posttoday
โรงงานของคนงานโดยคนงานเพื่อคนงาน

โรงงานของคนงานโดยคนงานเพื่อคนงาน

21 กุมภาพันธ์ 2553

โรงงานเย็บผ้า “กลุ่มสมานฉันท์” ภายใต้ยี่ห้อ “Dignity Returns” หรือ “ศักดิ์ศรีที่หวนคืนมา” กำลังก้าวสู่ปีที่ 7 กับประวัติการต่อสู้ของคนงาน ที่เรียกร้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ต่อสู้กับกลุ่มนายทุนที่ขูดรีดเอาเปรียบแรงงาน

โดยการจัดตั้งโรงงานตามแนวคิด “โรงงานของคนงาน โดยคนงาน เพื่อคนงาน” เป็นโรงงานที่ปราศจากน้ำตา และโรงงานกลุ่มสมานฉันท์ยังเป็นโรงงานต้นแบบแห่งแรกของประเทศไทยที่มีจุดกำเนิดมาจากคนงาน

น.ส.บุษบา มีชัย ผู้ประสานงานกลุ่มสมานฉันท์ เล่าว่า จุดกำเนิดการก่อตั้งโรงงานเย็บผ้ากลุ่มสมานฉันท์ เป็นการก่อร่างสร้างตัวจากกลุ่มคนงานที่ถูกเลิกจ้างจากบริษัท เบด แอนด์ บาธ ซึ่งเป็นโรงงานเย็บผ้าให้แบรนด์ชั้นนำระดับโลก ไม่ต่ำกว่า 60 แบรนด์ เช่น ไนกี้ อาดิดาส ลีวายส์

ย้อนไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2545 โรงงานดังกล่าวปิดตัวลงโดยไม่มีการบอกกล่าวล่วงหน้า ลอยแพพนักงานกว่า 900 ชีวิตทันที โดยไม่จ่ายเงินชดเชยสักบาทเดียว

“ตอนนั้นพวกเรารู้สึกสับสน ไม่รู้อะไรเลย ไม่มีใครมีความรู้เรื่องกฎหมาย และนายจ้างไม่จ่ายเงินชดเชยตามกฎหมาย ต่อสู้มากว่า 5 ปี จนคดีหมดอายุความก็ยังไม่ได้รับเงินจากนายจ้างสักบาท แต่ละคนมีแรงกดดันภาระจะต้องส่งเงินให้กับทางบ้าน” น.ส.บุษบา กล่าว

ในช่วงนั้นพนักงานกว่า 400500 คน ไปชุมนุมที่กระทรวงแรงงานนาน 3 เดือนจนหลายคนเริ่มถอดใจ บางคนก็ไปสมัครงานที่ใหม่ บางคนก็กลับบ้านต่างจังหวัด

สุดท้ายก็เหลือ 200300 คน มีการคุยกันว่าอยู่อย่างนี้พวกเรามีแต่ตายกับตาย ต้องอดตาย ต้องหาทางรอด คือต้องตั้งโรงงานของพวกเราเอง “โรงงานของคนงาน โดยคนงาน เพื่อคนงาน”

เริ่มต้นด้วยจะหาอาสาสมัครที่จะหาพื้นที่ที่จะจัดตั้งโรงงาน โดยได้เช่าตึกแถว 2 คูหาแถวย่านบางบอน ซึ่งในช่วงแรกมีอาสาสมัคร 40 คน จากเดิมที่เราตั้งว่าจะมีคนมาร่วมงานโรงงานใหม่ประมาณ 100 คน ในที่สุดก็มากัน 40 คน

หลังจากเดือนม.ค. 2546 ได้ไม่นาน คนงานราว 40 คนก็ริเริ่มตั้ง “โรงงานกลุ่มสมานฉันท์” ซึ่งเป็นโรงงานของคนงานแห่งแรกในประเทศไทย

