
“ชีวิตยังต้องค้าขาย แม้ข้างในอกตรม”
บอกได้เลยตอนนี้ว่าเครียดมาก เพราะแม้เราจะทำ 3 อย่างในร้านเดียวแต่พอน้ำทะลักเข้ามารายได้ทุกอย่างลดลงไปมากกว่าครึ่ง
บอกได้เลยตอนนี้ว่าเครียดมาก เพราะแม้เราจะทำ 3 อย่างในร้านเดียวแต่พอน้ำทะลักเข้ามารายได้ทุกอย่างลดลงไปมากกว่าครึ่ง
แม้จะเหลือไม่กี่อำเภอใน จ.นนทบุรี ที่น้ำยังไม่ท่วมจนเต็มพื้นที่ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ อ.ปากเกร็ด นอกจากจุดแข็งที่ชาวบ้านและคนในชุมชนจะเข้มแข็งแล้วเนื่องจากผู้อยู่ริมน้ำเจ้าพระยายอมกั้นน้ำให้บ้าน ร้านค้าของตัวเองไว้ เพื่อไม่ให้น้ำไหลเอ่อมายังถนน ตลาดปากเกร็ด หรือลามไปยังคลองที่ถึงเขตดอนเมืองได้ คนที่นี่พยายามดำเนินวิถีชีวิตให้เป็นปกติสุขและไม่เคยลืมให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งนั่นรวมถึงพ่อค้า-แม่ค้าในตลาดเก่าริมน้ำลพชัย-เกาะเกร็ดด้วย
นางจิราพร ไพรบึง อายุ 48 ปี เจ้าของร้านเนียม ที่เป็นทั้งร้านทำทำผม เย็บชุดเจ้าสาว-ชุดรำแก้บน และรับ ตัด ซ่อม เปลี่ยนขนาดเสื้อผ้า ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการทำธุรกิจหลายอย่างในร้านเดียว แต่นับจากวันที่น้ำจากริมเจ้าพระยาได้ทะลักเข้ามาบริเวณร้านตั้งแต่คืนวันที่ 20 ต.ค. ที่ผ่านมา แม้เทศบาลสามารถกั้นมาได้ตั้งแต่ต้นเดือน ต.ค.เธอบอกว่า รายได้หายไปกับสายน้ำที่ทะลักเหลือวันละ 600-700 บาท จากปกติมีรายได้วันละ 3,000-4,000 บาท
ทั้งนี้ ปัจจุบันรายได้ไม่พอกับรายจ่ายรายวัน ตั้งแต่เงินที่ต้องแบ่งจ่ายหนี้ทุกวันกับการกู้นอกระบบเฉลี่ยวันละ 2,000 บาท จากเงินกู้ทั้งหมดรวม 5 หมื่นบาท จ่ายให้ลูกน้อง 4 คนรวม 1,000 บาท ค่ากิน ค่าอยู่แม่ น้องสาวและลูกชาย และสิ่งที่ทำให้เธอเสียใจมากที่สุดในชีวินที่สำคัญ เมื่อวันที่ 16 ต.ค.ที่ผ่านมาคือวันครบรอบ 100 วันที่พ่อเสียชีวิต แต่เธอไม่มีเงินไปทำบุญตามประเพณีให้พ่อ และบอกับคนในครอบครัวว่าค่อยทำครอบ 1 ปีก็ได้
“บอกได้เลยตอนนี้ว่าเครียดมาก เพราะแม้เราจะทำ 3 อย่างในร้านเดียวแต่พอน้ำทะลักเข้ามารายได้ทุกอย่างลดลงไปมากกว่าครึ่ง แม้ลูกค้าจะมาช่วย มาเนียมสระผม ไดร์ผมให้หน่อย เราก็ไม่กล้าเสี่ยงเพราะเรายืนเปียกน้ำ ชุดเจ้าสาวที่สั่งตัดไว้เหลือ 2 ชุดจะมาเอา เจ้าหนึ่งไม่รู้ไปไหน เขากำหนดแต่งวันที่ 19 ต.ค.ที่ผ่านมาแต่จนถึงวันนี้ไม่มาเอาชุดเจ้าสาว ส่วนอีกเจ้าหนึ่งแต่สิ้นเดือนนี้ก็ต้องเปลี่ยนวันแต่งเป็นปีหน้าแทน”
เธอยังบอกพร้อมยืนใบรายการที่จดรายได้ของวันนี้ให้เราดูที่มีเพียงไม่กี่ร้อยบาทว่า พี่ได้เงินแค่เนี่ยลูกค้าคงไม่มีแล้ววันนี้ ตอนนี้เหลือทำงานคนเดียว ลูกน้องต้องหยุดเพราะบ้านน้ำก็ท่วม เมื่อลูกค้าหายจึงนั่งคิดกับเพื่อนที่เปิดขายแผงดอกไม้ติดกันว่า พรุ่งนี้ (23 ต.ค.) เขาจะขายไก่ทอด ส่วนเราจะขายหมูน้ำตก-ส้มตำ
“ทั้งท้อทั้งเครียดดูสิก้มหน้าก็เห็นน้ำ หันทางนั้นก็เห็นน้ำที่อยู่สูงกว่าเราเพียงแค่เอื้อม แต่ก็ต้องดิ้นรนกันต่อไป ญาติที่ศรีสะเกษโทร.มาหลายครั้งบอกให้กลับบ้านแต่เรารู้สึกว่าเรากลับไม่ได้ 10 ปีที่อยู่นี้เราผูกพัน ไหนจะลูกน้องอีก ถ้าเรากลับแล้วเขาจะทำงานกลับใครล่ะ ตอนนี้มันเกินที่จะถอยไปแล้ว ดูสิเรายังมีร้าน แม้จะเช่าเขาและหากินลำบากมากขึ้น แต่เราก็ยังพอมีแรงทำมากินได้ แต่คนอื่นบางคนหมดเนื้อหมดตัวเลย ที่อยู่ก็ไม่มี งานนี้จึงต้องสู้อย่างเดียว”จิราพรกล่าว
นาย พิทักษ์ เสียงเลิศ อายุ 50 ปี อาชีพลูกจ้างร้านขายของสังฆภัณฑ์และอุปกรณ์ทั่วไปชื่อบุญส่งไทยรุ่งเรือง กล่าวว่า เขาเป็นลูกจ้างร้านนี้มา 30 ปี จนเจ้าของร้านเป็นรุ่นที่ 3 ที่ร้านเปิดมานานกว่า 50 ปี ซึ่งไม่เคยเห็นระดับน้ำเท่านี้มาก่อน ปกติอยู่แค่เข่า แม้จะเสริมพื้นมากี่ครั้งก็แค่เข่าแต่ปีนี้น้ำมาแรง
เขากล่าวว่า แม้น้ำท่วมเท่าไรทางร้านก็ยังยืนยันเปิดตั้งแต่ 6.00-18.00 น. ของทุกวัน เพราะที่ร้านถึงอย่างไรก็ต้องทำมาหากิน อีกทั้งเห็นใจลูกค้าที่ส่วนใหญ่ยังต้องมีงานบวช งานศพ อยู่ตลอดเวลา แต่สถานการณ์อย่างนี้เขาคงหาซื้อของได้ยาก
สำหรับยอดขายแต่ละวันถือว่าหายไปถึง 50 % เลยทีเดียว แต่ตอนนี้มี 2 สินค้าที่ขายดีเป็นพิเศษนั่นคือที่พายเรือที่ปกติจะสั่งมาเดือนละ 20 อันเท่านั้น แต่ตอนนี้ต้องเพิ่มเป็น 50 อันก็ขายหมด อีกอย่างคือสารส้มที่คนมาซื้อตลอดเวลาเพราะต้องแกว่งให้น้ำสะอาด ซึ่งทั้ง 2 อย่างไม่ขึ้นราคาเลย
ขณะที่พูดคุยกับพิทักษ์เขามีสีหน้ายิ้มแย้มคุยสนุกตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเขาบอกว่าไม่รู้จะเครียดไปทำไม เราต้องเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะที่ที่เราอยู่คือริมน้ำ ฉะนั้นมองให้เป็นเพียงเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ เพียงแต่ปีนี้น้ำมาเยอะกว่าทุกปี ยิ้มไปคุยไป ทั้งเราและลูกค้าเองก็ไม่เครียดอีกต่างหาก







