
อัดสินเชื่อ5หมื่นล.-แก้ปมหนี้เสีย
ความเสียหายของภาคธุรกิจที่เกิดจากน้ำท่วมขยายวงกว้างออกไปอย่างมาก
ความเสียหายของภาคธุรกิจที่เกิดจากน้ำท่วมขยายวงกว้างออกไปอย่างมาก
จากที่คิดว่าจะเสียหาย 1 แสนล้านบาทนั้น มีแนวโน้มว่าจะมากกว่านั้น 2-3 เท่าตัว
เพราะลำพังพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม 6 แห่งที่ถูกน้ำท่วม ก็มีการใช้สินเชื่อร่วม 6 หมื่นล้านบาท เมื่อภาคผลิตเจอน้ำท่วมคนก็อาจตกงานร่วม 6 แสนคน
ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง กล่าวว่า ในสัปดาห์หน้าจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้อนุมัติวงเงินช่วยเหลือภาคธุรกิจ 5 หมื่นล้านบาท โดยให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เป็นผู้ค้ำประกันสินเชื่อที่ธนาคารพาณิชย์เป็นผู้ปล่อยกู้แก่ผู้ประกอบการ
หากผู้ประกอบการรายเดิมที่เคยได้รับการค้ำประกันมาแล้วได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมในครั้งนี้ด้วยก็สามารถขอรับการค้ำประกันจากโครงการนี้ได้ด้วยเช่นกัน และหากการค้ำประกันของ บสย. กลายเป็นหนี้เสีย รัฐบาลจะรับภาระจ่ายให้แก่ บสย.
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังจะขยายมาตรการภาษีเพื่อช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอีที่ขาดทุนสะสม สามารถนำค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูกิจการมาหักภาษีได้ภายใน 5 ปี จะขยายให้เพิ่มเป็น 6 ปี เพราะมีเอสเอ็มอีหลายรายที่หักลดหย่อนครบ 5 ปีแล้ว แต่ต้องมาประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ทำให้ขาดทุนอีก
อีกประเด็นหนึ่งที่กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการให้เป็นรูปธรรม คือ จะประสานกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ เพื่อขอให้พิจารณาผ่อนปรนกฎเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะมีผลกับการกันสำรองหนี้และการดูแลลูกหนี้ด้วย
สำหรับการการหารือกับสมาคมธนาคารไทยเพื่อหามาตรการลดดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนนั้น ขณะนี้ธนาคารแต่ละแห่งก็พร้อมจะยืดหยุ่นให้ลูกค้าแล้ว โดยจะพิจารณาเป็นรายกรณีไป







