posttoday
แผนฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ บทเรียนต้องจำจากคาทรินา

แผนฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ บทเรียนต้องจำจากคาทรินา

18 ตุลาคม 2554

ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณปี 2548 ทั่วโลกน่าจะยังจดจำเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐได้เป็นอย่างดี

ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณปี 2548 ทั่วโลกน่าจะยังจดจำเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐได้เป็นอย่างดี

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ย้อนหลังกลับไปเมื่อประมาณปี 2548 ทั่วโลกน่าจะยังจดจำเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงที่สุดครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศมหาอำนาจของโลกอย่างสหรัฐได้เป็นอย่างดี

พายุเฮอริเคนคาทรินา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็น 1 ใน 5 ของพายุเฮอริเคนที่มีความรุนแรงเป็นอันดับที่ 6 ในมหาสมุทรแอตแลนติกตามที่มีการบันทึกไว้ได้พัดถล่มเข้าชายฝั่งของสหรัฐ บริเวณเมืองนิวออร์ลีนส์ในมลรัฐลุยเซียนาและมลรัฐมิสซิสซิปปี

ผลลัพธ์ของคาทรินาถือเป็นภัยทางธรรมชาติที่มีมูลค่าความเสียหายสูงที่สุด คือราว 8.1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.6 ล้านล้านบาท) และมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐ คือ 1,836 คน

ขณะที่พลเรือนมากถึง 1.5 ล้านคนได้รับผลกระทบ ราว 8 แสนคน ต้องเป็นคนไร้บ้าน ส่วนที่เหลือต้องอยู่อย่างยากลำบาก ในขณะที่รอคอยความช่วยเหลือจากรัฐ

ไม่มีน้ำ ไม่มีไฟ ไม่มีที่พักพิง และไม่มีอาหาร

เป็นสภาพที่ไม่มีใครคาดคิดว่าจะได้เห็นในประเทศที่เป็นพี่ใหญ่ของโลกอย่างสหรัฐ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกลายเป็นบทเรียนที่ดีที่สุดให้ทั่วโลกได้ศึกษา ทั้งในแง่ดีที่น่าเอาแบบอย่างและแง่ล้มเหลวที่น่าหลีกเลี่ยง

สำหรับในแง่ที่ต้องยกให้เป็นแบบอย่างอันดับแรกสุด ซึ่งแม้จะไม่เกี่ยวข้องกับแผนฟื้นฟูโดยตรง แต่ก็มีส่วนทำให้ภาระการฟื้นฟูของประเทศลดน้อยลงก็คือมาตรการเตือนภัยของรัฐบาล

เรียกได้ว่าสหรัฐเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีระบบการเตือนภัยเรื่องพายุที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุดแห่งหนึ่ง ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถเตรียมการรับมือและอพยพได้ทันเวลา เพราะรัฐบาลยอมทุ่มงบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อพัฒนาระบบเตือนภัย

แผนฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ บทเรียนต้องจำจากคาทรินา

 

เห็นได้จากก่อนหน้าที่พายุเฮอริเคนคาทรินาจะพัดเข้าถล่มชายฝั่งของประเทศไม่กี่ชั่วโมง เรย์ นากิน นายกเทศมนตรีนิวออร์ลีนส์ ได้สั่งให้ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองราว 4.85 แสนคน อพยพออกจากที่พักอาศัยอย่างเร่งด่วน หลังจากที่พยากรณ์ของกรมอุตุนิยมวิทยารายงานถึงกำลังความรุนแรงของลมพายุ และความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้น

สำหรับคนที่ไม่รู้ว่าจะไปที่ไหน ทางส่วนกลางก็ได้จัดสนามกีฬาซูเปอร์โดมไว้เป็นศูนย์อพยพชั่วคราวเพื่อรองรับ

ขณะที่ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ผู้นำของสหรัฐในขณะนั้น ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในมลรัฐลุยเซียนาและมลรัฐมิสซิสซิปปีล่วงหน้าเป็นเวลาประมาณ 2 วัน เพื่อเปิดทางให้ส่วนกลางสามารถส่งความช่วยเหลือเข้าไปได้อย่างเต็มที่

