
สงบศึกน้ำลายช่วยวิกฤตน้ำท่วม
รุนแรงต่อเนื่องจนถึงขั้นที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย &<2288;
รุนแรงต่อเนื่องจนถึงขั้นที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย &<2288;
โดย...ทีมข่าวการเมือง
รุนแรงต่อเนื่องจนถึงขั้นที่ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ประกาศว่าปัญหาน้ำท่วมเที่ยวนี้ “วิกฤต” รุนแรงที่สุดในรอบหลายปีที่ผ่านมา พร้อมประกาศในรายการ “รัฐบาลยิ่งลักษณ์พบประชาชน” ดันให้เป็น “วาระแห่งชาติ” ดึงความร่วมมือจากทุกฝ่ายมาร่วมกันแก้ปัญหา
จนถึงวันนี้ความเสียหายเกิดขึ้นใน 30 จังหวัด ได้แก่ จ.สุโขทัย พิจิตร พิษณุโลก นครสวรรค์ อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สระบุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี นนทบุรี อุบลราชธานี ขอนแก่น ศรีสะเกษ สุรินทร์ ฉะเชิงเทรา นครนายก ปราจีนบุรี เชียงใหม่ ร้อยเอ็ด ลำปาง เลย นครราชสีมา บุรีรัมย์ กำแพงเพชร และตาก รวม 223 อำเภอ 1,532 ตำบล 10,130 หมู่บ้าน
ราษฎรเดือดร้อน 784,097 ครัวเรือน 2,388,286 คน ผู้เสียชีวิต 261 คน สูญหาย 4 คน พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 8,642,399 ไร่ พื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ บ่อปลา 123,824 บ่อ สัตว์ได้รับผลกระทบ 9,956,723 ตัว น้ำท่วมเส้นทางไม่สามารถสัญจรผ่านได้ รวม 216 สาย แยกเป็นทางหลวง 58 สาย ใน 15 จังหวัด ทางหลวงชนบท 158 สาย ใน 32 จังหวัด
ความเสียหายยังรุนแรงต่อเนื่องไปถึงนิคมอุตสาหกรรมที่มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจสูงนับแสนล้านบาทไปจนถึงพื้นที่ กทม.ที่กำลังสุ่มเสี่ยงจะประสบปัญหาน้ำท่วมที่จะซ้ำเติมความเสียหายมากยิ่งขึ้น
ลำพังแค่ศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถานการณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) ที่ตั้งมาก่อนหน้านี้ ดูจะควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ จนล่าสุดรัฐบาลเปิด “ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย” (ศปภ.) ณ อาคารผู้โดยสารภายในประเทศสนามบินดอนเมืองให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ หลายพื้นที่เจอน้ำท่วมหนัก ภารกิจสำคัญเวลานี้จึงจำเป็นที่จะต้องเร่งระบายน้ำลงทะเลให้เร็วที่สุด ก่อนพายุลูกใหม่ที่จ่อเข้ามาซ้ำเติมความเดือดร้อนเพิ่มมากขึ้น
บรรยากาศการเมืองในเวลานี้จึงดูจะยุติความขัดแย้งไว้ชั่วคราว พักยกสงครามน้ำลายมาทุ่มเทสรรพกำลังแก้ปัญหาน้ำท่วมกันอย่างพร้อมเพรียง เมื่อต่างก็รู้ว่าในวาระหน้าสิ่วหน้าขวานเช่นนี้ หากยังมาเดินหน้าเล่นการเมืองแบบเดิมๆ ย่อมถูก “น้ำท่วม” กัดเซาะคะแนนนิยมได้ง่ายๆ
เวลานี้สารพัดเรื่องร้อนทั้งหลายแหล่ของรัฐบาลต่างถูกพับเก็บลงกระเป๋าไม่หยิบจับมาพูดถึง ทั้งการแต่งตั้งโยกย้ายในหลายหน่วยงานที่ต้องชะลอเรื่องออกไป ไม่อยากนำมาเป็นประเด็นให้ถูกโจมตีซ้ำเติมข้อครหาเดิมๆ ทั้งการ “ล้างบาง” คนจากขั้วอำนาจเก่าสวนทางกับนโยบายแก้ไขไม่แก้แค้น
ประเด็นใหญ่อย่างฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งหยิบยกนำมาปัดฝุ่นใหม่อย่างเร่งด่วน พร้อมตั้งคณะทำงานขึ้นมากลั่นกรองและตรวจสอบข้อเท็จจริง ถูกเก็บงำไว้ไม่นำมาพูดถึงในช่วงเวลานี้ ป้องกันแรงเสียดทานที่จะถูกโจมตีซ้ำแผลเก่าเรื่องมุ่งช่วยเหลือเพื่อประโยชน์คนคนเดียว แทนที่จะทำเพื่อส่วนรวมโดยเฉพาะในเวลานี้ที่ประชาชนค่อนประเทศกำลังเดือดร้อนอย่างรุนแรง
ที่สำคัญงานนี้ “ยิ่งลักษณ์” ประกาศยกเลิกหมายเดินทางไปเยือนมาเลเซียและสิงคโปร์ ในช่วงนี้ ด้วยเหตุผลว่าจะช่วยประสานงานและให้กำลังใจประชาชน
“ยามนี้คนไทยมีความทุกข์ ดิฉันและคณะก็ทุกข์ด้วย จึงตัดสินใจขอโทษผู้นำต่างประเทศเพื่อปฏิบัติภารกิจของประเทศก่อน”
ต้องยอมรับว่าบทเรียนจากเมื่อครั้งเดินทางไปเยือนต่างประเทศในช่วงหลังรับตำแหน่งหมาดๆ ทั้งที่สถานการณ์น้ำท่วมในเวลานั้นยังไม่คลี่คลาย กลายเป็นอีกประเด็นร้อนที่ถูกรุมถล่มอย่างหนักถึงความไม่ใส่ใจปัญหา ซ้ำเติมเรื่องความล่าช้าในการแก้ปัญหา ฉุดภาวะผู้นำของ “ยิ่งลักษณ์” จนไม่อาจปล่อยให้ซ้ำรอยเดิมได้อีกครั้ง
ทุกองคาพยพของรัฐบาลในเวลานี้ แต่ละกระทรวง ทบวง กรม ถูกกำชับให้ไปเฝ้าระวังในพื้นที่ คอยแก้ปัญหาให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยอย่างเอาจริงเอาจัง พร้อมกับวางแนวทางป้องกันน้ำท่วมในพื้นที่อื่นๆ ร่วมกับทหาร กรมชลประทาน ท้องถิ่น และภาคเอกชน แก้ปัญหาอย่างรวดเร็ว
ไม่ต่างจาก “ประชาธิปัตย์” ที่ปรับรูปแบบการทำงานช่วงนี้ ตามที่ประกาศตัวเป็นฝ่ายค้าน สร้างสรรค์ หลบเลี่ยงลดการวิวาทะในประเด็นการเมืองต่างๆ หันมาเน้นหนักจี้รัฐบาลให้ความช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนจากน้ำท่วมครั้งนี้เป็นหลัก
พร้อมกันนี้ยังได้เปิดศูนย์ “อาสาฯ คนไทยช่วยน้ำท่วม” ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางรับบริจาคและส่งต่อความช่วยเหลือไปแต่ละพื้นที่ พร้อมดัน “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” หัวหน้าพรรคทำงานเชิงลุกลงพื้นที่ให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในพื้นที่เดือดร้อน จนมองว่าลงพื้นที่หนักยิ่งกว่าสมัยเป็นนายกฯ ด้วยซ้ำ
ส่องดูการทำงานในสภาผู้แทนราษฎรเวลานี้ ทั้งกระทู้ถามสดในสภาฯ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการกระตุ้นถามถึงความคืบหน้าในมาตรการให้ความช่วยเหลือน้ำท่วมของรัฐบาล ไปจนถึงเรื่องญัตติด่วนที่ สส.ให้ความสำคัญเสนอเป็นญัตติเกี่ยวกับน้ำท่วมการให้เข้าสู่การพิจารณาถึง 2 รอบ ที่ยังอภิปรายต่อเนื่องมาจนถึงวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา
การเปิดศึกปะทะกันของนักการเมืองเวลานี้ ดูจะพุ่งเป้าไปที่ผลประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่ ดังจะเห็นจากรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเองที่สมาชิกจาก “เพื่อไทย” ออกมาค่อนขอด “บิ๊กเติ้ง” บรรหาร ศิลปอาชา ที่พื้นที่ส่วนใหญ่ของ จ.สุพรรณบุรี รอดพ้นน้ำท่วม ปล่อยให้จังหวัดอื่นๆ ต้องแบกรับความเสียหายที่เกิดขึ้น จนกลายเป็น “วิวาทะ” ตอบโต้กันอยู่พักใหญ่
อย่างไรก็ตาม หากพรรคหนึ่งพรรคใดยังเล่นการเมืองรายวัน มีหวังก็ถูกประณาม มิได้ผุดมิได้เกิด ซึ่ง สส.ย่อมรู้ทางหนีทีไล่เป็นอย่างดี
ทิศทางการเมืองในเวลานี้ จึงเหมือนจะพร้อมใจกันยุติความขัดแย้งไว้ชั่วคราว เปิดทางให้กับการมุ่งแก้ “วิกฤตน้ำท่วม” ที่เป็นปัญหาใหญ่ของชาติเวลานี้







