
ขุดเงินก้นถังฟื้นฟูน้ำท่วม
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยได้สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและธุรกิจการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลง
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยได้สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและธุรกิจการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลง
โดย...ทีมข่าวการเงิน
วิกฤตน้ำท่วมใหญ่ประเทศไทยได้สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สินและธุรกิจการลงทุนอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีวี่แววว่าจะลดลง
นิคมอุตสาหกรรมที่เป็นหัวใจการลงทุนของประเทศจมน้ำไปแล้ว 56 แห่ง มูลค่าความเสียหายเบื้องต้นรัฐบาลประเมินว่าเสียหายแค่ 1.8 แสนล้านบาท
แต่ในความเป็นจริงนั้น เอกชนประเมินว่าอย่างน้อย 3 แสนล้านบาท
แรงงานต้องหยุดงานกว่า 23 แสนคน
ความเสียหายดังกล่าวไม่นับรวมกับทรัพย์สินบ้านเรือนประชาชนอีกจำนวนนับไม่ถ้วน และยากที่จะตีค่าหรือบูรณะให้เป็นเหมือนเดิม
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลนอกจากเรื่องการกอบกู้สถานการณ์เฉพาะหน้าให้คืนสู่ภาวะปกติเร็วที่สุด ยังมีเรื่องการฟื้นฟูเศรษฐกิจความเสียหายของประเทศก็เป็นวาระเร่งด่วนที่จ่อคอหอย
เรื่องใหญ่ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของรัฐบาลหลังน้ำท่วมคือ ต้องใช้เงินจำนวนมาก คาดว่าวงเงินที่ใช้จะไม่ต่ำกว่า 3-4 แสนล้านบาท
ขณะที่รัฐบาลมีมติให้เกลี่ยงบในทุกกระทรวงออกมา 10% นั้น วงเงินที่นำมากองรวมกันมีแค่ 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
นี่คือปัญหาใหญ่ที่ “นายกฯ หญิง ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” จะต้องลงมาบัญชาการด้วยตัวเอง หากจะให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประเมินว่า น้ำท่วมครั้งนี้กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจต้องหดตัวลง 1-1.7%
หากแปลงเป็นมูลค่าเศรษฐกิจก็จะพบว่ามูลค่าหายไปถึง 1.52 แสนล้านบาท
ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการให้เศรษฐกิจโตเท่าเดิมไม่ทรุดต่ำลงลึกไปอีกในปีหน้า รัฐบาลก็ต้องหาเม็ดเงินมาอัดฉีดเท่ากับที่หายไป
นอกจากนี้ การฟื้นโครงสร้างพื้นฐาน การซ่อมแซมบ้านเรือน จ่ายชดเชยชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายที่คาดว่าจะต้องมีการจ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่เสียสละอยู่นอกคันกั้นน้ำ
รวมถึงการหาเงินมาดูแลสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอีกไม่น้อยกว่า 1-2 แสนล้านบาท
เมื่อคิดตัวเลขเบื้องต้นในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการ ประชาชน โครงสร้างพื้นฐาน จึงมีความจำเป็นต้องใช้ในปีนี้และปีหน้าไม่หนี 3-4 แสนล้านบาท
เพื่อเป็นหลักประกันว่าเศรษฐกิจปีหน้าจะไม่ยุบไปมากกว่านี้
ปัญหาที่ตามมาคือ รัฐบาลจะหาเงินจำนวนมากในยามที่เศรษฐกิจมีปัญหามาจากไหน
เพราะที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้มีการรื้อกรอบงบประมาณปี 2555 วงเงิน 2.33 ล้านล้านบาท โดยให้มีการหั่นงบประมาณรายจ่ายประจำลง 10% ได้มาแค่ 8 หมื่นล้านบาทเท่านั้น
เม็ดเงินดังกล่าวคิดเป็นเพียงแค่ 1 ใน 4 ของยอดทั้งหมดที่ต้องใช้เท่านั้น
รัฐบาลจึงจำเป็นต้องดิ้นรนหาเงินมาจากทางอื่น
ฟันธงลงไปได้เลยว่า แนวทางการตั้งงบประมาณขาดดุลเพิ่มจากที่ตั้งไว้เดิม 3.5 แสนล้านบาท จะบังเกิดขึ้น ส่วนจะเป็น 4 แสนล้านบาทหรือ 4.3 แสนล้านบาทก็แล้วแต่จะมีการพิจารณา
อย่างไรก็ตาม ตามกฎหมายงบประมาณการตั้งขาดดุลทำได้ 20% ของงบประมาณรายจ่าย รวมกับอีก 80% ของงบเงินต้นชำระเงินกู้ หากดีดลูกคิดจากวงเงินงบประมาณ 2.33 ล้านล้านบาท การทำงบประมาณขาดดุลทำได้เต็มที่ก็ตกแค่ 4.5 แสนล้านบาท หรือเท่ากับทำงบประมาณขาดดุลเพิ่มมาได้อีก 1 แสนล้านบาทเท่านั้น
เหลืออีกถึง 2 แสนล้านบาท ที่รัฐบาลต้องหามาจากแหล่งอื่น
โดยรัฐบาลยังมีช่องทางการกู้เงินต่างประเทศเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจได้ 10% หรืออีกประมาณ 2.3 แสนล้านบาท ก็จะทำให้เม็ดเงินเพียงพอในการฟื้นฟูเศรษฐกิจเบื้องต้น
อย่างไรก็ตาม การรื้อกรอบงบประมาณปี 2555 ตอนนี้ก็มีปัญหาความล่าช้า งบประมาณที่ต้องเริ่มใช้มาตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 แต่ตอนนี้เพิ่มแค่ผ่านความเห็นชอบจากการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีไปเท่านั้น และคาดว่าจะเริ่มใช้งบประมาณปี 2555 ได้เดือน ก.พ. 2555
หากต้องมาเสียเวลานั่งรื้องบใหม่ทั้งหั่นรายจ่าย เพิ่มขาดดุล ยิ่งทำงบประมาณกว่าจะใช้ได้ล่าช้าออกไปอีก ไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจ เพราะทุกวันนี้งบลงทุนโครงการใหม่ก็ไม่สามารถเบิกจ่ายได้อยู่แล้ว
ดังนั้น คาดว่ารัฐบาลจะยอมกลืนน้ำลาย ออกเป็นกฎหมายพิเศษกู้เงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ เหมือนกับที่รัฐบาลประชาธิปัตย์ออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อนำเงินมาทำโครงการไทยเข้มแข็งกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ รับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ผ่านมา
การออกกฎหมายพิเศษกู้เงินถือว่ามีจุดดี แหล่งที่มาของเงินชัดเจน ไม่กระจัดกระจาย และการกำหนดเพื่อการใช้เงินทำได้ชัดเจนและตรงเป้า รวมถึงสามารถดำเนินการได้รวดเร็ว ฟื้นฟูเศรษฐกิจได้ไว
แต่อย่างที่บอกประเด็นทางการเมืองอาจจะทำให้รัฐบาลต้องแบกหน้าหวานอมขมกลืน
เพราะได้สร้างวาทะทางการเมืองโจมตีฝ่ายตรงข้ามว่า ดีแต่กู้ โดยลืมนึกไปว่าการกู้เงินมาของรัฐบาลไม่ได้หมายถึงข้อเสียหาย แต่หากใช้ให้เกิดประโยชน์จะสร้างคุณค่าในการพัฒนาประเทศ และเป็นการขยายฐานภาษีไปในตัวด้วย
แต่วันนี้คมหอกปลายดาบของวาทะดีแต่กู้จะหวนคืนมาทิ่มแทงตัวเอง
ขณะเดียวกันอาการชักหน้าไม่ถึงหลังของรัฐบาลในการหาเงินมาฟื้นฟูเศรษฐกิจ เริ่มมีเสียงเรียกร้องดังขึ้นจากทั้งนักวิชาการและนักลงทุน ให้รัฐบาลประกาศยกเลิกโครงการประชานิยม ลด แลก แจก แถม ที่ใช้งบเป็นแสนล้านบาท เพื่อระดมเงินทรัพยากรทั้งหมดมาฟื้นฟูวิกฤตน้ำท่วม ซึ่งเป็นวาระเร่งด่วนมากกว่าการแจกเงินเพื่อหาเสียง
โครงการประชานิยมที่หลายฝ่ายต้องการให้ทบทวนยกเลิก มีทั้งโครงการรับจำนำข้าวที่ต้องใช้เงิน 2-3 แสนล้านบาท เพราะตอนนี้เกษตรกรไม่มีข้าวจำนำ และการดำเนินโครงการนี้ก็ส่อแววมีการทุจริตจำนวนมากเหมือนการดำเนินการที่ผ่านมา โครงการนี้จึงควรถูกชะลอออกไปก่อน
โครงการรถคันแรกที่ต้องเสียเงิน 3 หมื่นล้านบาท โครงการบ้านหลังแรกที่ต้องเสียภาษี 1.2 หมื่นล้านบาท ก็ควรยกเลิก เพราะเป็นนโยบายที่ช่วยคนมีเงิน ควรนำเงินมาช่วยผู้เดือดร้อนไม่มีบ้าน ทรัพย์สินลอยหายไปตามน้ำจะดีกว่า
จะเห็นว่า การทบทวนประชานิยมของรัฐบาลเพียงไม่กี่โครงการ ก็จะมีเงินกลับมาฟื้นฟูน้ำท่วมโดยที่รัฐบาลไม่ต้องไปกู้เพิ่มให้เป็นภาระกับประเทศมากขึ้น
ถึงเวลาที่รัฐบาลต้องยอมเสียหน้า ผิดสัญญามัดใจหาเสียงเลือกตั้ง มาคิดถึงส่วนรวม หากรัฐบาลยอมโดดลงจากหลังเสือตอนนี้ ยังมีคนชื่นชมและยังเป็นการเอาตัวรอดจากการออกมาตรการแย่ๆ
การตุนเก็บกระสุนไว้ใช้ยามฉุกเฉินเร่งด่วน เพื่อปั๊มลมหายใจให้กับเศรษฐกิจในยามที่อาการโคม่านั้นจำเป็นกว่าแจกดะเป็นไหนๆ