สิ่งที่น่าชื่นชมอันดับต่อมา ก็คือการวางระบบทีมบรรเทาสาธารณภัยที่แบ่งแยกได้อย่างเป็นสัดส่วน มีหน้าที่การทำงานชัดเจนไม่ซ้ำซ้อน

ทั้งนี้ หลังจากที่พายุคาทรินาเข้าพัดถล่มไม่นาน หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาและเยียวยาในเบื้องต้นก็ลงมือทำงานทันที โดยหน่วยงานที่เรียกว่า เดอะ คอร์ปส์ หรือหน่วยวิศวกรทหารของสหรัฐ ได้ติดตั้งปั๊มน้ำในพื้นที่เพื่อปั๊มเอาน้ำ 2.5 แสนล้านแกลลอนต่อวัน ออกจากนิวออร์ลีนส์ และใช้เวลาราว 53 วันในการปั๊มน้ำออกหมดจากพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่เท่ากับเกาะอังกฤษหนึ่งเกาะ

ขณะที่หน่วยบริการทั่วไป (General Services Administration : GSA) ทำหน้าที่ในการจัดหาสิ่งของกว่า 1,000 ล้านชิ้น เพื่อช่วยบรรเทาสาธารณภัยให้กับประชาชนและทีมเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ตั้งแต่น้ำมัน แก๊สโซลีน ผ้าห่ม เตียง ถุงนอน รถสำหรับเคลื่อนย้าย เสื้อผ้า ที่ดินเพื่อทำเป็นที่อยู่อาศัยชั่วคราว รถพยาบาล และรถบรรทุก

นอกจากนี้ จีเอสเอยังตั้งสายด่วนเพื่อให้ผู้ประสบภัยสามารถโทรศัพท์สอบถามข้อมูลเพื่อขอรับความช่วยเหลือ ส่วนความช่วยเหลือจากต่างประเทศก็ให้กระทรวงต่างประเทศเป็นผู้รับผิดชอบ

ทั้งนี้ หน่วยงานทั้งหมดที่กล่าวถึงนี้ทำงานภายใต้การประสานของสำนักงานจัดการภัยพิบัติฉุกเฉินแห่งชาติอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงความช่วยเหลือกับหน่วยงานที่สามารถให้ความช่วยเหลือได้ และเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณสำหรับแผนฟื้นฟูในด้านต่างๆ

สำหรับแผนฟื้นฟูนี้ เริ่มต้นด้วยสิ่งสำคัญอันดับแรกสุด นั่นคือการซ่อมแซมสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน ได้แก่ น้ำประปา ไฟฟ้า ถนน สนามบิน ท่าเรือ พื้นที่สาธารณะ พื้นที่การเกษตร และระบบการสื่อสาร คิดเป็นมูลค่ารวมแล้วมากกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกันรัฐบาลส่วนกลางก็จัดสรรงบประมาณกว่า 1.67 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสร้างที่อยู่อาศัยในพื้นที่ขึ้นมาใหม่ ภายใต้ความรับผิดชอบที่ดูแลด้านการพัฒนาบ้านและเมือง (Department of Housing and Urban development) และใช้เวลาราว 1 ปีหลังเกิดภัยพิบัติในการจัดสรรงบประมาณ และร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการสร้างบ้านเดี่ยวให้กับผู้ประสบภัย พร้อมๆ กับที่จัดหาเจ้าหน้าที่เพื่อช่วยผู้ที่ยังพอช่วยเหลือตัวเองได้ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ด้วยการนำบ้านไปจำนองเพื่อใช้เป็นทุนเลี้ยงตัวรวมคิดเป็นมูลค่าเงินที่ให้กู้ยืมไปราว 368 ล้านเหรียญสหรัฐ

และแผนฟื้นฟูที่สำคัญที่สุดที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ แผนฟื้นฟูเยียวยาเศรษฐกิจและแรงงาน ซึ่งในฐานะที่ประชากรส่วนใหญ่ของมลรัฐลุยเซียนาเลี้ยงชีพด้วยการทำการเกษตร กระทรวงเกษตรของสหรัฐจึงก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในแผนฟื้นฟูนี้

แรกสุดเริ่มต้นด้วยการอนุมัติเงินช่วยเหลือ 250 ล้านเหรียญสหรัฐให้กับเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ทั้งในส่วนของการให้เงินชดเชย การซ่อมแซมปรับปรุง และให้ความช่วยเหลือในเรื่องการทำความสะอาด และลงมือเพาะปลูกใหม่

