
"ธนพิชญ์"แจงข้อหาจำเลยสังคม
สัมภาษณ์พิเศษ "ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์" โฆษกอัยการสูงสุดกับข้อกังขาไม่ยื่นฎีกาคดีหุ้นชินวัตร คอมพิวเตอร์
สัมภาษณ์พิเศษ "ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์" โฆษกอัยการสูงสุดกับข้อกังขาไม่ยื่นฎีกาคดีหุ้นชินวัตร คอมพิวเตอร์
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย/นิติพันธุ์ สุขอรุณ
เป็นอีกครั้งหนึ่งสำหรับสำนักงานอัยการสูงสุดที่เผชิญกับข้อกังขาในการทำหน้าที่อย่างหนักหลังจากมีความเห็นไม่ยื่นฎีกาในคดีการซื้อหุ้นบริษัท ชินวัตร คอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่นส์ ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายกฟ้องคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชรและรอลงอาญานายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ จากนั้นต่อมาไม่นานมีความเห็นแย้งกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในคดีการซื้อขายเครื่องตรวจวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ และ คดีธนาคารกรุงไทยปล่อยสินเชื่อให้กับเอกชน ซึ่งทั้งสองคดีล่าสุดมีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกกล่าวหาคนสำคัญ
กลายเป็นโอกาสและจังหวะที่ดีที่โพสต์ทูเดย์จะได้สอบถาม "ธนพิชญ์ มูลพฤกษ์" แม้ว่า ณ ตอนนี้จะกลายเป็นอธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษและโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดไปแล้วเนื่องจากเพิ่งเกษียณอายุราชการไปสดๆร้อนๆ แต่ในฐานะที่เป็นคนคลุกคลีตีโมงอยู่กับคดีการเมืองตั้งจึงไม่เป็นการยากสำหรับการคลายข้อสงสัยในประเด็นต่างๆและจุดยืนการทำหน้าที่อัยการว่ามีความเป็นรูปธรรมอย่างไร
"ธนพิชญ์" ยืนยันหนักแน่นในเริ่มต้นสนทนาว่า อัยการทำตามหน้าที่ตามหลักฐานที่ปรากฎในสำนวนสอบสวนและเป็นดุลยพินิจตามกฎหมาย อย่างไรก็ตาม ตามหลักการการจะยื่นฎีกาหรือไม่อัยการจะดูตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ ที่สำคัญอัยการไม่ได้เป็นคนสอบสวนคดีนี้เองตั้งแต่แรก เมื่อมีการสอบสวนอัยการก็มีหน้าที่ฟ้องคดีและต่อสู้ในชั้นศาล พอพยานมาเบิกความที่ศาลมักจะมีข้อเท็จจริงที่เพิ่มเติมเข้ามาจากการตอบในชั้นศาล
“โดยหลักแล้วการยื่นฎีกาในกรณีหนึ่งที่มีความใกล้เคียงจะไม่มีผลผูกพันหรือเป็นบรรทัดฐานให้อัยการต้องยื่นฎีกาหากต่อมามีคดีที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพราะแต่ละคดีมีข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานแตกต่างกัน คุณรู้หรือไม่ว่าทุกเรื่องที่ไปที่ศาลฎีกามีเรื่องค้างกี่เรื่อง สมัยผมเป็นหนึ่งในคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญมีถึง 4.3 หมื่นคดี”
@เกิดอะไรขึ้นกับความสัมพันธ์ระหว่างอัยการและป.ป.ช.
