
เดิมพันจำนำข้าว ลุ้นรัฐเจ๊าหรือเจ๊ง
พลันที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี “ทุกเมล็ด” ของรัฐบาลคิกออฟในวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา
พลันที่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี “ทุกเมล็ด” ของรัฐบาลคิกออฟในวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา
โดย..ทีมข่าวการเงิน
เสียงกังวลจากหลายฝ่ายส่งตรงถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ โดยเรียกร้องให้ตรวจสอบโครงการนี้อย่างเข้มข้นที่สุดและไม่ให้เกิดการรั่วไหล
แม้กลวิธีที่แยบยลและกลโกงในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกจะเป็นที่รับรู้แพร่หลาย เช่น การแจ้งขึ้นทะเบียนผลผลิตเกินความเป็นจริง การสวมสิทธิใบประทวน โกงตาชั่ง โกงน้ำหนัก และโกงความชื้น ที่ทำให้ชาวนาตัวจริงเสียงจริงเสียเปรียบและไม่ได้ประโยชน์เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ในความเป็นจริงช่องโหว่เหล่านี้ยังไม่ได้รับการแก้ไข
เสมือนหนึ่งเป็นการกล่าวหา “โรงสี” ว่าทุจริต แต่ไม่ใช่การกล่าวหาทั้งหมด เพราะโรงสีที่ดีก็มี แต่ที่แย่ก็มีไม่น้อย และหากไม่นับความโลภมากของโรงสีเอง กลไกของรัฐก็เป็นตัวกระตุ้นให้โรงสีจำต้อง “เบียดบัง” ผลประโยชน์ชาวนา แลกกับประโยชน์ที่โรงสีจะได้รับจากโครงการนี้
เพราะโครงการจำนำข้าวรอบนี้ รัฐบาลตั้งงบจ่ายขาดวงเงิน 2.5 หมื่นล้านบาท เพื่อเป็นใช้จ่ายดำเนินโครงการ อาทิ ค่ารับฝากข้าว 55 บาทต่อตัน และค่าสีแปรสภาพข้าว 50 บาทต่อตัน ขณะที่การที่โรงสีนำข้าวเปลือกที่สีแล้ว หากไม่นำไปเก็บเข้าที่โกดังกลาง ก็จะเก็บไว้ที่โกดังของโรงสี ซึ่งค่าเก็บรักษาข้าวจะอยู่ที่ 541 บาทต่อตันต่อปี
เงินใต้โต๊ะที่เรียกเก็บจากโรงสีเพื่อให้ได้สิทธิเข้าร่วมโครงการ ยังไม่รวมเงินใต้โต๊ะส่วนอื่นๆ เช่น หากโรงสีรับจำนำข้าวปริมาณเท่าใดก็ต้องจ่ายค่า “ธรรมเนียมพิเศษ” ตามปริมาณข้าวที่รับจำนำข้าวมา ซึ่งปัจจุบันเรียกราคากันที่ 50-100 บาทต่อตัน ยิ่งโรงสีรับจำนำข้าวเปลือกในปริมาณมากก็ต้องจ่ายมากเช่นกัน
มาที่ขั้นตอนการรับข้าวเปลือกเข้าโครงการ หากไล่ทีละประเด็นจะพบว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือก “ส่งกลิ่น” ทุจริตตั้งแต่ต้น ตั้งแต่มีการแฉว่ามีการลักลอบนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านผ่านชายแดนเพื่อสวมสิทธิในโครงการ แต่ถูกตอบโต้จากฝ่ายรัฐบาลว่าเป็นการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์
กรณีที่ ยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ส่งสัญญาณว่า เจ้าหน้าที่ ณ จุดรับจำนำข้าวที่โรงสีสามารถใช้ “ดุลพินิจ” ได้ เช่น หากข้าวเปลือกเข้าโครงการสูงกว่าปริมาณข้าวที่ระบุไว้ในใบรับรองเกษตรกร แต่ชาวนายืนยันว่าเป็นข้าวของตัวเองก็ให้เข้าโครงการได้ เท่ากับ “เปิดช่อง” ให้นำข้าวเปลือกจากเพื่อนบ้านหรือข้าวที่โรงสีกักตุนไว้เข้าโครงการ
“ผมเชื่อว่าราคาจำนำข้าวที่สูงจะสร้างแรงจูงใจให้มีการทุจริต โดยนำข้าวเปลือกที่รับจำนำไว้มาขาย เพราะข้าวในตลาดไม่มีหรือมีก็มีราคาสูง บางทีพ่อค้าก็ยอมเสี่ยง” ยรรยงยอมรับ แต่กลับเปิดช่องให้มีการทุจริตเสียเอง
เช่น สถานการณ์น้ำท่วมใหญ่ขณะนี้ เป็นปัจจัยที่เอื้อโรงสีนำข้าวเปลือกมาสวมสิทธิ เนื่องจากผลผลิตข้าวเปลือกของชาวนาเสียหายไปนั้นจะถูก “แทนที่” ด้วยข้าวเปลือกที่ถูกซื้อตุนไว้ก่อนหน้านี้
ขณะที่พฤติกรรมการผลิตข้าวและบริโภคข้าวก็เป็นปัจจัยที่เอื้อให้มีการนำข้าวเปลือกมาสวมสิทธิเช่นกัน เพราะชาวนาอีสานและภาคเหนือตอนล่าง เมื่อปลูกข้าวได้จะเก็บข้าวไว้บริโภคในครัวเรือน ข้าวที่เหลือก็จะไหลเข้าโครงการรับจำนำ แน่นอนว่าข้าวในส่วนที่ชาวนาเก็บไว้บริโภคจะถูก “แทนที่” ด้วยข้าวเปลือกของโรงสีได้เช่นกัน
ล่าสุด โรงสีที่สมัครเข้าร่วมโครงการกว่า 600 แห่ง มีโรงสีบางส่วนขอเลื่อนเวลาเข้าโครงการเป็นต้นเดือน ม.ค.ปีหน้า โดยอ้างว่าเดือน ต.ค.ธ.ค. 2554 ผลผลิตข้าวเปลือกมีไม่มาก เปิดช่องให้โรงสี “กว้านซื้อ” ข้าวเปลือกเพื่อสวมสิทธิในโครงการ เพราะปกติแล้วผลผลิตข้าวจะออกมามากที่สุดในช่วงเดือน พ.ย.ธ.ค.ของทุกปี
แม้กิตติรัตน์ จะบอกว่า หากชาวนาขายข้าวไม่ได้ราคาที่รัฐบาลประกันไว้ ก็ให้มาขายกับโรงสีร่วมโครงการจำนำ แต่บางพื้นที่หรือบางจังหวัดมีโรงสีเข้าร่วมโครงการ 23 แห่งเท่านั้น ขณะที่การขนข้าวเปลือกจำนำข้ามเขตก็ “ถูกล็อก” ไว้ โดยชาวนาจะจำนำข้าวเปลือกได้เฉพาะในพื้นที่จังหวัดของตัวเองเท่านั้น ยกเว้นบางตำบลที่มีพื้นที่ติดต่อกัน
“ราคาข้าวเปลือกที่โรงสีรับจำนำไว้ก่อนหน้านี้อยู่ที่ 8,000-9,000 บาทต่อตัน หากโรงสีนำข้าวเปลือกมาเข้าโครงการ 1.5 หมื่นบาทต่อตัน โรงสีกำไรทันที 50%” นิพนธ์ วงศ์ตระหว่าน นายกกิตติมศักดิ์สมาคมโรงสีข้าวไทยชี้แจง
ส่วนที่หวังว่าชาวนาจะเก็บเกี่ยวข้าวเปลือกมาเก็บไว้แล้วจึงนำเข้าโครงการก็เป็นไปได้น้อยมาก โดยเฉพาะชาวนาภาคกลางที่ไม่มี “ยุ้งฉาง” เมื่อ “เครื่องเกี่ยวข้าว” ถูกนำมาใช้แทนแรงงานคน ข้าวที่เกี่ยวได้เรียกว่า “ข้าวเกี่ยวสด” จะถูกลำเลียงส่งตรงไปยังโรงสีทันที ที่ความชื้นสูงถึง 25-30% ราคาข้าวเปลือกที่ชาวนาได้ก็ถูกลดทอนลงไปอีก
ขั้นตอนต่อมา เมื่อโรงสีนำข้าวที่รับจำนำไปสีแปรสภาพเป็นข้าวสาร ก่อนที่ข้าวจะถูกส่งมอบเข้าโกดังกลางจะมีการตรวจสอบสภาพข้าว โดยผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว หรือ “เซอร์เวย์เยอร์”
วงการข้าวทราบดีว่าต้องโรงสี “จ่ายส่วนเพิ่ม” กระสอบละ 100-200 บาท แลกกับการให้เซอร์เวย์เยอร์รับรองคุณภาพข้าวสูงเกินความเป็นจริง นอกเหนือจากค่าตรวจสอบข้าวที่รัฐบาลตั้งอัตราเหมาจ่ายที่ 16 บาทต่อตัน และทุกครั้งที่รัฐบาลเปิดสต๊อกข้าวประมูลขายจะพบว่ามีข้าว “เสื่อมสภาพ” จำนวนมาก บางครั้งต้องเลหลังขายเป็นอาหารสัตว์
เช่นเดียวกับขั้นตอนการระบายข้าวสารในสต๊อกรัฐบาล กิตติรัตน์ ที่ระบุว่า โครงการจำนำข้าวเปลือกนาปีที่เตรียมเงินหมุนเวียน 4.1 แสนล้านบาท อาจใช้แค่หลัก “หมื่นล้าน” เท่านั้น
เพราะมั่นใจว่าผู้ประกอบการข้าวถุงผู้ส่งออกที่รับออร์เดอร์ข้าวล่วงหน้าจะมาซื้อข้าวแข่งกับรัฐบาล เนื่องจากคนเหล่านี้ทำอาชีพนี้มาหลายสิบปีคงไม่เลิกอาชีพที่ทำอยู่แน่นอน เชื่อว่าปริมาณที่รัฐบาลรับจำนำจะไม่เกิน 15 ล้านตัน
ยิ่งสถานการณ์น้ำท่วมครั้งใหญ่ขณะนี้ ที่ทำให้พื้นที่ปลูกข้าวเสียหายไม่น้อยกว่า 89 ล้านไร่ ผลผลิตอาจเสียหาย 4 ล้านตันข้าวเปลือก และมีแนวโน้มความเสียหายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่นับรวมกับภัยพิบัติธรรมชาติในประเทศอื่นๆ ประกอบกับการประกาศว่ารัฐบาลมีออร์เดอร์ซื้อข้าวแบบ “รัฐต่อรัฐ” อีกเพียบ
“ขอให้ติดตามอย่างใกล้ชิด ครั้งนี้จะแสดงฝีมือให้ดู ซึ่งอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศกับผมจะทำหน้าที่เจรจาขายข้าวแบบจีทูจี” กิตติรัตน์ กล่าว และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะยกระดับราคาข้าวสารได้ที่ระดับ 800 เหรียญสหรัฐต่อตัน
แต่ไม่ทันไรก็มีเสียงจากวงการผู้ส่งออกข้าวที่ระบุว่า บริษัท สยามอินดิก้า เป็นบริษัทในเครือบริษัท เพรซิเดนท์ อะกริ เทรดดิ้ง เตรียมโดดเข้าร่วมการประมูลข้าวสารจากสต๊อกของรัฐบาล และเป็นที่ทราบกันดีว่าบริษัทแห่งนี้มีความเกี่ยวพันกับนักการเมืองระดับแกนนำคนสำคัญในพรรคเพื่อไทย
เรียกได้ว่าโครงการรับจำนำข้าวเปลือกรอบนี้เดิมพันสูงยิ่งด้วยเค้กก้อนโต 4 แสนล้านบาท และมีกระบวนการที่เปิดโอกาสให้มีการแสวงหาประโยชน์ในทุกขั้นตอน จึงไม่มีใครรับประกันความเสียหายจากโครงการนี้จะเสียหายเท่าใด
แต่ที่แน่ๆ แหล่งเงินที่ใช้ในโครงการจำนำข้าวเปลือกที่สูงถึง 4.35 แสนล้านบาท และเป็นเงินกู้ 4.1 แสนล้านบาท โดยเงินจำนวนนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ยืนยันว่า มีสภาพคล่องที่จ่ายเป็นเงินหมุนเวียน 9 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้จำนำข้าวในเดือน ต.ค.พ.ย. ส่วนที่เหลืออีก 3.2 แสนล้านบาท ต้องกู้จากสถาบันการเงินอื่นๆ
โดยเฉพาะตั้งแต่สัปดาห์ที่ 3 ของเดือน พ.ย. 2554 ธ.ก.ส.ต้องจัดหาเงินกู้ให้ได้อย่างน้อย 2.1 แสนล้านบาท เพื่อเป็นทุนหมุนเวียนจำนำข้าวในเดือน ธ.ค. 2554 และเดือน ม.ค. 2555 แต่กลับมีข้อจำกัดในด้านการ “กู้เงิน”
เนื่องจากสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) ระบุว่า ภายใต้ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2551 กำหนดว่า ในปีงบประมาณหนึ่ง กระทรวงการคลังจะค้ำประกันเงินกู้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณ หรือคิดเป็นวงเงิน 4.66 แสนล้านบาทในปีงบประมาณ 2555
ขณะที่ปีงบ 2555 กระทรวงการคลังมีแผนกู้ต่อและค้ำประกันแล้ว 1.76 แสนล้านบาท เหลือวงเงินที่ค้ำประกันได้ 2.89 แสนล้านบาท หากค้ำประกันเงินกู้ให้ ธ.ก.ส.เต็มจำนวน จะไม่เหลือวงเงินค้ำประกันเงินกู้ให้รัฐวิสาหกิจแห่งอื่นๆได้ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงการลงทุนใหม่ของรัฐวิสาหกิจอื่นๆ กระทั่งโครงการกองทุนหมู่บ้านที่ต้องกู้เงิน 8 หมื่นล้านบาท
และเมื่อไม่สามารถใช้เงินกู้จาก ธ.ก.ส.ได้ทั้งหมด รัฐบาลจึงเบนเข็มไปหาเงินกู้จากแหล่งอื่นหาแหล่งเงินกู้จากสถาบันการเงินของรัฐ หรือสถาบันการเงินในระบบ ที่ กิตติรัตน์ ชี้ว่า “สภาพคล่องในระบบมีสูงถึง 2 ล้านล้านบาท”
จึงถือเป็นความเสี่ยงยิ่งที่รัฐบาลยอมทุ่มเงินหมด “หน้าตัก” ให้โครงการจำนำข้าวเปลือกที่เสี่ยง “รั่วไหลสูง” และการขาดทุนจากการ “ขายข้าว” ขณะที่สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐยุโรปก็ยังเอาแน่ไม่ได้ ไหนจะต้องเตรียมเงินไว้เยียวยาและฟื้นฟูหลังน้ำท่วมที่สร้างความเสียหายแล้วประมาณ 1.2 แสนล้านบาท
ไม่มีใครในชาติอยากให้ “อภิมหาโครงการจำนำข้าวเปลือก” ครั้งนี้ “ล้มเหลว” หรือต้องการให้ชาวนา 3.7 ล้านครัวเรือน หรือ 20 ล้านคนต้องยากจนต่อไป
แต่ก็ต้องฉุกคิดเหมือนกันว่า หากโครงการไม่สำเร็จสมประสงค์ จะต้องมีใครต้องออกมาแสดงความรับผิดชอบหรือไม่ เพราะเงินที่ใช้ไม่ใช่เงินของยิ่งลักษณ์ ไม่ใช่เงินของกิตติรัตน์ และไม่ใช่เงินของนายห้างใหญ่ หากแต่เป็นเงินของภาษีประชาชน







