
ปชป.-สว.แนะยิ่งลักษณ์ใช้พรก.ฉุกเฉินแก้น้ำท่วม
พรรคประชาธิปัตย์และ สว.ต่างเห็นตรงกันในแนวทางที่จะให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนด
พรรคประชาธิปัตย์และ สว.ต่างเห็นตรงกันในแนวทางที่จะให้รัฐบาลประกาศใช้พระราชกำหนด
บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำท่วม
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะนายกรัฐมนตรีเงา แถลงหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เงา ว่าสถานการณ์ขณะนี้รัฐบาลควรพิจารณาประกาศภาวะฉุกเฉินในบางพื้นที่ตามความเหมาะสม แม้ว่าการประกาศภาวะฉุกเฉินอาจไม่ใช่ยาวิเศษ แต่การบริหารจัดการในบางพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก หากมีอำนาจพิเศษที่กฎหมายอนุญาต ก็จะทำให้การบริหารจัดการง่ายขึ้น จึงต้องขึ้นกับว่ารัฐบาลจะพิจารณาประกาศในพื้นที่ไหนอย่างไร
“ผมไม่อยากให้รัฐบาลลังเลว่าการใช้อำนาจพิเศษจะกระทบภาพลักษณ์ เพราะการดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และขณะนี้ภาพน้ำท่วมได้ปรากฏในต่างประเทศแล้ว ดังนั้นการบริหารจัดการที่รวดเร็วจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นได้มาก จึงไม่ควรกังวลในเชิงภาพลักษณ์ เพราะถ้าบริหารดี ความเชื่อมั่นจะมาเอง” อภิสิทธิ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ครม.เงายังเห็นด้วยกับการตั้งศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.) แต่อยากให้รัฐบาลยุบกลไกหรือคณะกรรมการที่ตั้งไว้ก่อนหน้านี้ เพราะจะทำให้เกิดความสับสน
ทั้งนี้ รัฐบาลควรทบทวนกรอบงบประมาณปี 2555 เพื่อกันเงินไว้ใช้ฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานที่ได้รับผลกระทบ เพราะถ้าไม่จัดเงินไว้อาจเกิดปัญหาภายภาคหน้า และทางพรรคจะรวบรวมเงินบริจาคจาก สส. ซึ่งตั้งเป้าไว้ว่าจะได้ประมาณ 5 ล้านบาทไปช่วยน้ำท่วม โดยจะมีการเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุม สส.พรรค ในวันที่ 11 ต.ค.นี้
วันเดียวกันที่ประชุมวุฒิสภาได้หารือถึงปัญหาน้ำท่วมโดย สว.เสนอให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินแก้ปัญหาน้ำท่วมเช่นเดียวกับฝ่ายค้าน
“จากสถานการณ์อุทกภัยใน จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.ลพบุรี ขอเสนอให้รัฐบาลประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในทั้งสองจังหวัดเพื่อให้การแก้ไขปัญหามีความบูรณาการ มากขึ้น” ตวง อันทะไชยสว.สรรหา กล่าว
รสนา โตสิตระกูล สว.กรุงเทพฯ กล่าวว่า ปัญหาทั้งหมดเกิดจากการจัดการน้ำ เกิดจากการวางแผนที่ผิดพลาดของฝ่ายราชการและฝ่ายการเมือง การเก็บน้ำไว้ในเขื่อนมากเกินไปทำให้เมื่อมีปริมาณน้ำฝนเกิดขึ้น ปริมาณน้ำในเขื่อนไม่สามารถรองรับน้ำที่เกิดขึ้นได้ นอกจากนี้การปล่อยให้น้ำกระจายออกไปเป็นการแสดงให้เห็นถึงการไม่ได้ออกแบบและวางแผนในการแก้ไขปัญหาตั้งแต่ต้น แม้ราชการจะมีบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ แต่ฝ่ายการเมืองไม่สามารถตัดสินใจแก้ไขปัญหาได้ทันที







