
เหตุผลและผลกระทบของการลดค่าเงินของเวียดนาม
...ชาติชัย พาราสุข
ท่านผู้อ่านที่ติดตามข่าวเศรษฐกิจคงจะทราบแล้วว่าประเทศเวียดนามได้ประกาศลดค่าเงิน (เงินด่อง) เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 16 ก.พ.ที่ผ่านมา โดยห่างจากการลดค่าเงินครั้งแรกเพียงสองเดือนกว่า ในครั้งนี้เงินด่องลดค่าราว 3.4% เป็น 18,544 ด่องต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อรวมกับครั้งก่อนหน้าลดค่าเงินไปราว 5.5% ทำให้มีการลดค่าเงินรวมเกือบ 9% คงมีคนอยากจะถามว่าเวียดนามจะเจ๊งหรือ จึงต้องลดค่าเงินบ่อยอย่างนี้ คำตอบคือไม่ใช่ เพราะหนี้ต่างประเทศเขามีเพียง 30% ของ GDP แต่การลดค่าเงินเพื่อคงระดับความสามารถในการแข่งขัน พูดภาษาชาวบ้านคือลดค่าเงินเพื่อให้เขาขายของได้
ประเทศเวียดนามเป็นประเทศที่พึ่งพาการส่งออกไม่ต่างกับไทย โดยมีอัตราส่วนของการส่งออกต่อ GDP สูงกว่า 70% ดังนั้นหากเวียดนามส่งออกไม่ได้ เศรษฐกิจของเขาก็เดี้ยง ปัญหาของเขาคืออัตราเงินเฟ้อสูงมากถึง 7.62% ในเดือนม.ค. ทำให้ผู้ผลิตมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้นทำให้ขายได้ยากขึ้น รัฐบาลของเวียดนามจึงประกาศลดค่าเงินเดือนเมื่อปลายเดือนพ.ย. 5.5% ซึ่งเป็นอัตราใกล้เคียงกับเงินเฟ้อ ณ ขณะนั้น โดยหวังที่จะทำให้ราคาสินค้าของเขาในรูปเงินดอลลาร์มีราคาเท่าเดิม ยกตัวอย่างก็แล้วกันเดี๋ยวจะงง
สมมติว่าเดิมต้นทุน 100 ด่อง แต่พอมีเงินเฟ้อ 5% ต้นทุนก็เพิ่มเป็น 105 ด่อง ทำให้เอาสินค้าไปขายเมืองนอก ราคาสินค้าเพิ่มขึ้น 5% เวียดนามก็ขายสินค้าลำบาก รัฐบาลจึงลดค่าเงินให้ 5% มีผลให้ราคาขายสินค้าในรูปเงินดอลลาร์เท่าเดิม ผู้ส่งออกก็สามารถขายสินค้าได้เป็นปกติ หรือหากลดค่าเงินมากกว่าอัตราเงินเฟ้อ ผู้ส่งออกเวียดนามก็ยิ่งสามารถขายของได้ถูกขึ้นอีก
ด้วยหลักการเช่นนี้ เมื่ออัตราเงินเฟ้อไม่ยอมหยุด กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 5 เปอร์เซ็นต์ เป็นเกือบ 8 เปอร์เซ็นต์ รัฐบาลเวียดนามจึงต้องประกาศลดค่าเงินอีกครั้งเพื่อให้ต้นทุนในรูปเงินดอลลาร์สำหรับผู้ส่งออกเท่าเดิม สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นคุณชายละเอียดที่ตั้งคำถามในใจว่าเงินเฟ้อแค่ 7.6% ไฉนจึงลดค่าเงินรวมเกือบ 9% ขี้โกงหรือเปล่า ขอตอบว่ารัฐบาลเวียดนามเขาคำนวณมาเป็นอย่างดี ผิดกับรัฐบาลบางประเทศที่เสียเวลาไปกับการควบคุมความสงบ เพราะอัตราเงินเฟ้อในบางพื้นที่ เช่น Hai Phong, An Gaing และ Khanh Hao เพิ่มเกือบ 10% เขาจึงต้องลดค่าเงินเผื่อเอาไว้ ดังนั้นจึงเชื่อขนมกินได้เลยว่า หากอัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นไปอีก รัฐบาลเวียดนามก็จะไม่ลังเลที่จะลดค่าเงินอีก อย่าไปหลงเชื่อคำของรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐว่าไม่มีผลกระทบ มีแน่นอน โดยเฉพาะสินค้าที่แข่งขันกับประเทศเรา ยิ่งเป็นสินค้าที่มีต้นทุนการผลิตเป็นรูปเงินด่องล้วนๆ เช่น สินค้าเกษตร ยิ่งน่ากลัว เพราะลดค่าเงินเท่าใด ราคาสินค้าของเขา (ในรูปเงินดอลลาร์สหรัฐ) ก็ถูกลงเท่านั้น ผมไม่เข้าใจว่าธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาบอกทำไมว่าไม่มีผลกระทบมาก โดยให้เหตุผลว่าการลดค่าเงินทำให้วัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศของเวียดนามเพิ่มสูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อของเขาที่สูงก็ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ดังนั้นเวียดนามไม่น่าจะสามารถแข่งขันได้ดีขึ้น ผู้ส่งออกไทยอย่าเป็นกังวล