ซึ่งภายในโรงงานทุกคนตัดสินใจร่วมกัน รับเงินเดือนเท่ากัน และแบ่งปันหน้าที่ความรับผิดชอบ โดยมีเวลาการทำงานและอัตราค่าจ้างที่เป็นธรรม โดยผลิตสินค้าที่ปลอดการขูดรีดแรงงาน ให้ค่าจ้างอย่างเป็นธรรม

น.ส.บุษบา ยังเล่าว่า พวกเราเริ่มต้นแบบไม่รู้อะไรเลย อันดับแรกก็คือ การหาเงินทุนจัดตั้งโรงงาน โดยสมาชิก 40 คน รวมกลุ่มกันกู้เงินธนาคารออมสินก้อนแรก 7 แสนบาท เพื่อมาเป็นทุนประเดิมการซื้อจักรเย็บผ้า

โดยทุกคนจะต้องลงชื่อร่วมกันค้ำประกันเงินกู้และรับผิดชอบหนี้ก้อนนี้ด้วยกัน ต้องผ่อนเดือนละ 3.6 หมื่นบาท เป็นระยะเวลา 2 ปี และมีเงินอีกส่วนหนึ่งเพื่อนำมาใช้หมุนเวียนโดยได้รับการสนับสนุนจากเพื่อนพ้อง และคนรู้จักรวมทั้งองค์กรต่างๆ ที่สนับสนุนมาเป็นเงินลงทุนการตั้งโรงงาน

เป้าหมายคือผลิตเสื้อผ้าภายใต้แบรนด์ “Dignity Returns” ที่มีความหมายถึง “ศักดิ์ศรีที่หวนคืนมา”

นางทิพวรรณ ควรสุข หนึ่งในสมาชิกกลุ่มสมานฉันท์ เล่าว่า รวมเงินทุนที่ใช้ในการก่อตั้งบริษัทเกือบ 1 ล้านบาท ตอนนี้ก็ใช้หนี้ธนาคารออมสินหมดแล้ว ตอนนี้ก็ใช้เงินทุนของโรงงานในการหมุนเวียนอยู่

ในช่วงแรกๆ การดำเนินงานก็มีปัญหา ในเรื่องการหาออร์เดอร์ เพราะทุกคนไม่มีความรู้เรื่องการรับงาน ไม่รู้ด้านการตลาด ทุกคนรู้จักแต่การถีบจักรเย็บผ้าตามคำสั่งนายจ้างเท่านั้น และต้องทำให้ได้มากที่สุด

“การที่เรามาทำโรงงานของเราเองปัญหาแรกของเราก็คือ ด้านการตลาด ตอนแรกไปหารับงานมาทำ เขาก็มองเราว่า เราเป็นกลุ่มพวกแรงงานที่ถูกเลิกจ้างและมาประท้วงที่กระทรวงแรงงาน เป็นข่าวหน้าหนึ่ง และถูกมองว่าเป็นเป็นพวกหัวแข็งพวกหัวรุนแรง กลัวว่าจะมาชักนำให้พวกคนงานเขาหัวแข็งตาม ไม่อยากให้พนักงานของเขามายุ่งเกี่ยว จึงเป็นปัญหามากไม่สามารถหางานเย็บผ้าได้ ทำให้เราต้องดิ้นรนออกไปรับงานที่ไกลๆ” นางทิพวรรณ กล่าว

น.ส.บุษบา เล่าเสริมว่า เริ่มต้นการทำงานโรงงานเย็บผ้าครั้งแรก จะได้รับเงินเดือนเท่ากันทุกคนเดือนละ 4,500 บาท ในช่วงปีแรกๆ บางทีก็ได้เงินบ้างไม่ได้เงินบ้าง ทำให้คนที่ริเริ่ม 40 คน ต่างทยอยออก เหลืออยู่เพียง 14 คน เพราะจากเดิมมีรายได้เดือนละ 1 หมื่นกว่าบาท มาอยู่ที่นี้ได้แค่ 4,500 บาท ถือว่าเงินเดือนหายไปกว่าครึ่ง

