posttoday
วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ภัยซ้ำซากที่ เอเชีย ไม่เคยจำ

วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ภัยซ้ำซากที่ เอเชีย ไม่เคยจำ

10 ตุลาคม 2554

วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540–2541 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงลิ่วที่ช่วยให้ไทยและหลายชาติในเอเชีย

วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540–2541 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงลิ่วที่ช่วยให้ไทยและหลายชาติในเอเชีย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งเมื่อปี 2540–2541 ถือเป็นบทเรียนราคาแพงลิ่วที่ช่วยให้ไทยและหลายชาติในเอเชียไม่จมดิ่งไปกับแฮมเบอร์เกอร์ไครซิส ปี 2548 และในวิกฤตการณ์หนี้สาธารณะยุโรปครั้งนี้ หลายประเทศเอเชียเราก็มีการคาดการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจกันไว้บ้างแล้ว

นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่เอเชียมีการเรียนรู้บทเรียนเศรษฐกิจในอดีต และสามารถนำมาปรับใช้ให้รับกับสถานการณ์โลกในปัจจุบันได้ทันท่วงที

แต่สิ่งที่เอเชียเรากลับไม่เคยเรียนรู้ ทั้งที่มีบทเรียนให้ได้ศึกษากันมาทุกปี กลับเป็น “เรื่องที่ใกล้ตัวที่สุด” กับ “การรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติ” โดยเฉพาะอุทกภัยที่มาเยือนทุกฤดูมรสุมไม่เคยบิดพลิ้ว

เมื่อถึงครั้งที่อุทกภัยมาอย่างหนักหน่วงกว่าทุกๆ ครั้ง รัฐบาลของแต่ละชาติก็มักจะตกอยู่ในสถานะ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” กันไปก่อนแทบทุกครั้ง กับการเตรียมพร้อมรับมือที่มักจะสายเกินแก้ หรือเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้

และอุทกภัยถล่มเอเชียปีนี้ ก็เป็น “อีกหนึ่งครั้ง” ที่ว่า เช่นกัน...

ตั้งแต่เดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ฤดูมรสุมในปีนี้ได้แผลงฤทธิ์ให้หลายประเทศในเอเชียต้องจมบาดาลกันถ้วนหน้า ตั้งแต่ปากีสถาน อินเดีย จีน ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และล่าสุดไทยแลนด์

บริษัทประกันรายใหญ่ของโลก เอออน เบนฟิลด์ คาดการณ์ว่าความสูญเสียทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากอุทกภัยในประเทศเหล่านี้ (ไม่รวมฟิลิปปินส์) จะสูงถึงเกือบ 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.1 แสนล้านบาท) นับเป็นความสูญเสียจากภัยธรรมชาติล่าสุดในฝั่งเอเชีย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นาน บริษัทประกันรายใหญ่จากฝั่งอังกฤษ ลอยด์ส ออฟ ลอนดอน เพิ่งประกาศตัวเลขขาดทุนครึ่งปีแรกถึง 697 ล้านปอนด์ (ราว 3 หมื่นล้านบาท) จากภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ทั่วโลกตั้งแต่ญี่ปุ่นไปจนถึงนิวซีแลนด์

วิกฤตการณ์น้ำท่วมใหญ่ภัยซ้ำซากที่ เอเชีย ไม่เคยจำ

เอออนได้ระบุในรายงานประเมินสถานการณ์ภัยธรรมชาติทั่วโลกประจำเดือน ก.ย.ว่า ฤดูมรสุมในปีนี้ก่อให้เกิดน้ำท่วมอย่างหนักและดินโคลนถล่มเป็นวงกว้างในหลายพื้นที่ทั่วเอเชีย เช่น ที่จีน ฝนที่ตกอย่างหนักติดต่อกันหลายสัปดาห์ ทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและดินถล่มใน 9 มณฑล มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 101 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจเป็นเงินถึง 4,250 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว .35 หมื่นล้านบาท)

ส่วนฝั่งเอเชียใต้อย่างปากีสถานที่เผชิญน้ำท่วมใหญ่ทางภาคใต้ของประเทศ ก็ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 443 คนเป็นอย่างน้อย มีบ้านเรือนได้รับผลกระทบถึง 1.52 ล้านครัวเรือน เช่นเดียวกับที่อินเดีย ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ 2 ครั้งในฤดูมรสุมปีนี้ซึ่งถล่มรัฐโอริสสา รัฐอุตรประเทศ และรัฐพิหาร ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 97 คน และสร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3 หมื่นล้านบาท)

และสำหรับประเทศไทยเราซึ่งประเมินถึงเฉพาะเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ความสูญเสียทางชีวิตสูงถึง 206 คน ความสูญเสียทางเศรษฐกิจพุ่งไปถึง 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3,240 ล้านบาท) กับบ้านเรือนที่เสียหาย 1.13 ล้านหลังคาเรือน

วีโอเอนิวส์ รายงานอ้างบรรดานักอุตุนิยมวิทยาว่า ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมธรรมชาติกับการไหลเวียนของกระแสน้ำเอลนินโญและลานินญา คือปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ฤดูมรสุมในไทยและอีกหลายประเทศเอเชียในปีนี้ทวีความรุนแรงขึ้น หรือมีปริมาณฝนตกมากขึ้น

ทว่าสิ่งที่นักวิชาการและหน่วยงานอีกหลายแห่งได้ย้ำเป็นเสียงเดียวกันด้วยก็คือ รัฐบาลหลายชาติยังขาดการเตรียมพร้อมรับมือภัยธรรมชาติ (ซ้ำซาก) อย่างดีและเป็นระบบเพียงพอ

สำนักงานยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศของสหประชาชาติ เพื่อบรรเทาภัยพิบัติทางธรรมชาติ (UNISDR) ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้บรรดารัฐบาลชาติเอเชีย หันมาลงทุนในด้านการลดความเสี่ยงของภัยพิบัติทางธรรมชาติให้มากขึ้น ทั้งเพื่อป้องกันและจำกัดความเสียหายจากอุทกภัยน้ำท่วม ที่สร้างความเสียหายอย่างหนักหน่วงทุกครั้งในฤดูมรสุมแต่ละปี

“ผู้คนไม่ควรต้องมาตายเพราะน้ำท่วมอีก ทุกวันนี้เรามีเทคโนโลยีที่สามารถเตือนภัยชุมชนก่อนที่น้ำจะมาได้ ทำให้เราสามารถอพยพผู้คนออกจากพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที สามารถปกป้องชีวิตประชาชนและความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศได้” มากาเร็ตธา วาห์ลสตรอม เลขาธิการของ UNISDR กล่าว

ขณะที่หน่วยงานบรรเทาทุกข์ออกซแฟมในอังกฤษ ก็ระบุว่า ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ของปากีสถานในวันนี้ เป็นผลจากที่รัฐบาลยังไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือที่ดีพอ ทั้งที่ปากีสถานเพิ่งจะมีบทเรียนจากปัญหาน้ำท่วมครั้งเลวร้ายเมื่อปีที่ผ่านมา จนติดอันดับเป็น 1 ใน 10 ภัยพิบัติครั้งเลวร้ายที่สุดในโลกประจำปี 2553 ขณะที่ย้อนไปเมื่อปี 2548 รัฐบาลปากีสถานเองก็เคยให้คำมั่นว่าจะเตรียมพร้อมการรับมือภัยพิบัติทางธรรมชาติให้ดีกว่านี้

แต่ก็เป็นคำสัญญาที่ยังไม่สามารถทำได้จริงแม้จะล่วงมานานถึง 6 ปีเต็ม

ขณะที่เพื่อนบ้านอย่างฟิลิปปินส์นั้น แม้จะมีโมเดลการเตรียมรับมือภัยธรรมชาติที่เคยคว้ารางวัลระดับโลกมาแล้วกับระบบพูรอก (Purok System) บนเกาะเซบู ทว่าฟิลิปปินส์กลับขาดการบูรณาการ หรือการเตือนภัยในประเทศพร้อมกันอย่างเป็นระบบ ดังที่ สส.ฟิลิปปินส์ ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลปรับปรุงระบบเตือนภัยน้ำท่วมให้ดีขึ้น หลังจากที่มีผู้เสียชีวิตแล้ว 101 คน และสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจราว 154 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4,620 ล้านบาท)

การลงทุนของประเทศในเอเชียในวันนี้ จึงไม่ควรทุ่มไปด้านเดียวกับเรื่องเศรษฐกิจและการค้า หรือการมุ่งขยายตัวเลขจีดีพี แต่ควรหันมาตระหนักกับภัยใกล้ตัวที่มาทุกปีอย่างอุทกภัยให้มากขึ้น เพราะนอกจากความสูญเสียต่อชีวิตแล้ว ความเสียหายทางเศรษฐกิจก็ยังเป็นตัวเลขมหาศาล และฉุดการถดถอยของจีดีพีได้ไม่แพ้ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ หรือวิกฤตการณ์หนี้ยุโรป

เช่นที่บริษัท เครดิตสวิสกรุ๊ป เอจี ได้คงคาดการณ์เศรษฐกิจสำหรับประเทศไทยในปีนี้ไว้ดังเดิมว่าจะขยายตัวได้ 3.5% แต่การประเมินหลังจากนี้อาจเปลี่ยนแปลงไปได้สูง

เพราะเบื้องต้นนั้นมีการประเมินคร่าวๆ ไว้ว่า อุทกภัยน้ำท่วมครั้งเลวร้ายที่สุดในรอบ 50 ปีของประเทศไทย อาจกระเทือนภาวะเศรษฐกิจและฉุดการขยายตัวของจีดีพีมากถึง 0.3%

การลงทุนเพื่อประเทศ จึงควรต้องมองให้ยาวกว่าที่เห็นในวันนี้...!

 

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท