
หยุดรังแกชาวนา
สถานการณ์ตลาดข้าวในประเทศราคาร่วงหนักกว่าพันบาทต่อตัน เพราะเหตุกระทรวงพาณิชย์ปล่อยข่าวเตรียมเปิดประมูลข้าว 2 ล้านตัน หรือเพราะการทำหน้าที่ของคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ก็ไม่ชัดเจนตั้งแต่แรก
เหตุของความสับสนต่อมติการประชุมของกขช. ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่วันที่ 12 ก.พ.ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะประธาน โยนงานให้รองนายกรัฐมนตรี ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ในฐานะรองประธาน นั่งหัวโต๊ะคุมการประชุมแทน หากวันนั้นประธานในที่ประชุมแถลงชี้แจงให้รู้เรื่องตั้งแต่แรกเรื่องก็จบ ความสับสนก็ไม่เกิด
แต่ถึงจะไม่มีการแถลง เมื่อมีข่าวจากฝั่งกระทรวงพาณิชย์ในวันรุ่งขึ้น เปิดประเด็นออกมาจะทยอยประมูลข้าวให้ครบ 2 ล้านตัน แทนที่จะมีการแถลงชี้แจงความคลาดเคลื่อน ทุกฝ่ายกลับเงียบเหมือนรู้เห็นเป็นใจด้วย ทั้งๆ ที่สื่อก็พยายามทำหน้าที่ในการสอบถามไปยังประธานที่ประชุมแล้ว
การรอให้เรื่องบานปลายจนราคาในตลาดตกหนัก ชาวนาขายข้าวไม่ได้ ไม่มีใครยอมซื้อ จากนั้นก็ค่อยมาจัดแถลงชี้แจงกันในวันที่ 21 ก.พ. ที่ทำเนียบรัฐบาล เหมือนเป็นสูตรสำเร็จรอให้ไฟเผาก้นก่อนค่อยแก้ไข ไม่เกิดความเสียหาย ก็ไม่มีใครยอมขยับ
ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นครั้งนี้ถือเป็นความผิดพลาดของทุกฝ่าย ไม่จำเพาะต้องโยนกันไปที่กระทรวงพาณิชย์เพียงฝ่ายเดียวว่าเป็นฝ่ายว่าปล่อยข่าวเพื่อหวังผลเอื้อพ่อค้า อยากประมูล อยากได้เงิน หรือกระทั่งมีนอกมีในต่อการขายข้าวสต๊อกรัฐ
กรรมการหลายคนเขาเห็นตำตาว่านอกห้องประชุม คนของสองพรรคร่วมรัฐบาลนัดแนะกันเป็นนัยไว้แล้ว
มิฉะนั้น คนฝั่งกระทรวงพาณิชย์คงไม่กล้าเอาข่าวออกมาปล่อย เพียงแต่ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตลาดมันรุนแรงเกินรับไว้ อีกฝั่งที่ขยิบตาปล่อยให้ทำเลยก้นร้อนต้องออกมาแก้ไขสถานการณ์
วันนี้ถ้ารัฐบาลจริงใจต่อการดูแลตลาดข้าว ไม่เอาผลประโยชน์ในเรื่องข้าวไปต่อรองเรื่องการเมือง ความเสียหายก็คงไม่ตกไปเป็นภาระของชาวนาจนต้องออกมาประท้วงวุ่นวาย ซึ่งท้ายที่สุดภาระนั้นก็จะตกมาถึงโครงการประกันราคาข้าวที่รัฐบาลจะต้องหาเงินไปอุดหนุนส่วนต่างราคาข้าวคืนให้กับชาวนาอยู่ดี
ยิ่งไปกว่านั้นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อตลาดในประเทศ เชื่อแน่ว่าตลาดต่างประเทศก็เฝ้าติดตามอยู่ไม่ห่าง เพราะทุกครั้งที่มีการประกาศขายข้าวสต๊อกรัฐบาล ผู้ซื้อต่างชาติจะชะลอการสั่งซื้อข้าวไทย เพื่อรอของถูก ไม่ต่างจากพ่อค้าคนไทย
น่าแปลกใจอยู่เหมือนกันว่า ในเมื่อทุกคนก็รู้ถึงความไม่โปร่งใส และการตรวจสอบการทุจริตก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในระบบการประมูล
เหตุไฉนจึงไม่เลือกตัดสินใจเด็ดขาด ใช้กลไกตลาดซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้า หรือตลาดเอเฟทที่อุตส่าห์สร้างกันขึ้นมา เข้ามาเป็นเครื่องมือระบายสินค้าเพื่อตัดทอนการเรียกรับเงินใต้โต๊ะ และอีกสารพัดข้อกล่าวหาที่ถาโถมเข้าใส่ต่อกระบวนการเปิดประมูล
ยืนยันว่าทางแก้มีอยู่ก็แค่หัวเรือใหญ่ฟันธงหรือจะยึดวิธีเดิม ต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง ถ้ายังเลือกแนวทางหลังก็ต้องรับสภาพลมออกหูต่อไป