น.ส.บุษบา เล่าว่า มีคำถามว่าทำไมกลุ่มของเราต้องทนอยู่ คำตอบคือว่า เราอยากจะทำโรงงานของเราเอง ไม่อยากจะเป็นลูกจ้างใครอีกแล้ว ไม่อยากจะเข้าไปทำงานโรงงานและถูกกดขี่ และในที่สุดก็โดนเลิกจ้างเหมือนเดิม

“อยากจะลองสู้ดูสักตั้ง ยอมรับว่าลำบากมากในช่วง 2 ปีแรก ลำบากขนาดนับหนึ่งและต้องกลับมานับศูนย์หลายครั้ง แต่กลุ่มเราก็ไม่ท้อ สิ่งที่ทำให้เราต้องฮึดที่จะสู้ต่อไม่ท้อ คือเราต้องทำให้เห็นว่าคนงานอย่างพวกเราสามารถที่จะมีโรงงานเป็นของตัวเองได้ มันมีความกดดันกระทรวงแรงงานเคยพูดว่า เราจะทำกันได้เหรอ จะอยู่กันได้นานแค่ไหน และสังคมก็จับตาดูพวกเราอยู่ ว่าจะไปได้สักกี่น้ำ จะไปรอดกันไหมจะพากันไปตายรึเปล่า พวกเราส่วนใหญ่จบกันแค่ม.3 และไม่มีความรู้อะไร เริ่มต้นเข้ามาในกรุงเทพฯ ก็เป็นลูกจ้างเย็บผ้ามาเกือบ 10 ปี เสียงปรามาสพวกนั้นกลับเป็นความท้าทายของพวกเรา ทำให้ต้องสู้และสู้ให้ชนะด้วย” น.ส.บุษษา กล่าว

เป้าหมายที่พวกเราตั้งโรงงานของตัวเอง เพราะอยากจะทำงาน 8 ชั่วโมง มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าการเป็นลูกจ้าง และมีเงินเดือนที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

โดยหลังจากที่โรงงานอยู่ตัวก็อยากจะได้รายได้เดือนละ 1.2 หมื่นบาท ซึ่งตอนนี้ก็เริ่มเข้าใกล้เป้าหมาย ปัจจุบันมีรายได้ประมาณเดือนละ 9,000 บาท ถึงแม้จะไม่เท่ากับการใช้ชีวิตเป็นลูกจ้างที่ได้รายได้เฉลี่ยหมื่นกว่าบาท แต่ทุกคนก็มีความสุข

ชีวิตผันเปลี่ยนจากลูกจ้างมาเป็นควบตำแหน่งนายจ้างและลูกจ้าง การที่จะประคับประคองให้โรงงานอยู่รอดมีความแตกต่างกันกัน

ตอนที่เป็นลูกจ้าง ตื่นเช้าเข้างานให้ทันเวลาและรอคำสั่งว่าจะให้ทำงานอะไรและต้องทำงานให้มากที่สุด พอมาทำโรงงานของเราเอง ทุกคนต้องร่วมกันพัฒนาทุกๆอย่าง

“เมื่อมีโรงงานของเราเอง ทุกคนต้องมีส่วนร่วมในทุกๆอย่างและต้องร่วมกันคิด ว่าจะหาตลาดที่ไหน จะพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างไง ทำอย่างไรให้โรงงานไปให้รอด ที่สำคัญทุกคนในโรงงานแห่งนี้ มีโอกาสที่จะก้าวหน้า และได้พัฒนาศักยภาพการทำงานของตนเอง วันหนึ่งในอนาคต คนที่มีทักษะและความสามารถอาจจะได้เป็นผู้จัดการ หรือออกไปตั้งโรงงานทำธุรกิจของตนเองได้ ไม่ใช่เป็นคนงานตัดเย็บตลอดไป”น.ส.บุษบาระบุ

ท่ามกลางกระแสการแข่งขัน เป็นธรรมดาที่จะต้องเจอกับการแข่งขันกับโรงงานเย็บผ้าขนาดใหญ่ ที่มีต้นทุนที่ถูกกว่า ทำให้โรงงานเราไม่สามารถที่จะแข่งขันด้านราคาได้ แต่เราจะแข่งขันด้านคุณภาพซึ่งไม่น้อยหน้าใคร เพราะทุกคนที่นี่ผ่านการเย็บผ้าแบรนด์ระดับโลกมาแล้วทั้งนั้น