ขณะที่หน่วยงานด้านการค้าของสหรัฐ (Department of Commerce : DOC) ได้จับมือกับบริษัทขนาดใหญ่มากกว่า 30 แห่ง พร้อมด้วยเงินขั้นต่ำเบื้องต้น 10 ล้านเหรียญสหรัฐ เข้าไปลงทุนในพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กในบริเวณที่ประสบภัยให้สามารถตั้งตัวได้ พร้อมอนุมัติเงินกู้จำนวน 1.03 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐสำหรับผู้ประกอบการ คู่ไปกับแผนลดหย่อนภาษี

ในส่วนของแรงงาน หน่วยงานด้านแรงงานของสหรัฐได้เริ่มต้นโครงการฝึกอาชีพด้วยงบราว 37 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมจัดหาแรงงานเข้าไปในส่วนของการก่อสร้างในพื้นที่ โดยมีเงินอุดหนุนจากส่วนกลางเพื่อใช้ในการว่าจ้างแรงงานอีก 10 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลส่วนกลางประสานงานกับรัฐบาลท้องถิ่น เช่น ที่ประธานาธิบดีบุช รับฟังปัญหาของนายกเทศมนตรีนากินแห่งนิวออร์ลีนส์ ส่งผลให้นิวออร์ลีนส์กลายเป็นโมเดลสำคัญของเมืองที่เผชิญหน้ากับหายนะขั้นเลวร้าย แต่ก็สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ หลายฝ่ายยอมรับว่า หลักสำคัญที่สุดของแผนฟื้นฟูที่ตามมา รวมถึงในระยะยาวก็คือ การที่รัฐต้องเปิดทางให้ประชาชนคนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในแผนฟื้นฟูดังกล่าวในทุกด้าน

เพราะรัฐจะสามารถรับรู้ว่าอะไรคือสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ต้องกระทำก่อนหลัง สำหรับประชาชนในพื้นที่ ในขณะเดียวกันก็เป็นช่องทางในการสื่อสารเพื่อให้เกิดความเข้าใจ

อย่างไรก็ตาม แม้จะทุ่มเทเงินงบประมาณมหาศาลและเร่งลงมือทำอย่างเต็มที่ รัฐบาลภายใต้การบริหารงานของประธานาธิบดี จอร์จ ดับเบิลยู. บุช ก็ยังไม่วายโดนรุมประณามจากหลายฝ่ายถึงความล่าช้าของแผนฟื้นฟูช่วยเหลือ และไม่เป็นธรรมกับคนยากจนที่เป็นประชากรส่วนใหญ่ของนิวออร์ลีนส์ ซึ่งไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้และยากที่จะเข้าถึงบริการของรัฐ

รุนแรงจนถึงขนาดกลายเป็นประเด็นเรื่องผิวสีเชื้อชาติ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ในพื้นที่คือคนอเมริกันเชื้อสายแอฟริกัน หรือคนผิวสี

นักวิเคราะห์หลายรายถึงกับระบุว่า สถานการณ์เหตุภัยพิบัติจากพายุเฮอริเคนย่ำแย่ลงถึงขีดสุดด้วยฝีมือการซ้ำเติมจากความเชื่องช้าของหน่วยงานส่วนกลาง ที่กว่าเงินช่วยเหลือจะมาถึงมือประชาชนในพื้นที่ก็แทบคางเหลือง

แน่นอนว่า บทเรียนดังกล่าวคือสิ่งที่สหรัฐได้นำมาทบทวนและปรับปรุงแผนในปีถัดๆ มา โดยที่การฟื้นฟูยังคงไม่จบสิ้น

บทเรียนของสหรัฐในครั้งนี้ นับเป็นตัวอย่างที่ดีที่ทำให้ทั่วโลกได้เห็นว่า ขนาดประเทศที่มีแผนรับมือรัดกุมที่เรียกได้ว่าทุ่มสุดตัว ยังไม่สามารถจัดการปัญหาได้อย่างเพียบพร้อม

แล้วประเทศที่ไม่มีการเตรียมการวางแผนฟื้นฟูอะไรเลยจะเกิดอะไรขึ้น

ถ้าไม่ใช่หายนะของหายนะ!  

 

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง