
ถนนทุกสายมุ่งสู่ที่พักพิงธรรมศาสตร์
แม้ว่าสถานะของศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้จะยังคง “ลูกผีลูกคน”
โดย...สุภชาติ เล็บนาค
แม้ว่าสถานะของศูนย์พักพิงชั่วคราว มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ขณะนี้จะยังคง “ลูกผีลูกคน” ไม่มีใครรู้ว่าน้ำก้อนใหญ่จากนิคมอุตสาหกรรมนวนครที่อยู่ห่างไปเพียง 8 กม. จะเข้าท่วมเมื่อใด และได้ปิดรับผู้ประสบภัยชั่วคราวแล้ว เพราะมีคนหลั่งไหลเข้ามากว่า 3,800 คน แต่ผู้ประสบภัยก็ยังทยอยมุ่งสู่ศูนย์แห่งนี้อย่างไม่ขาดสาย
ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าหลังจากนิคมอุตสาหกรรมนวนครถูกน้ำท่วมไปกว่า 90% ก็ทำให้คนในนิคมอุตสาหกรรมกว่า 2 แสนคน ยังคงมืดแปดด้านไม่มีที่ไป หันซ้ายหันขวาต่างก็เจอแต่น้ำ
ศูนย์พักพิงชั่วคราวแห่งนี้จึงกลายเป็นจุดแจกจ่ายของ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่ใหญ่ที่สุดในย่านปทุมธานี ด้วยการจัดระบบรับบริจาคแจกจ่ายสิ่งของ รวมถึงมีอาหารไว้คอยบริการผู้พักพิงที่หลากหลายและครบถ้วนจากการสนับสนุนของภาครัฐและภาคเอกชน
“หน้าที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งของศูนย์พักพิงแห่งนี้ก็คือ ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังศูนย์พักพิงและผู้ประสบภัยที่เดือดร้อนกันเป็นวงกว้างในย่านนี้ หลังจากเราไม่สามารถรับผู้ประสบภัยเพิ่ม” กำพล รุจิวิชชญ์ รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์พักพิงฯ กล่าว
กำพล บอกว่า ด้วยปริมาณของกิน ของใช้ และอาสาสมัครที่มากขนาดนี้ ทำให้สามารถจัดระบบของเข้า-ออกให้กับผู้คนโดยรอบได้ในปริมาณที่มากกว่าศูนย์อื่นโดยรอบ และธรรมศาสตร์เองก็อ้าแขน รับทุกคนที่เข้ามาโดยไม่ต้องมีอะไรแลกเปลี่ยน แต่อยู่ภายใต้วงเล็บที่ว่า “ถ้าน้ำไม่ท่วม” เสียก่อน
ขณะที่อีกด้านก็ได้ย้ายผู้ป่วยหนักออกไปหาโรงพยาบาลอื่นหมดแล้ว
ด้าน ปิยรัตน์ นนทชัย วัย 43 ปี ประธานชุมชนท่าใหญ่พัฒนา ซึ่งอยู่ติดกับธรรมศาสตร์เดินทางมาขอถุงยังชีพ 100 ชุด ไปแจกจ่ายให้ 150 ครัวเรือน ในชุมชนที่ถูกน้ำท่วมติดต่อมาเป็นสัปดาห์ที่ 2 และเมื่อน้ำท่วม “นิคมอุตสาหกรรมนวนคร” อย่างเต็มรูปแบบก็ยิ่งทำให้ชุมชนท่าใหญ่พัฒนาถูกตัดขาดจากโลกภายนอก
นอกจากถุงยังชีพแล้ว ปิยรัตน์ยังร้องขอเรือสำหรับพายเข้าไปในชุมชน เนื่องจาก 150 ครัวเรือน ได้เรือจากศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) เพียงลำเดียว ขณะที่ศูนย์พักพิงฯ ที่ธรรมศาสตร์ก็มีเรือเพียง 3 ลำเท่านั้น
ปิยรัตน์ เล่าด้วยว่า เรื่อง “เรือ” กลายเป็นช่องโหว่ให้พ่อค้าหัวใสพายเรือให้บริการในพื้นที่น้ำท่วมในราคาแพงถึงเที่ยวละ 100-200 บาท แม้ระยะทางสั้นๆ เพียง 10-20 เมตร
ปิยรัตน์ บอกว่า การบอกกล่าวผ่านสื่อมวลชนอาจทำให้เธอมีความหวังที่อาจจะได้ “เรือ” เพื่อไปช่วยเหลือคนในชุมชนมากขึ้น
จำปี กลิ่นสมภาร พนักงานโรงงานแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมนวนครกำลังนั่งกินส้มตำ ไก่ย่าง ที่บริษัทเอกชนใจดีมาทำให้ พร้อมกับนั่งสนทนากับคนอื่นๆ อย่างอารมณ์ดี
แม้จะรู้ชะตากรรมว่าไม่มีงานทำโดยสมบูรณ์แบบแล้ว เนื่องจากบริษัทผลิตฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์รายใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมนวนครตกอยู่ในสภาพจมน้ำ
ก่อนหน้าจำปีนี้พักอยู่ห้องเช่าเล็กๆ อยู่ไม่ไกลจากตลาดไท ซึ่งน้ำท่วมถึงเอว
“โรงงานเขาประกาศให้หยุดงานตั้งแต่วันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา และเขายังไม่ได้จ่ายค่าจ้างงวดสุดท้าย จึงเหลือเงินติดตัวอยู่แค่ 500 บาท กลับบ้านก็ไม่ได้ ไปไหนก็ไม่ได้เลยเลือกมาพึ่งธรรมศาสตร์” จำปี เล่า
แม้ธรรมศาสตร์จะเป็นที่มั่นของผู้คนกว่า 3,800 คน แต่จำปีและอีกหลายคนก็ไม่รู้ว่าท้ายสุดจะตกอยู่ในสภาพน้ำท่วมหรือไม่
จำปีบ่นให้ฟังว่าเธอได้โทรศัพท์ไปขอถุงยังชีพจาก ศปภ.นับสิบครั้งแล้ว และทิ้งที่อยู่เบอร์โทรศัพท์ไว้ แต่ก็ไม่เคยได้รับการติดต่อกลับ วันนี้จึงยังคงรู้สึกเคว้งคว้างอยู่ เพราะไม่รู้สถานภาพของตัวเองว่า “ถูกเลิกจ้าง” แล้วหรือไม่ จะได้รับเงินชดเชยเท่าใด ซึ่งคงเป็นสภาพเดียวกับแรงงานอีกหลายแสนคนที่ตกอยู่ในที่นั่งลำบากเช่นเดียวกัน
จำปียังทวงถามไปถึง “เงินประกันสังคม” ที่รัฐบังคับให้จ่ายทุกเดือนว่า ทำอย่างไรถึงจะได้เงินส่วนนี้ไปใช้ในยามที่มีปัญหา เช่นที่เป็นอยู่ในวันที่เธอเรียกว่า “ไม่รู้ว่าเรื่องแย่ๆ แบบนี้จะต้องเดินต่อไปอีกนานเท่าใด แต่เราก็ต้องทำงานก็ต้องดิ้นรนต่อไป” จำปี ทิ้งท้าย