หลายคนอาจจะมีมุมมองว่าการเป็นทั้งลูกจ้างนายจ้างและทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของโรงงาน และยังเป็นเพื่อน มีฐานะเท่าเทียมกัน จะบริหารงานอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้ง น.ส.บุษบา อธิบายว่า อันดับแรกคือ ทุกคนต้องมีความคิดตรงกัน ถ้ามีเรื่องอะไรทุกคนจะต้องคุยกัน แล้วจะมีทางออก

สำหรับช่องทางการตลาดของโรงงานยังคงมีออร์เดอร์จากกลุ่มพวกสหภาพแรงงานต่างๆ และองค์กรพัฒนาเอกชน รวมทั้งการขยายตลาดต่างประเทศด้วย ซึ่งปัจจุบันลูกค้าที่สั่งเย็บผ้าจากโรงงานเราก็เข้าใจ และในกระแสโลกให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของแรงงาน และจะกีดกั้นสินค้าที่มีการใช้แรงงานที่ไม่เป็นธรรม

“อยากให้โรงงานเติบโต จะได้เป็นแบบอย่าง เป็นความหวังให้เพื่อนผู้ใช้แรงงาน และจะได้แบ่งปันผลกำไรมาช่วยเหลือสังคม โดยเฉพาะผู้ใช้แรงงานที่ประสบปัญหา...”

ในวันที่ 27 ก.พ .2553 จะก้าวสู่ปี 7 ปีของการจัดตั้งโรงงานกลุ่มสมานฉันท์ จะมีการร่วมกับกลุ่มโรงงานของพวกคนงานในประเทศอาร์เจนตินา จัดทำเสื้อพิเศษขายทั่วโลก เพื่อจะหาเงินรณรงค์ให้ทั่วโลกรู้เกี่ยวกับชีวิตคนงานในโรงงาน และศักดิ์ศรีของคนงาน

ไม่เพียงการดิ้นรนเพื่อปากท้องของพวกเขา กลุ่มสมานฉันท์ยังมีปณิธานที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมกิจกรรมของขบวนการแรงงานทุกครั้ง และเป็นโรงงานต้นแบบให้คนงานที่ถูกเลิกจาก

แม้แต่พนักงาน “ไทรอัมพ์” ที่ถูกเลิกจ้างงานก็อยากที่จะมีโรงงานของตัวเอง กลุ่มคนงานเย็บผ้าที่กัมพูชาก็มีการอยากจะเข้ามาดูงาน อยากจะทำอย่างเรา และมีคนงานอีกหลายโรงงานที่ถูกเลิกจ้างก็มาดูเราว่าอยากจะทำอย่างนี้!! mเราก็ไม่กลัวว่าจะเป็นการแย่งงาน ส่วนใหญ่อยากจะทำงานเพื่อเลี้ยงปากเลี้ยงท้องให้อยู่รอดเท่านั้น แต่กลุ่มเราจะทำงานเพื่อสังคมด้วย มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือกลุ่มแรงงานจะเข้ามาร่วมกิจกรรมของขบวนการแรงงานทุกครั้งที่มีโอกาส

กลุ่มสมานฉันท์ ได้ทำให้ “โรงงานในฝัน” ของผู้ใช้แรงงานอีกมากมายใกล้ความจริงเข้าไปทุกที ขวากหนามต่างๆที่เคยดูใหญ่โต ก็ถูกความตั้งใจของกลุ่มแรงงานเล็กๆนี้ได้ทำลายจนเกือบหมดสิ้นแล้ว

ตอนนี้อุปสรรคสำคัญได้เหลือเพียงแค่ “โอกาส”จะเปิดให้กับโรงงานเล็กๆแห่งนี้ได้มากน้อยเพียงใดเท่านั้นเอง

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน