
ดอกเบี้ยไม่บานถ้ารัฐบาลไม่กู้
แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมติล่าสุดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่เดิม 3.5% ต่อปี เพื่อหนุนการขยายตัวเศรษฐกิจหลังจากเจอปัญหาเศรษฐกิจโลกและวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ สร้างความเสียหายให้กับทรัพย์สินและเศรษฐกิจยังรุนแรง
ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมจำนวนมหาศาลครั้งนี้ ยังมีการเก็งกันว่า ในการประชุมอีกครั้งที่เหลือของปีนี้ในเดือน พ.ย. 2555 กนง. อาจจะมีโบนัสซับน้ำตาน้ำท่วม โดยการลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ทำการขยายตัวทางเศรษฐกิจทรุดหายไป 23 แสนล้านบาท หรือเศรษฐกิจโตลดลง 12% จากเดิมที่คาดว่าจะโตได้ 45% ต่อปี ตอนนี้ทำได้ยังเก่งเหลือโต 34% เท่านั้น
โดยเรื่องนี้ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. ออกมาให้ความเห็นว่า หากการลดดอกเบี้ยมีประโยชน์ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม ก็พร้อมดำเนินการ
ว่าไปแล้วการลดดอกเบี้ยในช่วงที่เหลือของปีนี้ของ กนง.ทำได้ไม่ยาก เพราะในส่วนของเงินเฟ้อช่วงนี้ไม่เป็นปัญหาสำคัญ ราคาน้ำมันทรงตัว เศรษฐกิจโลกชะลอ เศรษฐกิจภายในช้ำหนัก ล้วนเป็นปัจจัยทำให้เงินเฟ้อโดยรวมไม่สูง
ถึงแม้ว่าจะมีแรงกดดันเงินเฟ้อในส่วนของราคาอาหารพืชผักแพงบ้างจากปัญหาน้ำท่วมทำให้เกิดการขาดแคลน แต่ก็เป็นเรื่องชั่วคราวเท่านั้นในระยะสั้น หลังจากน้ำลดราคาพืชผักอาหารสดก็จะเข้าสู่ภาวะปกติ
แต่ปัญหาที่เกิด ดอกเบี้ยในตลาดจริงจะมีแนวโน้มทรงตัว หรือลดลงตามนโยบายของ กนง.ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย และมีสัญญาณว่าจะมีแนวโน้มตรงกันข้าม
ซึ่งหากดูการใช้เงินของรัฐบาลในโครงการประชานิยมลด แลก แจก แถมที่หาเสียงไว้ตอนเลือกตั้ง และการใช้เงินฟื้นฟูประเทศจำนวนก้อนโต จะส่งผลให้ดอกเบี้ยในตลาดเงินจริงๆ กลับกลายว่าจะสูงขึ้น
ลำพังที่ผ่านมายังไม่เกิดวิกฤตน้ำท่วม รัฐบาลเดินหน้ากู้เงินทำโครงการประชานิยมตอนหาเสียงจำนวนหลายแสนล้านบาท เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่ดีเดย์เริ่มต้นไปแล้ว ต้องกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการนี้ 23 แสนล้านบาท
โครงการกองทุนหมู่บ้านที่จะคิกออฟต้นปีหน้า ต้องกู้เงินจากธนาคารออมสิน 8 หมื่นล้านบาท ทำให้ที่ผ่านมาธนาคารออมสินขยับดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าธนาคารพาณิชย์อยู่ตลอด เพื่อหาเงินไปกองไว้ให้รัฐบาลใช้จ่าย
การจ่ายเงินเดือนข้าราชการเป็น 1.5 หมื่นบาท ทำให้ภาระงบประเมินเพิ่มขึ้น 23 หมื่นล้านบาทต่อปี ซึ่งทำให้รัฐบาลต้องทำงบประมาณกู้ขาดดุลเพิ่มขึ้น เพราะการเก็บรายได้ของรัฐบาลโตไม่ทัน
และยิ่งมาเจอวิกฤตน้ำท่วมในรอบหลาย 10 ปี เกิดความเสียหายจากทรัพย์สินและทางเศรษฐกิจในวงกว้างและมูลค่ามหาศาล ทำให้รัฐบาลหาเงินจำนวนมากมาฟื้นฟู ซึ่งรัฐบาลไม่มีทางหาเงินจากที่ไหน นอกจากการใช้เงินกู้
ซึ่งล่าสุดรัฐบาลขยับการขาดดุลปี 2555 เพิ่มอีก 5 หมื่นบาท เป็น 4 แสนล้านบาท เพื่อใช้มาแก้ปัญหาน้ำท่วมเฉพาะหน้าและฟื้นฟูระยะสั้น เช่น เรื่องการชดเชยให้ประชาชนที่น้ำท่วม การซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหาย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงินมาฟื้นฟูประเทศหลังน้ำท่วม เหมือนกับที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ ออก พ.ร.ก.กู้เงินโครงการไทยเข้มแข็ง
คาดกันว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินจะไม่น้อยกว่า 5 แสนล้านบาท มาใช้พัฒนาแหล่งน้ำทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาแบบเบ็ดเสร็จไม่ให้เกิดน้ำท่วมเป็นประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทำให้บ้านเรือนและนิคมอุตสาหกรรมที่แล้วจมอยู่ใต้บาดาล
นอกจากนี้ ยังมีการประเมินล่วงหน้าว่า การทำงบประมาณปี 2556 ของรัฐบาลจะต้องทำขาดดุลมากกว่าปี 2555 เพราะประชานิยมหลายโครงการ ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก บ้านหลังแรก การขึ้นเงินเดือนข้าราชการ มีผลกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลให้ลดลง ทำให้รัฐบาลต้องกู้เพิ่มขึ้น
ซึ่งงบประมาณปี 2556 จะมีช่วงคาบเกี่ยวอยู่ในปี 2555 จำนวน 3 เดือน ซึ่งเป็นเงินกู้อีกก้อนหนึ่งที่จะทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดมีแรงกดดันเพิ่มขึ้น
ลำพังการกู้เงินของรัฐบาลเองในปีงบประมาณ 2555 หรือปีหน้า จากโครงการประชานิยม กู้ทำงบประมาณขาดดุลและกู้แก้น้ำท่วม รวมเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ซึ่งย่อมเป็นตัวกดดันดอกเบี้ยเงินกู้ให้ขยับขึ้นแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ ความต้องการสินเชื่อของเอกชน ก็คาดว่าจะมีมากกว่าปกติ เพื่อกู้ไปลงทุนใหม่ซ่อมแซมโรงงาน ซื้อเครื่องจักรใหม่ คาดว่าเป็นเงินไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท
เพราะที่ผ่านมาคลังได้ออกมาตรการให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการรายเล็กรายย่อยที่เป็นเอสเอ็มอี ที่กู้เงินจากธนาคารในวงพาณิชย์วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท
รวมถึงยังมีแผนให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอเอ็มอีแบงก์) อัดฉีดเงินกู้ช่วยตรงอีกไม่ต่ำหลักหมื่นล้านบาท ทำให้ทุกธนาคารต้องระดมเงินฝากเพื่อระดมปล่อยสินเชื่อ ทำให้ดอกเบี้ยทั้งฝากและกู้ขยับสูงสวนทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายแนวโน้มปรับลง
สำหรับประชาชนที่ได้รับความเสียหายนับล้านราย ก็ต้องการสินเชื่อซ่อมบ้าน ซ่อมอาชีพ ซ่อมรายได้ โดยหน้าที่หลักหนีไม่พ้นธนาคารของรัฐ ทั้งธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ที่คาดว่าต้องปล่อยสินเชื่อในส่วนนี้อีกหลายหมื่นล้านบาท
โดย เกริก วณิชกุล รองผู้ว่าการ ธปท. ประเมินสินเชื่อธนาคารโตได้กว่า 10% ปัญหาน้ำท่วมมีผลกระทบกับการปล่อยกู้ใหม่ แต่คาดว่าหลังน้ำลดสินเชื่อธนาคารจะพุ่ง เพราะผู้ประกอบการต้องกู้เงินซ่อมแซมโรงงาน ซื้อเครื่องจักรใหม่
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่ต้องการสินเชื่อฟื้นฟูกิจการในนิคมต่างๆ ถือว่าเป็นลูกค้าชั้นดี ไม่เป็นหนี้เสียในอนาคต ทำให้ธนาคารพาณิชย์ไม่ลังเลใจที่จะปล่อยกู้ แม้ว่าการกู้เงินแต่ละแห่งจะเป็นก้อนโตก็ตาม
