
แอปเปิล เสี่ยงตกชั้น ในวันที่ไร้ สตีฟ จ๊อบส์
เป็นข่าวใหญ่หน้า 1 ของสื่อทั่วโลก เมื่อบริษัท แอปเปิล อิงก์ เจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้าสะท้านใจลูกค้าทั่วโลก
เป็นข่าวใหญ่หน้า 1 ของสื่อทั่วโลก เมื่อบริษัท แอปเปิล อิงก์ เจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้าสะท้านใจลูกค้าทั่วโลก
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
เป็นข่าวใหญ่หน้า 1 ของสื่อทั่วโลก เมื่อบริษัท แอปเปิล อิงก์ เจ้าของบริษัทผู้ผลิตสินค้าสะท้านใจลูกค้าทั่วโลก ไม่ว่าจะแมคบุ๊ก ไอพอด ไอแพด และไอโฟน ต้องสูญเสียหัวเรือใหญ่อย่าง สตีฟ จ็อบส์ ผู้ที่ถือได้ว่าเป็นตำนานและมหากาพย์แห่งวงการเทคโนโลยีโลก
แน่นอนที่หลายคนมองว่า แอปเปิล คือ “สตีฟ จ็อบส์” และสตีฟ จ็อบส์ ก็คือ “แอปเปิล”
และเมื่อในวันนี้ไม่มีบุคคลชื่อ สตีฟ จ็อบส์ อีกต่อไป หลายฝ่ายเริ่มมองว่าช่องว่างระหว่างแอปเปิลและคู่แข่งรายอื่นๆ กำลังบีบแคบเข้ามาทุกทีๆ
ต้องยอมรับกันว่า จิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์ของ สตีฟ จ็อบส์ นั้นถูกผูกติดอยู่กับโชคชะตาของแอปเปิลอย่างแยกกันไม่ได้ ดังนั้นเมื่อ สตีฟ จ็อบส์ เสียชีวิตลงในวัย 56 ปี ท่ามกลางความเศร้าสลดของแฟนๆ ทั่วโลก คำถามก็เริ่มผุดขึ้นในทันทีว่า แอปเปิลในวันนี้จะสามารถสานต่อความสำเร็จ ความมุ่งมั่นในการผลิตนวัตกรรมเทคโนโลยีดังเช่นที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยฝากผลงานไว้ได้หรือไม่
คิมยังชาน นักวิเคราะห์จากชินฮาน อินเวสต์เมนต์ ในกรุงโซลของเกาหลีใต้ ประเทศคู่แข่งสำคัญของแอปเปิลให้ความเห็นว่า “ในฐานะที่เป็นนักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยีก็ต้องขอแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ จ็อบส์ แต่ในความเป็นจริงก็คือ แอปเปิลถือเป็นทรัพย์สินของ จ็อบส์ ไม่ใช่ตัว จ็อบส์ ที่เป็นทรัพย์สินของแอปเปิล”
เป็นการยืนยันฟังชัดว่า แอปเปิลยืนอยู่ได้เพราะ สตีฟ จ็อบส์ นั่นเอง
ดังนั้น ดูเหมือนว่า ซัมซุง บริษัทผู้ผลิตโทรศัพท์มือถือ และเทคโนโลยีอื่นๆ จากเกาหลีใต้ จะเป็นบริษัทที่ถูกจับตามากที่สุดในขณะนี้ว่าจะขึ้นมาเทียบชั้นแอปเปิลในวันที่ไร้ สตีฟ จ็อบส์ ได้ และซัมซุงจะกลายมาเป็นคู่แข่งที่ “สูสี” มากยิ่งขึ้นกว่าเดิม
ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าทั้งสองบริษัทถือว่าได้ดึงความสนใจของผู้บริโภคในตลาดโทรศัพท์สมาร์ตโฟนทั่วโลกไปจนเกือบหมด เหลือช่องว่างและส่วนแบ่งตลาดให้กับบริษัทอื่นๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางความเป็นคู่แข่งกันนั้น แอปเปิลก็คือลูกค้ารายใหญ่ของซัมซุง ที่ต้องพึ่งพาชิปประมวลผล และระบบการแสดงผลหน้าจอจากบริษัทสัญชาติเกาหลีใต้แห่งนี้
