posttoday
รัฐสำลักน้ำ ชาวบ้านขวัญผวา เสียงสะท้อนนักสิ่งแวดล้อม

รัฐสำลักน้ำ ชาวบ้านขวัญผวา เสียงสะท้อนนักสิ่งแวดล้อม

14 ตุลาคม 2554

"ที่เห็นจากน้ำท่วมตลอดหลายวันมานี้ ชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าการจัดการน้ำก็คือการจัดการคน"

"ที่เห็นจากน้ำท่วมตลอดหลายวันมานี้ ชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าการจัดการน้ำก็คือการจัดการคน"

โดย....ธเนศน์ นุ่นมัน
 
 หลังจากนี้ เมื่อปริมาณน้ำที่ท่วมอยู่ในทุกพื้นที่ลดลง เข้าสู่ภาวะปกติ ปัญหาอีกหลายเรื่องจะผุดให้เห็น นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมซึ่งเฝ้าติดตามเรื่องนี้มาตลอดต่างเห็นไปในทิศทางเดียวกัน และตั้งคำถามว่าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ต้องรื้อระบบจัดการกับปัญหานี้

“ ที่เห็นจากน้ำท่วมตลอดหลายวันมานี้ ชัดเจนแล้วว่า สิ่งที่น่ากลัวกว่าการจัดการน้ำก็คือการจัดการคน โดยเฉพาะผู้ที่ต้องให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องนี้ ” ศศิน เฉลิมลาภ เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ระบุถึงกรณีที่ประชาชนจำนวนมากกำลังเผชิญหน้ากับเรื่องน้ำท่วม โดยระบุอีกว่า การจัดการน้ำโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมชลประทานและกรุงเทพมหานครหรือหน่วยงานที่เข้าไปลงมือปฏิบัติ เท่าที่ได้ดำเนินการไปนั้น ถือว่าสอบผ่านในการใช้ความรู้ทางวิชาการรับมือกับปัญหาภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นในภาพรวม

“ ความรู้ทางวิชาการและเครื่องไม้เครื่องมือเท่าที่เรามีอยู่ จัดการกับภัยธรรมชาติที่ไม่มีใครควบคุมได้ เท่าที่ดำเนินการอยู่ ถือว่าทำได้ดีระดับหนึ่ง ขณะที่ชัดเจนว่า ที่ผ่านมา ฝ่ายบริหารกำลังมีปัญหาเรื่องการจัดการคนเป็นอย่างมาก สะท้อนถึงความเป็นมืออาชีพ จะมาขอโทษทีหลังก็ไม่ใช่เรื่อง เมื่อรัฐเป็นเช่นนั้น ประชาชนทั่วไปก็ย่อมไม่ได้รับการติดอาวุธทางการจัดการปัญหาตามไปด้วย”เลขาธิการมูลนิธิสืบฯ กล่าว และกล่าวอีกว่า

รัฐสำลักน้ำ ชาวบ้านขวัญผวา เสียงสะท้อนนักสิ่งแวดล้อม คลองบางพร้าวยังเดินหน้าลุยต่อ ขอชมชาญ พวงเพชร นายกฯอบจ.ปทุมฯ

“ จนถึงขณะนี้ หากประมวลจากสิ่งที่แถลงในแต่ละช่วง ประชาชนอาจจะจับใจความได้ยาก ว่าต้องเตรียมรับมืออย่างไรเพราะรัฐบาลยังไม่ได้ออกมาบอกให้ชัดเจนว่า จะเกิดอะไรขึ้นแค่ไหนอย่างไร หากเกิดเหตุสุดวิสัย ต้องเริ่มต้นจากอะไรบ้าง แยกระหว่างภาวะปกติ กับภาวะคับขัน จึงยากที่พวกเขาจะเลี่ยงที่จะตื่นตระหนก เพราะประชาชนส่วนใหญ่ในปัจจุบันโดยเฉพาะในกรุงเทพและปริมณฑล ต้องอยู่กับ ภาวะความเป็นเมือง ที่ขาดทักษะในการรับมือกับภัยธรรมชาติ ที่เมื่อเกิดรุนแรงขึ้น ก็ยิ่งต้องกลัว ต่างกับประชาชนในอดีตที่ส่งผ่านความรู้ ให้ต่างจัดการ รับมือกับธรรมชาติได้ หรือพูดได้ว่า คนในที่ราบลุ่มภาคกลางสมัยก่อน ไม่กลัวน้ำท่วม เท่ายุคนี้ เพราะว่ายน้ำเป็น พายเรือเป็น เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะเราจะต้องอยู่กับภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นและจัดการได้ยากขึ้นต่อไป” เขากล่าว