อัยการไม่เคยทะเลาะกับป.ป.ช.เลยเพราะอัยการทำตามหน้าที่ในเมื่อสมัยคตส.และป.ป.ช.สอบสวนมามันยังมีข้อไม่สมบูรณ์อยู่เราก็แจ้งไปว่าควรสอบสวนในบางประเด็นเพิ่มเติมเพื่อให้มีหลักฐานชัดเจนอัยการสูงสุดจะได้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบว่าควรจะฟ้องคดีหรือไม่ ส่วนที่มีการฟ้องคดีเองโดยไม่ใช้อัยการด้านหนึ่งแม้ว่าจะทำได้ตามกฎหมาย
เราได้เคยเตือนไปแล้วว่าการฟ้องคดีควรมีหลักฐานชัดเจน คนที่ไม่ได้ถูกฟ้องนั้นไม่รู้หรอกว่าคนที่ถูกฟ้องทุกข์ขนาดไหน ต้องเสียเงิน เสียชื่อเสียงเพราะสื่อต้องนำเสนอข่าวไปคนนี้ถูกฟ้องแล้ว ผลสุดท้ายถ้าศาลยกฟ้องขึ้นมาคุณเอาอะไรไปเยียวยาคนที่ถูกฟ้องบ้าง
@ตอนนี้อัยการเปลี่ยนสีหรือไม่เพราะในช่วงปี2549อัยการมักจะฟ้องคดีของคตส.ให้แต่พอเปลี่ยนรัฐบาลท่าทีอัยการกลับเปลี่ยนโดยไม่ยอมสั่งฟ้องคดี
ไม่ ไม่ (เสียงสูง) ไม่เคยเลยมีแต่คนมองไปอย่างนั้นเอง จริงๆอัยการไม่เคยเปลี่ยนบทบาทของการทำงาน ทุกอย่างที่อัยการมีความเห็นออกมาอยู่บนหลักฐานทั้งสิ้น ผมยืนยันสำนักงานอัยการไม่ได้เข้าข้างใคร และยิ่งสมัยคุณก็รู้ว่าสมัยนี้มีเสื้อเหลืองเสื้อแดงถ้าเราไปข้างเสียแล้วสังคมมันก็อยู่ไม่ได้ ข้าราชการอัยการก็ลำบากพอฝั่งหนึ่งขึ้นมาก็อยู่ฝั่งนั้น พออีกฝั่งขึ้นมาเราก็เปลี่ยนไปอีก อย่างคดีซีทีเอ็กซ์ผมเป็นคณะทำงานผมยืนยันว่าการจัดซื้อไม่มีการทุจริต เพราะสหรัฐอเมริกายืนยันมาว่าไม่มีข้าราชการคนใดรับเงิน ความเห็นของเราที่แจ้งไปยังป.ป.ช.ก็ได้ระบุทุกอย่าง เราอยู่บนหลักฐานและเหตุผลทางกฎหมาย อัยการไม่เคยเปลี่ยนไปจนกลายเป็นสองมาตรฐานยืนยันได้
@อนาคตอัยการอยู่อย่างไรท่ามกลางสังคมจับตาถึงความเป็นกลาง
ในช่วงที่4-5ปีที่ผ่านมาเป็นช่วงที่อัยการเจอกับแรงเสียดทานมากที่สุดนับตั้งแต่อัยการตั้งมามากกว่า 100 ปี แต่อัยการต้องยืนและฝ่าฟันมันไปให้ได้ สองมาตรฐานไม่มีที่อัยการแน่นอน เรามีมาตรฐานเดียว คือ หลักของกฎหมายและข้อเท็จจริง ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ คือ คนไม่มีความเป็นธรรม ในสังคมตั้งมุมกันอยู่แล้ว ไม่มีจิตใจรักประเทศไทยจริงๆ คนที่เคยเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้นตลอดมาไม่เคยคิดจะเปลี่ยนเลย
วันนี้เกือบทุกคนมองอะไรเป็นการเมืองไปเสียทั้งหมด มันก็มีสองฝ่ายพอฝ่ายหนึ่งขยับอีกฝ่ายดำเนินการต่อต้าน อัยการอยู่ตรงกลางโดนตลอดทั้งขึ้นทั้งล่องในฐานะมีหน้าที่ต้องอยู่ตรงกลาง ตัวอย่างมีให้เห็นตั้งแต่ทำคดีเสื้อเหลืองเสื้อแดงคดียุบพรรคการเมืองคนก็มองว่าอัยการเอายังไงกันแน่ ที่ผ่านมาเราพยายามยืนอยู่ตรงกลางให้ได้
@ในฐานะที่อัยการทำคดีของเสือเหลืองและเสื้อแดงเป็นไปได้หรือไมที่จะลดข้อหาก่อการร้ายตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อความปรองดองแห่งชาติ (คอป.)
