลดลงอาจจะไม่มีผลโดยตรงกับปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมา แต่ที่แน่ๆ ก็คือน้ำฝนที่ตกลงมาบนพื้นป่า (พื้นดิน) ที่ไม่มีป่าไม้และวัชพืชคลุมดิน ย่อมไหลลงอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีอะไรจะมาชะลอความเร็วของน้ำ ยกตัวอย่าง เชียงใหม่ที่มีน้ำท่วมเข้าถึงตัวเมืองอย่างรวดเร็ว อย่างไม่มีใครคาดถึง นอกจากนั้นยังมีปัญหาอื่นๆ ตามมาเช่น ดินถล่ม โคลนถล่ม ซึ่งส่วนหนึ่งก็เกิดจากปัญหาดินชุ่มน้ำ แต่ไม่มีวัชพืชหรือป่าเกาะไว้ ซึ่งก็ได้ทำความเสียหายกับชีวิตและทรัพย์สินได้อย่างมหาศาล
2.ปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่เขื่อนเก็บกักน้ำในเขื่อนหลักๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนที่มีหน้าที่ผลิตไฟฟ้าและให้การชลประทานควบคู่กันไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ยากเพราะต้องตัดสินใจตั้งแต่ต้นฤดูฝนว่าจะกักเก็บน้ำหรือไม่เท่าใด จึงจะได้ประโยชน์สูงสุดกับการจัดการน้ำในช่วงปลายฤดูกาล ถ้าเก็บกักไว้ในต้นฤดูน้อยเกินไป หากกลางฤดูหรือปลายฤดูฝนฝนไม่ตกลงมาอีกก็จะไม่มีน้ำไว้ใช้ทั้งในการเกษตรและการผลิตไฟฟ้าในปีต่อมา แต่ถ้าเก็บน้ำไว้มากในต้นฤดูแล้วตอนกลางและปลายฤดูฝนมีฝนตกมาก และจำเป็นต้องระบายน้ำออกในช่วงปลายฤดูฝนอย่างรวดเร็ว ก็จะทำให้พื้นที่ท้ายน้ำมีโอกาสน้ำท่วม เช่นเดียวกับปีนี้ ดังนั้นปัญหาเรื่องน้ำท่วม ต่อไปนี้จึงเป็นตัวแปรที่มีความสำคัญเท่าๆ หรือมากกว่าการผลิตไฟฟ้า และการชลประทานเพราะความเสียหายที่เกิดจากน้ำท่วมรุนแรงมาก
3.ปัญหาสภาพทางน้ำและที่รับน้ำเปลี่ยนแปลงอันเนื่องจากเหตุการณ์หลายอย่างได้แก่
3.1 การรุกล้ำที่สาธารณะอย่างกว้างขวาง เช่น การรุกล้ำคลองระบายน้ำ ตลิ่งและที่สาธารณะต่างๆ ที่เป็นที่ทิ้งน้ำ (แก้มลิง) ตั้งแต่พื้นที่เหนือน้ำ เช่น บึงบอระเพ็ด พื้นที่ทิ้งน้ำเดิมในภาคกลาง เช่น บางส่วนของฝั่งซ้ายของแม่น้ำเจ้าพระยา ฯลฯ การกำจัดวัชพืชก็ดูจะไม่มีใครสนใจ การขุดลอกลำน้ำก็ดูจะกระทำได้ยากเพราะไม่มีที่ทิ้งดิน
3.2 สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นถนนหนทาง คันกั้นน้ำ สระเก็บน้ำ อาคารบังคับน้ำ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้บางแห่งไม่มีคุณภาพไม่มีความเหมาะสมในเชิงวิศวกรรม เนื่องจากต้องประหยัดงบประมาณ บางแห่งไปสร้างในที่ที่ไม่ควรจะสร้าง ไม่สามารถใช้มาตรการด้านผังเมืองและการบังคับใช้กฎหมายเรื่องการใช้ที่ดินและการรักษาประโยชน์สาธารณะ เป็นต้น
4.ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เสี่ยง ซึ่งเป็นปัญหาที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่มีทิศทางที่จะดำเนินการให้มีความชัดเจน เช่น การป้องกันน้ำท่วมในเขตเมือง หรือสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นต้น แม้แต่คำถามง่ายๆ ที่ว่าเป็นหน้าที่ของหน่วยงานใดโดยตรงใครจะเป็นผู้บริหารจัดการในภาพรวม ก็ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน พื้นที่ที่มีความสำคัญทางด้านการเกษตร อู่ข้าว อู่น้ำของเราจะจัดการให้หลักประกันมิให้น้ำท่วมได้ในบริเวณใดบ้างอย่างไร เมื่อมีเหตุการณ์ที่เป็นอุทกภัย ผู้ที่ได้รับผลกระทบจะทำอย่างไร ฯลฯ สังเกตได้ว่าข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมักจะไม่แน่นอน เลื่อนลอย บางครั้งทำให้ตื่นตระหนก บางครั้งแจ้งเตือนช้าเกินไป บางครั้งแจ้งเตือนในระดับพื้นที่กว้างขวางเสียจนไม่ทราบว่าผู้ใดจะได้รับผลกระทบบ้าง
5.เคยมีดำริที่จะสร้างคลองผันน้ำขนาดใหญ่ที่จะระบายน้ำลงทะเลจากแม่น้ำเจ้าพระยาแต่ทุกครั้งที่เกิดวิกฤตไปแล้ว โครงการเหล่านี้ก็ถูกลืมกลายเป็นเรื่องที่จะต้องผัดผ่อนไปก่อน ไม่ใช่เรื่องที่ต้องแก้ทันที จึงเป็นโครงการที่มีลำดับความสำคัญต่ำตลอดมา
6.หลายปีมาแล้วมีความพยายามที่จะตรวจสอบความมั่นคงและการปรับปรุงอาคารชลประทานทั่วประเทศเพื่อความปลอดภัยและเพื่อปรับปรุงอาคารชลประทานทั่วประเทศที่สำคัญๆ แต่ก็เลิกรากันไป
ถามว่าจะแก้อย่างไรก็คงต้องแก้ทั้ง 6 ข้อไปพร้อมๆ กัน จะทำได้หรือไม่ได้อย่างไรก็ต้องขึ้นกับปัจจัยสองสามประการ คือ
ก. รัฐบาลเห็นว่าเรื่องการแก้ปัญหาน้ำท่วมเป็นเรื่องสำคัญและทุ่มเทพลังทั้งหลายที่จะแก้ไขเรื่องนี้อย่างจริงจัง
ข. คนไทยจะต้องเข้าใจปัญหา หยุดยั้งการทำลายป่า การบุกรุกที่สาธารณะ เสียสละพื้นที่ที่จำเป็นจะต้องใช้เพื่อกิจการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ถ้าไม่ร่วมมือกันเราก็คงจะลำบากทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
ค. เจ้าหน้าที่ต้องบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และเร่งทำความเข้าใจกับชุมชนเสี่ยงต่างๆ เกี่ยวกับการบรรเทาปัญหาน้ำท่วม ต้องให้ข้อมูลที่เป็นจริง มีความแม่นยำในทางวิชาการ และจัดทำแผนเผชิญสถานการณ์ฉุกเฉินไว้ให้พร้อม
ผมเป็นคนกรุงเทพฯ บ้านอยูริมฝั่งคลองแสนแสบ ตอนนี้ก็อยู่ไม่สุขเท่าใดนักเพราะมีข้อมูลข่าวสารหลายอย่าง
ผมเองไม่ค่อยแน่ใจว่าตนเองจะได้รับผลจากน้ำท่วมครั้งนี้มากน้อยเพียงใด แต่ก็ลองประเมินจากเพื่อนๆ ผู้รู้ที่อยู่ในแวดวงวิศวกรรมชลประทาน และคนที่เคยทำเรื่องน้ำมาหลายปีก็พอจะประเมินเอาเองได้ว่า กรุงเทพฯ แถวที่ผมอยู่คือบริเวณเพชรบุรีตัดใหม่ใกล้อโศก อาจไม่ถูกกระทบมากนักแต่ก็ยังมีปัจจัยเสี่ยง
ส่วนหนึ่งก็คงเกี่ยวกับช่วงน้ำขึ้นลงอันมีผลสำคัญกับการระบายน้ำลงอ่าวไทย ส่วนหนึ่งก็คงเกี่ยวกับฝนที่วันที่เขียนบทความนี้ก็ยังไม่มีท่าทีว่าฝนจะลดลงแต่อย่างใด แต่ที่สำคัญก็คือมวลน้ำที่ท่วมอยู่รอบๆ กรุงเทพฯ ซึ่งจริงอยู่ส่วนหนึ่งมีการบริหารจัดการโดยประตูน้ำที่กรมชลประทาน และ กทม.ควบคุมดูแลอยู่ ซึ่งก็พอจะวางใจได้ในระดับหนึ่ง
แต่ที่เสี่ยงมากคือพนังกั้นน้ำที่ทำด้วยทรายหรือบางกรณีก็เป็นคันดิน ซึ่งเมื่อชุ่มน้ำมากๆ ก็อาจจะรั่วหรือพังลงมาได้ มวลน้ำทั้งหมดก็คงจะเดินทางตามคลองต่างๆ เข้ามาในกรุงเทพฯ และถ้าหากน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงขึ้นกว่าระบบป้องกันที่มีอยู่ที่ปากคลองต่างๆ กรุงเทพฯ ก็คงมีปัญหาแน่ๆ
เท่าที่พรรคพวกเขาลองคำนวณดูถ้าน้ำท่วมแถวบ้านผมก็คงจะประมาณ 80 ซม.–1 เมตร แต่คงจะเป็นน้ำเอ่อมากกว่าไหลแรง ที่อื่นๆ จะเป็นอย่างไรก็คงต้องประเมินเอาเอง โชคที่มีอยู่จะนำพาเราให้พ้นภาวะวิกฤตนี้ได้หรือไม่อย่างไร
ผมกับคนที่บ้านและเพื่อนบ้านยังหวังไปในทางที่ดี แต่ก็ไม่ได้ประมาทเตรียมย้ายรถ ย้ายของ (ได้ไม่มาก เพราะมีเยอะเกินไป) ไปบ้างแล้ว
ขอให้โชคดีพ้นวิกฤตน้ำท่วม 54 ไปได้นะครับ