จากความสัมพันธ์ทั้งการเป็นคู่แข่งและเป็นผู้ขาย ได้ช่วยให้ซัมซุงได้ก้าวขึ้นมาเป็นแบรนด์ชั้นนำของโลกเคียงข้างแอปเปิล แม้ว่าจะไม่ถึงกับตามจี้ตูด แต่ก็ไม่อาจจะวางใจได้ โดยมูลค่าตลาดของซัมซุงนั้นอยู่ที่ 1.15 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่แอปเปิลนั้นมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 3.45 แสนล้านเหรียญสหรัฐ
การต่อสู้และความเป็นคู่แข่งของแอปเปิลและซัมซุงดำเนินไปอย่างดุเดือดในช่วงปีที่ผ่านมา โดยต่างก็ยื่นการฟ้องร้องในเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ระหว่างกันในกว่า 10 ประเทศ และมากกว่า 20 คดี นับตั้งแต่เดือน เม.ย.เป็นต้นมา โดยเฉพาะคดีระหว่างโทรศัพท์สมาร์ตโฟน และแท็บเล็ต ตระกูล “กาแล็คซี่” ของซัมซุง กับ ไอโฟน และไอแพด จากฝั่งแอปเปิล
ในระหว่างการเปิดตัวไอแพด 2 เมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมานั้น สตีฟ จ็อบส์ เคยกล่าวโจมตีเยาะเย้ยคู่แข่งไว้อย่างดุเดือดไม่น้อยว่า “พวกเขาต้องกลับไปเริ่มที่กระดาษร่างกันใหม่ พวกเขาต้องฉีกร่างดีไซน์ทิ้งไปเพราะว่าพวกเขาสู้ไม่ได้”
ลีซุงวู นักวิเคราะห์วงการเทคโนโลยีจากชินยัง ซีเคียวริตี ให้ความเห็นว่า แอปเปิลนั้นได้ทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก แต่อิทธิพลนั้นกำลังจะเสื่อมลงทันทีเมื่อปราศจาก สตีฟ จ็อบส์
“ภายใต้การดูแลของจ็อบส์ แอปเปิลได้สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับวงการไอทีไปสู่การเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ และขณะเดียวกันก็ทำให้มีเหยื่อที่ต้องพ่ายแพ้จำนวนมาก แต่ปราศจากเขาแล้ว คู่แข่งของแอปเปิลกำลังเร่งก้าวเท้าขึ้นมาให้เท่าเทียมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นกูเกิล ซัมซุง ไมโครซอฟท์ และเฟซบุ๊ก ที่กำลังพยายามอย่างยิ่งยวด”
อย่างไรก็ตาม ยังมีนักวิเคราะห์อีกจำนวนหนึ่งเชื่อว่าแอปเปิลจะยังทำหน้าที่สานต่อนวัตกรรมของ สตีฟ จ็อบส์ ได้ดีต่อไป แจน ดอว์สัน คือหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญที่เห็นเช่นนั้น ทว่าก็ยังเชื่อว่าแอปเปิลจะทำได้ดีในแค่ระยะสั้นๆ เท่านั้น ไม่ใช่ในระยะยาว
ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ โทรศัพท์สมาร์ตโฟนชื่อดังอย่างไอโฟนที่ สตีฟ จ็อบส์ นำเสนอต่อโลกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2007 ด้วยลูกเล่นใหม่ที่โลกไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนหลายอย่างนั้น ถือว่าในขณะนี้ไอโฟนได้กลายเป็น “มาตรฐาน” ของโทรศัพท์สมาร์ตโฟนทั่วโลกไปแล้ว
ดังนั้น จากความเป็นมาตรฐานที่ทำให้มีคู่แข่งจ้องเลียนแบบ และดำเนินรอยตาม ทำให้ยอดขายของไอโฟนในทุกๆ วันนี้ก็กำลังเผชิญหน้ากับคู่แข่งมากมาย
คำถามก็คือว่า โดยปราศจาก สตีฟ จ็อบส์ แล้ว แอปเปิลจะสามารถเปิดตัวสินค้าสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ออกมาได้ต่อไปหรือไม่ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงมากที่สุดว่า ในที่สุดแล้วแอปเปิลจากการเป็นบริษัทที่ “สุดยอด” ก็จะกลายเป็นเพียง “บริษัทธรรมดาๆ” แห่งหนึ่งเท่านั้น ถ้าหากไม่สามารถสร้างความแปลกใหม่ขึ้นให้กับวงการได้ดังเช่นที่ สตีฟ จ็อบส์ เคยสร้างเอาไว้
แม้กระทั่ง จีเอสชอย ซีอีโอของบริษัทคู่แข่งอย่างซัมซุงก็ต้องยอมสดุดี สตีฟ จ็อบส์ และกล่าวยกย่องว่า สตีฟ จ็อบส์ ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงอันเป็นการปฏิวัติวงการมานับครั้งไม่ถ้วนสู่องค์การอุตสาหกรรมเทคโนโลยี และสตีฟ จ็อบส์ ถือเป็นผู้บริหารที่สุดยอด
ขณะที่ โฮวาร์ด สตริงเกอร์ ซีอีโอของโซนี่ คอร์ป ก็ยกย่องว่า ยุคทองแห่งโลกดิจิตอลได้สูญเสียแสงสว่างนำทางไปแล้ว แต่ทว่าผลงานนวัตกรรมของ สตีฟ จ็อบส์ ก็จะยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับคนช่างฝันและเหล่านักคิดต่อไปอีกหลายต่อหลายรุ่น
ทั้งนี้ การเสียชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ ด้วยวัย 56 ปี เกิดขึ้นเพียง 1 วันให้หลังจากการปรากฏตัวของ ทิม คุก ซีอีโอคนใหม่ของแอปเปิล ที่ขึ้นแนะนำไอโฟน 4 เอส เป็นครั้งแรกคนเดียวบนเวที
น่าเสียใจที่การตอบรับจากทั้งบรรดาแฟนๆ และนักลงทุนนั้นถือว่าเป็น “ลบ” เพราะผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ล่าสุดนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากเดิมอะไรจนถึงกับต้องรู้สึก “ตื่นเต้น” เหมือนก่อน
ถือเป็นความล้มเหลวในยกแรกที่แอปเปิลไม่อาจจะสร้างความแตกต่าง และไม่สามารถทิ้งระยะห่างจากคู่แข่งให้ออกไปไกลกว่าเดิมได้ หนำซ้ำยังทำให้คู่แข่งรู้สึกสบายใจมากขึ้นด้วย
และที่สำคัญ ถือเป็นการทดสอบ ทิม คุก ซีอีโอคนใหม่เป็นครั้งแรก และก็ถือว่า “สอบตก!”
น่าสนใจที่ทันทีข่าวการเสียชีวิตของ สตีฟ จ็อบส์ แพร่ออกไปนั้น ราคาหุ้นของบริษัท ซัมซุง ปรับขึ้น 3.9% ในทันที ส่วน แอลจี อีกหนึ่งบริษัทผู้ผลิตสมาร์ตโฟนจากเกาหลีใต้ก็ปรับขึ้น 6.6% บริษัท โซนี่ ปรับขึ้น 3.6%
เป็นสัญญาณชัดว่า แอปเปิลน่าจะถูกไล่จี้มากขึ้นหลังยุค สตีฟ จ็อบส์ และช่องว่างแห่งการแข่งขันอันดุเดือดในวงการนี้ก็จะแคบลงในทันที
และหาก ทิม คุก ยังไม่สามารถกุมบังเหียนแอปเปิล สร้างกระแส สร้างนวัตกรรมใหม่ได้ ในระยะยาวสุดท้ายแล้ว แอปเปิลก็จะเสี่ยงต่อการตกชั้นกลายเป็นเพียงแค่บริษัทธรรมดาๆ แห่งหนึ่งเท่านั้น







