
โอกาสของเด็ก
ในช่วงสงครามเย็นการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตมีอยู่แทบทุกด้าน รวมทั้งเรื่อง “อวกาศ”
ในช่วงสงครามเย็นการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตมีอยู่แทบทุกด้าน รวมทั้งเรื่อง “อวกาศ”
โดย..ภาสกร พุทธิชีวิน
ในช่วงสงครามเย็นการแข่งขันกันระหว่างสหรัฐอเมริกากับสหภาพโซเวียตมีอยู่แทบทุกด้าน รวมทั้งเรื่อง “อวกาศ” ในตอนนั้นสหภาพโซเวียตล้ำหน้าอเมริกาอยู่หลายก้าว เพราะสามารถส่งดาวเทียมชื่อ “สปุตนิก” ขึ้นสู่วงโคจรของโลกได้ในปี ค.ศ .1957 และสหภาพโซเวียตก็แสดงความล้ำหน้าเหนือสหรัฐอีกครั้งในปี ค.ศ. 1961 เมื่อส่งมนุษย์อวกาศคนแรกของโลกชื่อ “ยูริ กาการิน” ขึ้นสู่ห้วงอวกาศพร้อมยานอวกาศโคจรรอบโลก และสามารถกลับสู่พื้นโลกได้อย่างปลอดภัย
แล้ววันที่ 22 ก.ค. ปี ค.ศ. 1969 อเมริกาก็ประกาศให้โลกรู้ว่าความก้าวหน้าของอเมริกานั้นเหนือสหภาพโซเวียต ด้วยการส่งยานอวกาศอพอลโล 11 ลงบนดวงจันทร์พร้อมกับมนุษย์อวกาศ 2 คน คือ “นีล อาร์มสตรอง” และ “เอ็ดวิน อัลดริน”
หลังจากเหยียบแผ่นดินดวงจันทร์ อาร์มสตรอง ก็กล่าวกับคนทั่วโลกว่า “นี่คือก้าวเล็กๆ ของมนุษย์คนหนึ่ง แต่เป็นก้าวที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ” คำพูดนี้กลายเป็นวรรคทองที่แสดงความยิ่งใหญ่ของมนุษย์ในการพิชิตโลกอื่น
.มนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์ด้วยอพอลโล 12, 14, 15, 16 เรื่อยมา กระทั่งอพอลโล 17 เป็นลำสุดท้ายของภารกิจนี้ หลังจากนั้นก็ไม่มีมนุษย์ไปเหยียบดวงจันทร์อีกเลย
การไปดวงจันทร์หลายๆ ครั้ง นักบินอวกาศได้นำเอาหินเอาดินจากดวงจันทร์มาสู่โลกของเราด้วย แต่ข้อจำกัดในเรื่องของการขนส่งทำให้จำนวนหินและดินจากดวงจันทร์มีปริมาณไม่มาก ทั้งนี้หินและดินจากดวงจันทร์ถูกเก็บรักษาไว้อย่างดี เพราะวัตถุเหล่านี้คำนวณแล้วมีมูลค่ามหาศาล รวมทั้งมีประโยชน์ในด้านการศึกษาค้นคว้าวิจัยของมนุษย์
ในวันที่ 1025 พ.ย.ที่จะถึงนี้ หินจากดวงจันทร์ที่นำมาสู่โลกมนุษย์โดยนักบินอวกาศเมื่อ 40 ที่แล้วจะเดินทางมาสู่บ้านเราครับ มาพร้อมกับชุดอวกาศที่มนุษย์สวมใส่เมื่อครั้งเดินอยู่บนดวงจันทร์ นอกจากนี้ยังมาพร้อมกับอาหารที่มนุษย์อวกาศกินตอนที่อยู่ในห้วงอวกาศด้วย
ไปดูกันได้ครับที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี งานนี้เป็นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่จัดขึ้นในไทย โดยใช้ชื่องานว่า “บีโอไอ แฟร์ 2011” ซึ่งถือเป็นงานแรกที่การจัดงานมุ่งไปสู่ Low Carbon Fair ภายในงานจะมีบริษัทชั้นนำของโลกมาออกบูธกันเป็นร้อยบริษัท ทุกบริษัทตั้งใจโชว์นวัตกรรมสู่อนาคตที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และไม่ปล่อย CO2 ที่เป็นภาระกับโลก
ที่ผมว่าการจัดงานให้มุ่งไปสู่ “Low Carbon Fair” นั้น ทำให้งานนี้เป็นที่สนใจของคนทั้งโลก จึงไม่แปลกที่จะมี CEO ของบริษัทชั้นนำของโลกติดต่อเพื่อเข้าเยี่ยมชมงานนี้เป็นร้อยคน แม้แต่คณะที่จัดงาน “เวิลด์เอ็กซ์โป” ยังติดต่อขอเข้าชมงาน และถ้าจัดได้ดีงานนี้ไทยมีสิทธิเป็นเจ้าภาพจัดงาน “เวิลด์เอ็กซ์โป” ในปี 2020 เลยทีเดียว
ผมได้คุยเรื่องเหล่านี้กับเจ้าหน้าที่ของบีโอไอท่านหนึ่งที่เจอกันโดยบังเอิญเมื่อครั้งไปต่างจังหวัดไม่นานมานี้ ขณะเดียวกันผมเห็นเจ้าหน้าที่หลายคนกำลังโปรโมตงานด้วยการแจกสมุดและที่คั่นหนังสือให้กับเด็กๆ หลายคน พร้อมกับอธิบายให้เด็กๆ ฟังถึงงานบีโอไอ แฟร์ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนหน้า
เพื่อนผมบางคนงงครับ เปรยกับผมว่าทำไมเจ้าหน้าที่โปรโมตงานยิ่งใหญ่ระดับโลกแบบนี้กับเด็กๆ ต่างจังหวัดอย่างออกรสออกชาติ
ได้ยินคำถามผมก็ยิ้มครับ ผมไม่ได้ตอบหรือพูดอะไร แต่ในใจของผมสนับสนุนการโปรโมตงานนี้กับเด็กๆ อย่าลืมครับว่าเด็กคือทรัพยากรที่มีค่าที่สุด เด็กในต่างจังหวัดของบ้านเรามีความมุ่งมั่น แต่บางคนขาดโอกาส ขาดประสบการณ์ในการเข้าสู่แหล่งข้อมูล
การจัดงานในครั้งนี้ผมอยากให้เด็กไทยทุกคนมีโอกาสไปเห็นนวัตกรรมใหม่ๆ รวมทั้งสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นมิตรต่อโลกต่อมนุษย์ ทั้งนี้การเห็นของจริงจะทำให้พวกเขาเกิดจินตนาการในการต่อยอดทางความคิด วันหนึ่งเราอาจจะมีนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ เพิ่มขึ้นมาจากงานบีโอไอ แฟร์ 2011 ครั้งนี้ก็ได้
อย่าลืมครับว่าดินสอที่มนุษย์ใช้ในอวกาศนั้นมาจากความคิดของเด็ก
จินตนาการผสมผสานกับความมุ่งมั่น เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้มาเยอะต่อเยอะแล้ว ไม่ว่าในทางร้ายหรือทางดี การจัดงานเพื่อรักษาโลกให้อยู่กับมนุษย์ไปนานๆ เห็นแล้วผมสนับสนุนครับ
โลกร้อนขึ้นทุกวันด้วยน้ำมือของพวกเรา น้ำท่วมแทบทุกทวีป แม้แต่เมืองไทยก็ไม่รอด โลกอาจจะพบทางออกและหนทางแก้ปัญหาจากภัยพิบัติต่างๆ ด้วยฝีมือของเด็กในวันนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้
&<2288;