รองผู้ว่าการ ธปท. เชื่อว่าเกณฑ์การจัดหนี้ไม่ได้เพิ่มภาระการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์หลังน้ำท่วม เพราะถือว่าเป็นหนี้เสียชั่วคราว เกิดจากปัญหาภัยธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการไม่มีรายได้ หรือกิจการมีปัญหา โดยตามมาตรฐานสากลถือว่าไม่ต้องจัดชั้นลูกหนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้นทุนเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไตรมาส 2 ปี 2554 สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ขยายตัวได้ดี 15.1% เทียบกับไตรมาสแรกขยายตัว 13.4% จากการขยายตัวของสินเชื่อภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อเพื่อรองรับการเพิ่มการผลิตของภาคอุตสาหกรรมที่สามารถกลับมาดำเนินการได้หลังจากประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบจากเหตุภัยพิบัติที่ประเทศญี่ปุ่นในเดือน มี.ค. 2554 โดยสินเชื่อขยายตัวเร่งขึ้นทั้งสินเชื่อที่ให้แก่ผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ประกอบการเอสเอ็มอี
ดังนั้น มีการประเมินกันว่า หากนำเหตุการณ์น้ำท่วมไปเทียบเหตุการณ์สึนามิที่ประเทศญี่ปุ่น จะทำให้การปล่อยสินเชื่อขยายตัวได้ดีเช่นกัน จากการปล่อยกู้ฟื้นฟูน้ำท่วมเป็นกำลังสำคัญ
ขณะที่สมาคมธนาคารไทยก็ออกมาประกาศความพร้อมในการปล่อยสินเชื่อให้กับผู้ประกอบการ และประชาชนที่ได้รับความเสียหาย ไม่ว่าจะเป็นการปรับหนี้เก่าช่วยเหลือและปล่อยหนี้ใหม่ ซึ่งคาดว่าทำให้สินเชื่อโดยรวมของธนาคารพาณิชย์ในปีหน้าจะขยายตัวได้มากกว่าที่ผ่านมา
ขณะที่ จักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) กล่าวว่า การกู้เงินของภาครัฐจำนวนมากไม่มีปัญหาสภาพคล่องในระบบ เพราะระบบการเงินยังมีสภาพคล่องอยู่มาก
อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า การกู้เงินของรัฐจำนวนมากทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ในตลาดขยับขึ้นได้เล็กน้อยแต่ไม่มาก
ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐบาลมีต้นทุนการกู้อยู่ที่ประมาณ 4% หาก ธปท.ปรับดอกเบี้ยนโยบายขึ้นอีกในช่วงนี้ จะกระทบกับการกู้ของรัฐบาลทำให้ต้องมีต้นทุนเพิ่มขึ้น
แต่การที่ ธปท.คงดอกเบี้ยหรือลดดอกเบี้ยในช่วงนี้ ก็อาจจะไม่ทำให้ดอกเบี้ยเงินกู้ลดลง เพราะความต้องการเงินกู้ในตลาดค่อนข้างมาก เพราะมีเหตุการณ์ไม่ปกติเกิดขึ้น
จักรกฤศฏิ์ กล่าวว่า ที่ผ่านมาคลังได้เรียกร้องให้ ธปท.หยุดขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาตลอดตั้งแต่เกิดน้ำท่วม เพราะเห็นว่าเศรษฐกิจมีปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรป และเงินภายในประเทศก็ไม่น่าเป็นห่วงมาก แต่ทาง ธปท.ก็ได้เพิ่มขึ้นดอกเบี้ยนโยบายมาตลอด
จะว่าไปแล้วปี 2555 เป็นปีแห่งการกู้ครั้งใหญ่ ทั้งภาครัฐ เอกชน ผู้ประกอบการ และประชาชนคนธรรมดา ในรอบหลายปีที่ผ่านมาทำให้ดอกเบี้ยในตลาดยังวุ่นๆ ที่ทำท่าจะกดให้ต่ำเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลจะได้กู้เงินมากระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจได้เยอะๆ ต้นทุนต่ำๆ เห็นทีต้องทำใจ ว่าดอกเบี้ยในตลาดเงินจริงๆ มีแต่ทางขยับขึ้น
เพราะไม่ว่าหันหน้าไปทางไหน ทุกคนต้องพึ่งเงินกู้กันทั้งนั้น แล้วอย่างนี้ดอกเบี้ยจะลงต่ำตามดอกเบี้ยนโยบายเป็นไปได้ยาก







