
ชาวโคราช หันปลูกถั่วเขียวแทนทำนาปรัง
ชาวนาอ.สูงเนินโคราช หันปลูกถั่วเขียวแทนทำนาปรัง หลังเขื่อนลำตะคองเหลือน้ำไม่ถึงครึ่ง
ชาวนาอ.สูงเนินโคราช หันปลูกถั่วเขียวแทนทำนาปรัง หลังเขื่อนลำตะคองเหลือน้ำไม่ถึงครึ่ง
ชาวนาอ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา พื้นที่ที่เคยปลูกข้าวนาปรังทุกปีกว่า 10,000 ไร่ ในช่วงฤดูแล้ง แต่มาปีนี้ทางการได้ประกาศประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนเกษตรกรให้ยุติการปลูกข้าวนาปรังเนื่องจากปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคองเหลือเพียงแค่ 145.340 ล้าน ลบ.ม. จากความจุกักเก็บทั้งหมด 314.49 ล้าน ลบ.ม หรือประมาณ 44.75 % ซึ่งไม่เพียงพอต่อการระบายให้เกษตรกรได้ทำการกสิรรมได้
ทางเกษตรกรชาวสูงเนินส่วนหนึ่งจึงพากันหันมาปลูกถั่วเขียวซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนจำนวนกว่า 1,000 ไร่ เนื่องจากไม่ต้องการที่จะปล่อยผืนนาให้ว่างเปล่าไร้ประโยชน์ อีกทั้งถั่วเขียวยังเป็นพืชที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูงเหมาะแก่การฟื้นฟูสภาพดินเป็นอย่างดีอีกด้วย ด้านเกษตรกรที่ยังคงปลูกข้าวนาปรังในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเป็นเกษตรกรที่มีที่นาอยู่ติดกับลำน้ำลำตะคองและสามารถสูบน้ำจากลำน้ำมาใช้ได้ตลอดเวลา แต่ทางอำเภอและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่นได้พยายามประชาสัมพันธ์ทำความเข้าใจและขอความร่วมมือให้เกษตรกรทั้งหมดงดทำนาปรังรอบที่ 2 ทั้งหมดแล้ว เพราะคาดว่าสถานการณ์การขาดแคลนน้ำนับจากนี้เป็นต้นไปจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
นางยุพิณ ชาลีพล เกษตรกรบ้านกุดหิน หมู่ 8 ต.โคราช อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา หนึ่งในชาวนาที่ตัดสินใจหันมาปลูกถั่วเขียวในปีนี้ กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี 2553 ทางอำเภอได้ประกาศเตือนเกษตรกรในพื้นที่มาอย่างต่อเนื่องว่า ในปีนี้ปริมาณในอ่างเก็บน้ำลำตะคองมีน้อยกว่าทุกๆปี และมีแนวโน้มว่าฤดูแล้งของปีนี้จะยาวนานกว่าปกติ จึงขอความร่วมมือให้ชาวนางดการปลูกข้าวนาปรังในช่วงนี้ เพราะทางอ่างเก็บน้ำลำตะคองไม่สามารถที่จะระบายน้ำให้ทำทำนาปรังได้
อย่างไรก็ตามตนเองและเพื่อชาวนาบางส่วนจึงพากันหันมาปลูกถั่วเขียวซึ่งเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อยแทนเพราะไม่กล้าเสี่ยงที่จะปลูกข้าว และถือว่าดีกว่าปล่อยให้ที่นาร้างและไร้ประโยชน์ โดยต้นทุนในการปลูกถั่วเขียวตั้งแต่เริ่มต้น ทั้งค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าแรงคนงาน ค่าปุ๋ยค่ายา ไปจนถึงเก็บเกี่ยวจะอยู่ที่ประมาณไร่ละ 1,000 บาท ซึ่งจะใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนก็จะสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ โดยเงินที่ได้จากการเก็บเกี่ยวผลผลิตก็จะอยู่ที่ประมาณ 4,000 บาทต่อไร่ ซึ่งก็ถือว่าเป็นรายได้ที่พอเลี้ยงครอบครัวไปได้ตลอดหน้าแล้ง ดีกล่าไม่ได้ทำนาและปล่อยที่นาทิ้งไว้เฉยๆ นางยุพิณฯ กล่าว
ด้านนายประภาส รักษาทรัพย์ นายอำเภอสูงเนิน กล่าวว่า ในปีนี้ชาวนาที่เคยทำนาปรังในพื้นที่อำเภอสูงเนินส่วนหนึ่ง หันมาปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยในช่วงฤดูแล้งแทนการปลูกข้าว เพราะเข้าใจกับสถานการณ์ภัยแล้งที่มีแนวโน้มว่าจะรุนแรงและยาวนานกว่าทุกๆปีที่ผ่านมา โดยทางอำเภอก็ได้มีการประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจให้ประชาชนช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และแนะนำให้งดการทำนาปรังไปก่อน
เนื่องจากปีนี้น้ำในอ่างเก็บน้ำลำตะคองไม่เพียงพอที่จะระบายให้ชาวนาทำนาปรังอีกต่อไปได้ เหลือเพียงแค่ใช้ในการอุปโภค-บริโภค และดูแลระบบนิเวศน์เป็นหลัก ซึ่งเกษตรกรส่วนหนึ่งก็เข้าใจดีเลยหันไปปลูกถั่วเขียวและพืชอื่นที่ใช้น้ำน้อยแทน แต่ในส่วนของชาวนาที่มีพื้นทีอยู่ติดกับแหล่งน้ำส่วนหนึ่งก็ยังคงสามารถปลูกข้าวนาปรังได้ แต่ได้เพียงแค่รอบนี้รอบเดียวเท่านั้น และจากนี้ไปจะไม่สามารถปลูกข้าวนาปรังได้อีกแล้ว จนกว่าจะมีฝนตกลงมาในพื้นที่และปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำฯเพิ่มขึ้นจนเข้าสู่สถานการณ์ปกติ
นอกจากนี้ทางอำเภอสูงเนินเองก็ได้มีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ภัยแล้งที่จะเกิดขึ้นโดยการตั้งศูนย์ช่วยเหลือภัยแล้งขึ้นที่อำเภอ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่ง ให้ส่งเจ้าหน้าที่เฝ้าสำรวจสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่อย่างใกล้ชิด ซึ่งหากพบว่ามีพื้นที่ใดขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรงก็จะสามารถประสานงานร้องขอความช่วยเหลือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบเพื่อเข้าในการช่วยเหลือด้วยการแจกจ่ายน้ำเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้อย่างทันท่วงที