ในความเห็นส่วนตัวเรื่องนี้สามารถทำได้แต่ต้องเป็นนโยบายรัฐบาล ซึ่งคอป.เสนอว่าให้เปลี่ยนข้อหาจากผู้ก่อการร้ายให้เป็นอั่งยี่ซ่องโจรแทนผมก็เห็นด้วย ทั้งหมดอยู่กับรัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไร เรื่องนี้ถ้าจะทำจริงๆไม่ได้เป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใดเพราะในอดีตเคยมีการดำเนินการมาแล้วอย่างเช่นในสมัยปีพ.ศ.2518 ที่มีการบุกป่าสงวนจำนวนมากในพื้นที่ภาคเหนือรัฐบาลสมัยนั้นได้แจ้งมาที่อัยการว่ามีนโยบายจะไม่เอาผิดกับผู้บุกรุก ซึ่งอัยการถอนฟ้อง
เช่นเดียวกับสมัยรัฐบาลท่านอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเตรียมการเปิดความสัมพันธ์กับเวียดนามก็ปรากฎว่ามีนโยบายให้อัยการถอนฟ้องคนเวียดนามหลบนีเข้าไทยโดยผิดกฎหมายทั้งหมด ต้องอย่าลืมว่าอัยการเป็นจักรกลของรัฐ นโยบายของรัฐเป็นสิ่งสำคัญที่สุดทุกคนที่เข้ามาทำงานก็ต้องการทำเพื่อรัฐกันทั้งนั้น รัฐบาลมาจากประชาชนที่เลือกเข้าไปทำงาน
@ในทางทฤษฎีอาจเป็นไปได้แต่จะยากในทางปฎิบัติเพราะต้องมีอีกกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยออกมาต่อต้าน
ถ้าต้องการให้บ้านเมืองสงบต้องให้อภัยกันทำแบบนี้ได้ทุกอย่างจบ สังคมไทยไม่เคยแตกแยกความสามัคคีกันถึงขนาดนี้ประชาชนแบ่งข้างกันชัดเจน ผมยังมองทางออกไม่เจอถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดไม่ให้อภัยซึ่งกันและกัน บ้านเมืองลำบากตอนนี้ไม่คิดว่าจะมีการตั้งธงกันขนาดนี้และมีคนจำนวนมากไม่ยอมรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย กล่าวคือ เมื่อตัวเองคิดอะไรไปแล้วก็จะคิดอย่างนั้นตลอดไม่ย่อมเปลี่ยน บ้านเมืองจึงไม่มีความสงบ
ความเป็นไปได้ในทางกฎหมาย คือ การออกกฎหมายนิรโทษกรรม ดำเนินการขอพระราชทานอภัยโทษ นอกเหนือไปจากการออกเป็นนโยบายรัฐบาลพร้อมกับขอความร่วมมือมาที่อัยการ แต่เชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีไหนต้องเจอกับแรงต่อต้านอย่างแน่นอน ถ้ารัฐบาลจะทำก็ต้องทำทั้งคดีเสื้อเหลืองและคดีเสื้อแดงให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
@ณ วันนี้กระบวนการยุติธรรมมีความเป็นอิสระปลอดจากการเมืองระดับใด
ทั้งศาลและอัยการปลอดจากการเมืองและการแทรกแซงแน่นอนแต่ส่วนอื่นๆส่วนตัวไม่ทราบจริงๆ แต่สำหรับอัยการและศาลมีความเห็นทางกฎมายที่เป็นอิสระตามดุลยพินิจพร้อมกับมีกระบวนการกลั่นกรองและตรวจสอบกันเองอย่างเป็นระบบไม่งั้นประเทศไทยจะมีถึงสามศาลไว้ทำไม ที่ผ่านมากระบวนการยุติธรรมไม่เคยเกี่ยวข้องกับการเมืองเลยมีแต่การเมืองจะเอากระบวนการยุติธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเองเพื่อดำเนินการประหัตประหารอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า







