
ญี่ปุ่นชะงักย้ายฐานการผลิตมาไทย
หลังวิกฤตน้ำท่วมถล่มหนักกิตติรัตน์เร่งแผนฟื้นเชื่อมั่น
หลังวิกฤตน้ำท่วมถล่มหนักกิตติรัตน์เร่งแผนฟื้นเชื่อมั่น
นักลงทุนญี่ปุ่นชะลอแผนย้ายฐานการผลิตมาไทย หลังเจอวิกฤตน้ำท่วมถล่ม
หนังสือพิมพ์เดอะ เจแปน ไทมส์ ของญี่ปุ่นเปิดเผยบทความที่ชื่อ “Industries Relocation to Thailand Undone by Historic Floods” หรือ “การย้ายฐานการผลิตของญี่ปุ่นมาไทยถูกทำลายลงโดยวิกฤตน้ำท่วมครั้งร้ายแรง” โดยอ้างคำกล่าวของผู้ประกอบการญี่ปุ่นในไทยที่ระบุว่า ว่า
“ขณะนี้อุตสาหกรรมรถยนต์ของญี่ปุ่นต้องหยุดชะงักลงภายหลังโรงงานหลายแห่งในไทยต้องระงับการผลิตชั่วคราวเพราะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุทกภัยครั้งร้ายแรงที่สุดในรอบ 50 ปี ของไทย”
รายงานระบุว่า ไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญของญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า ฮอนด้า และบริษัทผลิตกล้องถ่ายรูปชื่อดังอย่างนิคอน และแคนนอน
เมื่อโรงงานต้องหยุดการผลิตเพราะปัญหาน้ำท่วมก็กระทบต่ออุตสาหกรรมของญี่ปุ่นหลายสาขา
ด้านบริษัท โตโยต้า เปิดเผยว่า ฐานการผลิตในไทยนับว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อกลยุทธ์ของบริษัท เนื่องจากรถยนต์เกือบครึ่งหนึ่งที่บริษัทผลิตในไทยแต่ละปีนั้นจะถูกส่งออกไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ตะวันออกกลาง และออสเตรเลีย
บริษัท นิคอน ระบุว่า โรงงานในไทยนั้นเป็นฐานการผลิตชิ้นส่วนหลักแห่งหนึ่ง เนื่องจาก 90% ของกล้องถ่ายรูปชนิดดีเอสแอลอาร์ของนิคอนนั้นจะผลิตที่โรงงานใน จ.พระนครศรีอยุธยา อีกทั้งโรงงานแห่งนี้ยังเป็นแหล่งผลิตเลนส์กว่า 60% ของบริษัทอีกด้วย
ทางด้านนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ยอมรับว่า เป็นห่วงนักลงทุนต่างชาติที่จะย้ายฐานการผลิตออกจากประเทศไทย โดยเฉพาะการลงทุนโดยตรง (เอฟดีไอ) หลังเกิดกรณีน้ำท่วมในนิคมอุตสาหกรรมหลายแห่ง
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องตั้งงบขาดดุลงบประมาณเพิ่มและออก พ.ร.บ.กู้เงิน หลายแสนล้านบาทเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งขณะนี้ยังประเมินชัดเจนไม่ได้ว่าจะใช้เงินมากน้อยเพียงใด แต่ต่อให้ต้องใช้เงินมากแค่ไหนก็ต้องลงทุน เพราะถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อีกทั้งต้องทำให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือแก้ไขปัญหา และควรมีความชัดเจนในการวางแผนป้องกันปัญหาในอนาคตเพราะจะช่วยเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนได้
“จากคำพูดของนักลงทุนที่บอกว่า หากทุกส่วนช่วยแก้ไขและป้องกันปัญหาเต็มที่ ก็จะไม่ย้ายไปไหน ซึ่งผมตีความว่า ถ้าหากพวกเราทำไม่เต็มที่ เขาก็อาจจะย้ายไป ดังนั้นพวกเราจึงต้องช่วยกันเพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน โดยหลักๆ ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงพลังงานจะดูเรื่องแผนงาน ส่วนผมและกระทรวงการคลังจะมาดูเรื่องเงิน” นายกิตติรัตน์ กล่าว
ส่วนกรณีที่ต้องมีคนว่างงานหลังหลายโรงงานปิดชั่วคราวว่า ไม่คิดว่าจะต้องมีใครตกงาน เพราะเชื่อว่าโรงงานต่างๆ จะดูแลรักษาลูกจ้างไว้ เนื่องจากโรงงานจะต้องรีบกลับมาผลิตอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และในขณะนี้ยังมีกองทุนประกันสังคมเข้ามาดูแลอยู่ แต่อย่างไรก็ตามหากมีคนตกงานจริงรัฐบาลก็จะเข้าไปดูแลทั้งการหางาน และหาเงินให้
อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า นโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้ประกาศว่าจะทำ อาทิ แจกแทบเลต โครงการบ้านหลังแรก และรถคันแรก ไม่ใช่นโยบายประชานิยม และในความเห็นส่วนตัวมองว่าไม่ควรปรับเปลี่ยนหรือชักเข้า ชักออก เพราะจะทำให้ความขาดแน่นอนของนโยบาย อีกทั้งมองว่าแต่ละโครงการจะช่วยปรับสมดุลของประเทศมากกว่า
ทั้งนี้ อยากให้ธนาคารพาณิชย์ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอย่างเต็มที่ ตั้งแต่งดดอกเบี้ย ลดหนี้ และยืดเวลาชำระหนี้ รวมทั้งการให้สินเชื่อเพิ่มเติมในการจัดซื้อเครื่องจักรในการฟื้นฟูโรงงานหลังน้ำลด
“หากดำเนินการดังกล่าวอาจจะกระทบกับตัวเลขกำไรบ้างแบงก์บ้าง แต่เชื่อว่าผู้ถือหุ้นในตลาดหลักทรัพย์เข้าใจ และมองว่าไม่ได้ทำให้ธนาคารเสียหาย เพราะกลุ่มผู้ประกอบการเหล่านี้ไม่ได้มีหนี้เสีย ทั้งนี้ หากธนาคารมีการดูแลผู้ประกอบการอย่างดี ทางรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ก็จะดูแลธนาคารพาณิชย์เช่นเดียวกัน เพราะธปท.ประกาศชัดเจนว่าจะดูแลสภาพคล่องในระบบการเงินอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าขณะนี้กำลังมีการพิจารณาแนวทางเพื่อทำให้สถาบันการเงินแข็งแกร่ง รองรับกับสถานการณ์ในช่วงที่มีปัญหาน้ำท่วม”นายกิตติรัตน์กล่าว