ศศิน ระบุอีกว่า หลังจากนี้ ประเทศไทยต้องตัดสินใจสร้างองค์ความรู้ที่ชัดเจนเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เช่นต้องมีความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ระดับไหน และความรู้เท่าที่จะใช้รับมือกับปัญหาในระยะยาวได้ และหากมีความรู้ ก็เชื่อว่าความตื่นตระหนกเช่นที่เกิดขึ้นก็จะลดลง

ขณะที่  หาญณรงค์ เยาวเลิศ ประธานมูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ (ประเทศไทย) กล่าวว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องดำเนินการต่อไป เพื่อไม่ให้ประชาชนที่กำลังประสบปัญหาน้ำท่วม และกำลังหวาดวิตกเรื่องนี้ คือการประเมินข้อมูลให้รอบด้าน ก่อนที่จะมีการแถลงถึงสถานการณ์ที่คาดการณ์ไว้ เพื่อให้ประชาชนสามารถประเมินสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้เช่นกัน

"ถามว่าทำอย่างไรให้ประชาชนหายตระหนก ก็ต้องบอกว่า เอาความจริงที่น่าเชื่อถือมาบอกให้เร็วพอที่จะมีการเตรียมตัว มีการประเมินปัญหาที่แม่นยำ หากไม่เป็นเช่นนั้น ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่ประชาชนจะตื่นตระหนกเพราะมีทั้งข่าวจริงข่าวลือมาจากทุกทาง ผ่านสื่อที่รวดเร็วขึ้น ซึ่งแทบทุกครั้ง ก็รวดเร็วกว่าการยืนยันข้อเท็จจริงจากรัฐบาลหรือฝ่ายที่รับผิดชอบ"หาญณรงค์กล่าว

อย่างไรก็ดี ต่อจากนี้ก็ชัดเจนแล้วว่า ปัญหาการจัดการน้ำโดยบูรณาการร่วมกับทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน และมีแผนการจัดการที่ชัดเจน ย่อมเป็นสิ่งที่รัฐบาลในอนาคตหลบเลี่ยงไม่ได้ เพราะปัญหาทั้งหมด กำลังเรียกร้องการจัดการโดยปรากฏในรูปของสถานการณ์ที่คาดเดาและจัดการได้ยากขึ้นทุกที และการจัดการของรัฐบาล จะเป็นไปในลักษณะของการไล่ตามปัญหาไม่ได้

" รัฐบาลในอนาคตต้องจริงจังในเรื่องนี้ หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องนี้นั้นมีอยู่แล้ว แต่ก็ติดขัดในเรื่องข้อกฎหมาย ตอนนี้ มีหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำ 13 กระทรวง และ 30 กรม การกำกับดูแลจึงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย ขณะที่ ปัญหาเรื่องน้ำที่เราเผชิญอยู่แม้ที่ท่วมอยู่ตอนนี้จะลดลงไปแล้ว ก็คือ เรื่องทิศทางการไหลของน้ำที่ไม่ชัดเจน และเรียกได้ว่า เปลี่ยนไปทุกปี ทั้งจากการพยายามบังคับทิศทางโดยวิธีการทางวิศวกรรม และสิ่งก่อสร้างที่ขวางทางน้ำเดิม ต้องไม่ลืมว่าปัญหาน้ำท่วมที่เป็นอยู่นี้ ส่วนหนึ่งก็มาจากทิศทางการไหลที่ถูกบังคับอย่างไม่สอดคล้องเกื้อหนุนกัน ส่งผลให้ ต้นน้ำ กลางน้ำและปลายน้ำไม่สัมพันธ์กัน ยกตัวอย่างเช่นขณะนี้ เครื่องสูบน้ำที่ ท่าจีนมีศักยภาพสูบน้ำออกไปสู่ทะเลได้ 30 ลบม.ต่อวินาที แต่ความเร็วน้ำที่ถูกส่งหรือดันไปที่นั่น ทำได้เพียง 15  ลบม.ต่อวินาทีเท่านั้น น้ำจึงกระจุกโป่งอยู่ตรงกลางอย่างที่เป็นปัญหาอยู่ขณะนี้ และที่ต้องระวังคือภัยพิบัติจากธรรมชาติ เป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกที" หาญณรงค์ ระบุ
 

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล