
แรงงานกระอักเจอลดค่าจ้าง
ฮิตาชิหยุดผลิตตู้เย็นชั่วคราวแจ้งขอจ่ายค่าจ้างแค่75%
ฮิตาชิหยุดผลิตตู้เย็นชั่วคราวแจ้งขอจ่ายค่าจ้างแค่75%
ฮิตาชิ หยุดผลิตตู้เย็น ขอจ่ายค่าจ้างแค่ 75% สภานายจ้างจ้องยื่นฟ้องศาลรัฐบังคับขึ้นค่าจ้าง 40%
บริษัท ฮิตาชิ คอนซูมเมอร์ โปรดักส์ (ประเทศไทย) ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ที่นิคมอุตสาหกรรมกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ได้ประกาศให้พนักงานทุกคนทราบว่ามีความจำเป็นต้องหยุดสายการผลิตชั่วคราว โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18-24 ต.ค.นี้ โดยระหว่างหยุดงานจะจ่ายเงินให้แก่พนักงานในอัตรา 75% ของค่าจ้างตามมาตรา 75 พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541
เหตุที่ต้องหยุดการผลิต เนื่องจากโรงงานบริษัท ฮิตาชิ คอม เพรสเซอร์ (ประเทศไทย) ผู้ผลิตคอมเพรสเซอร์ป้อนให้โรงงานตู้เย็นได้รับความเสียหายเพราะอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมโรจนะ ไม่สามารถที่จะผลิตชิ้นส่วนส่งได้ โดยหลังจากวันที่ 25 ต.ค. บริษัทจะประเมินสถานการณ์การส่งคอมเพรสเซอร์อีกครั้ง หากสถานการณ์ดังกล่าวยังไม่ดีขึ้นจะประกาศวันหยุดให้ทราบต่อไป
ขณะที่สหภาพแรงงานฮิตาชิ ประเทศไทย ระบุว่า การประกาศในครั้งนี้ไม่มีการปรึกษาหารือร่วมเพื่อที่จะหาทางออกร่วมกันกับทางสหภาพแรงงาน ผู้บริหารควรจะลดต้นทุนจากผู้บริหาร หรือผู้จัดการที่เงินเดือนมากกว่าเสียก่อน เพราะมีเงินเดือนสูง หากลดสัก 10 คน จะช่วยพนักงานได้หลายร้อยคน
นอกจากนี้ คณะกรรมการสหภาพแรงงานยังได้ทำหนังสือขอคัดค้านประกาศของบริษัท เพื่อขอมีส่วนร่วมในการประเมินผลกระทบว่าจริงแท้หรือไม่ บริษัทประสบภาวะขาดทุนและผลประกอบการที่ย่ำแย่แล้วหรืออย่างไร
นายอาทิตย์ อิสโม อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ได้สั่งการให้สวัสดิการและคุ้มครองแรงงานใน 15 จังหวัดที่มีสถานประกอบการและลูกจ้างที่ถูกน้ำท่วม จำแนกความเสียหายของแรงงานทั้งหมดว่าได้รับค่าจ้างเต็มจำนวนหรือไม่ในช่วงที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม เนื่องจากได้รับข้อมูลจากแรงงานว่ามีบางบริษัทจ่ายค่าจ้าง 75% หรือ 50%
“จะสรุปตัวเลขที่ชัดเจนและหามาตรการช่วยเหลือเสนอต่อนายเผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน ในวันที่ 17 ต.ค.นี้” นายอาทิตย์ กล่าว
ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 ต.ค. มีสถานประกอบการได้รับผลกระทบ 1 หมื่นแห่ง และลูกจ้าง 2.9 แสนคน หากสถานการณ์น้ำท่วมยังยืด เยื้อ แรงงานจำนวนนี้เสี่ยงต่อการถูกเลิกจ้างประมาณ 1 แสนคน โดย กสร.เตรียมเสนอของบประมาณเพิ่ม 200 ล้านบาท เพิ่มเติมในกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง ซึ่งมีเงินอยู่ประมาณ 230 ล้านบาท เตรียมรับมือแรงงานที่อาจถูกเลิกจ้าง
ทั้งนี้ ผู้ที่ถูกเลิกจ้างสามารถมายื่นคำร้องต่อสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานทั่วประเทศเพื่อขอหนังสือคำสั่งให้จ่ายค่าชดเชย หากนายจ้างไม่จ่าย ทาง กสร.จะนำเงินจากกอง ทุนมาจ่ายค่าชดเชยให้แก่ลูกจ้างในอัตราดังนี้
