
ทุบโต๊ะธุรกิจฟาดกำไรทั่วหน้า
ไทยพาณิชย์ชี้กลุ่มปิโตรสูงสุด35%
กลุ่มเกษตรพุ่งโรงแรมหรูทรงตัวโพสต์ทูเดย์
— ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ประเมินเศรษฐกิจโต 4.5% หนุนรายได้ภาคธุรกิจเพิ่มเกือบทุกหมวดศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของรายได้ภาคธุรกิจทุกสาขาในปี 2553 พบว่าส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น โดยเพิ่มสูงสุดถึง 35% โดยเฉพาะกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันและปิโตรเคมี
ขณะที่ธุรกิจที่เกี่ยวกับร้านค้าปลีก ร้านวัสดุก่อสร้าง เพิ่มขึ้น 20% กลุ่มยางพารา อาทิ ถุงมือยาง ยางแปรรูป และล้อยางรถยนต์ เพิ่มขึ้น 25% ส่วนธุรกิจอื่นๆ ก็เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในระดับ 510% ยกเว้นธุรกิจด้านโรงแรม 45 ดาว ที่แม้สถานการณ์ดีขึ้น แต่จากปริมาณห้องพักที่เพิ่มขึ้นมาก ทำให้คาดว่ารายได้ปีนี้จะทรงตัวมากกว่ามีผลกำไรเหมือนธุรกิจอื่นๆ
ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะโต 3.54.5% โดยไตรมาสแรกปีนี้จีดีพีของไทยจะเติบโตได้ถึง 6% ขณะที่ไตรมาส 2 โต 4.4% ไตรมาส 3 โต 3.4% และไตรมาสสุดท้ายโต 2.8%
สำหรับจีดีพีที่ดีขึ้นเป็นการขยายตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเป็นหลัก คล้ายเป็นการย้อนกลับของเหตุการณ์ในช่วงวิกฤต ส่งผลให้การส่งออกขยายตัว ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตภาคอุตสาหกรรมโตตามไปด้วย โดยมูลค่าการส่งออกในปีก่อนกลับมาสูงกว่าระดับก่อนวิกฤตในปี 2551 โดยส่งออกไปจีนและอาเซียนเป็นหลัก
ขณะที่การท่องเที่ยวฟื้นตัว เป็นผลจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศที่เป็นตลาดนักท่องเที่ยวหลักของไทย ยอดนักท่องเที่ยวเติบโต 810% ส่วนรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติจะเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยรอบนี้ ส่วนหนึ่งเป็นการฟื้นตัวในเชิงตัวเลข คนไทยอาจไม่รู้สึกมากนักว่าเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว เนื่องจากการส่งออกโดยเฉพาะธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (HDD) เป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญ ทำให้ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในปี 2553 ดูดีขึ้น แต่ไม่ใช่แรงขับเคลื่อนหลักต่อการฟื้นตัวของการบริโภคภาคเอกชน และเศรษฐกิจไทยจริงๆ
ทั้งนี้ ธุรกิจที่เกี่ยวกับการส่งออกมีสัดส่วนการจ้างงานค่อนข้างต่ำ เช่น ธุรกิจฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีการส่งออกมาที่สุดอันดับ 1 มีสัดส่วนการจ้างงานเพียง 0.4% ของทั้งประเทศ
“
ส่งผลให้ธุรกิจในไทยที่ส่วนใหญ่พึ่งพิงการบริโภคภาคเอกชนค่อนข้างมาก ไม่รู้สึกว่าฟื้นตัวนักเมื่อเทียบกับตัวเลขเศรษฐกิจไทยที่ดูดีขึ้นมาก” ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ระบุอย่างไรก็ตาม มองว่าการบริโภคภาคเอกชนน่าจะเพิ่มขึ้นจากการฟื้นของภาคบริการ เพราะมีสัดส่วนการจ้างงานกว่า 20% ของจำนวนผู้มีงานทำทั้งหมด แต่เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้ระดับล่าง จึงไม่น่าเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้มาก
“
การบริโภคสินค้าคงทนมักเป็นตัวขับเคลื่อนหนึ่งของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ในปีนี้ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะความต้องการ ระบายไปแล้วตั้งแต่กลางปีก่อน” ศูนย์วิจัยไทยพาณิชย์ ระบุสำหรับการลงทุนภาคเอกชนปีนี้ไม่น่าสูงมากนัก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหามาบตาพุด ซึ่งยังไม่น่าจบในเร็ววัน เช่นเดียวกับการใช้จ่ายภาครัฐ และการลงทุนภาครัฐที่ไม่น่าเติบโตนัก โดยโครงการไทยเข้มแข็งที่จะเบิกจ่ายในปี 2553 ส่วนมากจะใช้ชดเชยงบประมาณประจำปีที่ถูกตัดไป