ผมได้ฟังแล้วเป็นกังวลแทน เพราะไม่รู้ว่าใช้เศรษฐศาสตร์ทฤษฎีไหนมาวิเคราะห์ สมมติว่าผู้ผลิตชาวเวียดนามนำเข้าวัตถุดิบ 10 เหรียญสหรัฐ เมื่อผลิตเสร็จก็ขายสินค้าชิ้นนั้นได้ 12 เหรียญสหรัฐ ค่าเงินด่องจะเป็นเท่าใดผู้ผลิตไม่ต้องสนใจ ที่สนใจคือกำไร 2 เหรียญสหรัฐ เมื่อแลกเป็นเงินด่องได้มากขึ้นหรือลดลงต่างหาก หากแลกเป็นเงินด่องได้มากขึ้น ผู้ผลิตอาจจะยอมลดกำไรเหลือ 1.8 เหรียญสหรัฐ เพราะยังทำให้กำไรในรูปเงินด่องเท่าเดิม จึงตั้งราคาขายใหม่ได้ที่ 11.8 เหรียญสหรัฐต่อชิ้น ขอถามว่าผู้ผลิตของเวียดนามขายสินค้าที่ 11.8 เหรียญสหรัฐต่อชิ้น และผู้ผลิตของไทยยังตั้งราคาขายเท่าเดิมที่ 12 เหรียญสหรัฐต่อชิ้น เราควรเป็นกังวลหรือไม่ เฮ้อ เหนื่อยใจ กลับมาดูสถานการณ์ในบ้านเราดีกว่า
เรื่องแรก
“อัตราแลกเปลี่ยน” ประเทศของเรา ผิดกับประเทศด้อยพัฒนาอย่างเวียดนามที่วันๆ เอาแต่ลดค่าเงินช่วยผู้ส่งออก ปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาดตามหลักทฤษฎีสากล ทำให้ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินบาทของเราแข็งค่าขึ้น 6.23% ผลก็คือส่วนต่างระหว่างเงินสองสกุลนี้ห่างกันกว่า 15% อ๊ะ ผมไม่ได้ตั้งใจว่าตำหนิธนาคารแห่งประเทศไทยนะครับ ทราบว่าธนาคารแห่งประเทศไทยได้พยายามเข้าแทรกแซงตลาดเงินอย่างเต็มที่แล้ว อย่างไรก็ดี ข้อเท็จจริงที่ว่าเงินของเราแพงกว่าของเขา 15% ทำให้เราเสียเปรียบเวียดนามในการแข่งขันอย่างแน่นอนเรื่องที่สอง
“อัตราเงินเฟ้อ” เวียดนามเขาต้องลดค่าเงินเพื่อจะคงต้นทุนการผลิตในรูปเงินดอลลาร์ โดยชดเชยต้นทุนเงินด่องที่เพิ่มขึ้นตามราคาสินค้าด้วยอัตราแลกเปลี่ยนที่อ่อนลง แต่ประเทศไทยก็ใช่จะน้อยหน้าเวียดนามในเรื่องเงินเฟ้อ เพราะถึงแม้อัตราเงินเฟ้อผู้บริโภคในเดือนม.ค. จะอยู่ที่ 4.1% ซึ่งต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อของเวียดนามพอควร แต่อัตราเงินเฟ้อผู้ผลิตที่เป็นเครื่องชี้วัดต้นทุนการผลิตโดยตรงอยู่ที่ 11.4% ก็น่ากลัวเหมือนกัน เพราะนอกจากผู้ส่งออกไทยจะไม่ได้ตัวช่วยจากค่าเงินแล้ว ค่าเงินกลับเป็นพิษด้วยการแข็งค่ากว่า 6% ซึ่งทำให้ผมแปลกใจเหมือนกันว่าผู้ผลิตชาวไทยเขาอยู่กันได้อย่างไร ต้นทุนก็สูง ค่าเงินก็แข็ง ขอพูดว่า เฮ้อ เหนื่อยใจ เป็นครั้งที่สองเป็นที่โชคดีที่สินค้าของเวียดนามกับไทยมีการแข่งขันกันน้อย ด้วยสินค้าส่วนใหญ่ของเขาจะเป็นสินค้าเกษตรพื้นฐานหรือสินค้าที่ต้องใช้แรงงานมาก ส่วนของเราจะเป็นสินค้าไฮเทคและสินค้าอุตสาหกรรมหนัก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในหมวดที่ทับซ้อนกัน ผู้ส่งออกของไทยในหมวดสินค้านั้นจะไม่ได้รับผลกระทบ อย่างไรก็ดี เรื่องเงินเฟ้อและเรื่องค่าเงินเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเศรษฐกิจไทย เพราะเศรษฐกิจของไทยอย่างไรเสียก็ต้องพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ประชากรของเรามีน้อยเกินไปและยากจนเกินไปที่จะทำให้พึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเป็นหลักได้
อ้อ ผมอ่านเจอในคอลัมน์หนึ่งในโพสต์ทูเดย์นี่แหละ ผู้เขียนเขียนว่าการส่งออกของไทยไม่ได้สำคัญต่อเศรษฐกิจอย่างนั้น เพราะเมื่อหักการนำเข้าแล้วจะทำให้การส่งออกสุทธิเหลือแค่ 20% ของ GDP ตัวเลขเป็นจริงอย่างนั้น แต่สภาพจริงไม่เป็นเช่นนั้น เพราะถึงแม้จะไม่มีการส่งออก ไทยก็ยังต้องมีการนำเข้าอยู่ดี เช่น การนำเข้าพลังงาน ดังนั้นเมื่อหักการนำเข้าที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผลิตเพื่อการส่งออกแล้ว ตัวเลขการนำเข้าสุทธิน่าจะสูง แต่ที่สำคัญกว่าคือแรงงานราวครึ่งหนึ่งของประเทศอยู่ในอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก หากการส่งออกมีปัญหา แรงงานก็มีปัญหา
เมื่อการส่งออกเป็นสิ่งสำคัญ อัตราแลกเปลี่ยนและอัตราเงินเฟ้อย่อมจะสำคัญด้วย ดังนั้นประเทศไทยควรจะเรียนรู้อะไรบางอย่างจากประเทศเวียดนาม