1.ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 120 วันแต่ไม่เกิน 3 ปี จะได้รับค่าชดเชย 30% ของค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละพื้นที่ 2.ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 3 ปีแต่ไม่เกิน 10 ปี จะได้รับค่าชดเชย 60% ของค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละพื้นที่ และ 2.ลูกจ้างที่ทำงานตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จะได้รับค่าชดเชย 90% ของค่าจ้างขั้นต่ำแต่ละพื้นที่
ขณะที่ ตัวแทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และสภาองค์การนายจ้าง 7 องค์กรได้นัดพบกันที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อหารือถึงจุดยืนต่อการปรับค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งภาครัฐพยายามผลักดันให้เพิ่มอีก 40% ในวันที่ 1 ม.ค. 2555 นี้
แหล่งข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า เสนอให้ดำเนินการทางกฎหมายหากคณะกรรมการค่าจ้างมีมติให้ปรับเพิ่มอีก 40% เนื่องจากเป็นการพิจารณาที่มีธงอยู่ที่ตัวเลข 300 บาท ขัดกับมาตรา 87 ของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ปล.รบกวนหารายละเอียดมาตรานี้มาใส่เพิ่มจากเน็ต ตอนนี้ไม่สะดวกหา) และจะทำให้ระบบการจ้างงานทั่วประเทศเสียหาย ในระยะยาวจะมีการลงทุนในต่างจังหวัดน้อยลงเนื่องจากค่าแรงที่เท่ากันทั่วประเทศทำให้โรงงานย้ายฐานผลิตมาอยู่ใกล้กทม.เพื่อประหยัดต้นทุนค่าขนส่ง นอกจากนี้การขึ้นค่าจ้างในภาวะที่กำลังประสบอุทกภัยยิ่งซ้ำเติมผู้ประกอบการเข้าไปอีก
"เราไม่ได้ค้านการเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานแต่ต้องการให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัว 34 ปี ไม่ใช่ขึ้นรวดเดียว 40% แบบนี้"แหล่งข่าว กล่าว
แหล่งข่าว เปิดเผยอีกว่า ฝ่ายสภานายจ้างเสนอให้ทั้ง 2 องค์กรมีจุดยืนร่วมกันเพื่อให้ภาพที่ออกมามีพลัง และต้องการให้แถลงข่าวก่อนวันที่ 17 ต.ค. ซึ่งเป็นวันนัดประชุมคณะกรรมการค่าจ้าง อย่างไรก็ตาม ผู้แทน ส.อ.ท.ยังแบ่งรับแบ่งสู้ โดยจะกลับไปนัดประชุมขอความเห็นสมาชิกก่อน จากนั้นจะแจ้งให้สภานายจ้างทราบภายในวันศุกร์ที่ 14 ต.ค.นี้
ทั้งนี้ หากส.อ.ท. ไม่เห็นด้วยกับสภาองค์การนายจ้าง สภาองค์การนายจ้างจะดำเนินการทาางกฎหมายด้วยตัวเอง โดยอาจฟ้องศาลปกครองหรือศาลรัฐธรรมนูญ แต่หากส.อ.ท.เห็นด้วยจะได้ตั้งคณะทำงานด้านกฎหมายร่วมกันต่อไป
ขณะเดียวกัน วันที่ 13 ต.ค. ที่ผ่านมา มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยมีการเสนอให้ปรับปรุงแก้ไขประกาศเรื่องกำหนดวงเงินกู้ยืมและชำระเงินคืนกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน ให้ลดดอกเบี้ยเงินกู้จาก 3% /ปี เหลือ 0.1% เวลา 1 ปี เพื่อช่วยเหลือนายจ้างในการพัฒนาฝีมือแรงงาน และที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการ โดยต้องกลับไปดูรายละเอียดและนำเสนอพร้อมกับหลักเกณฑ์ในการกู้อีกครั้งในวันที่ 17 พ.ย. นี้







