
เศรษฐกิจไทยแหกโค้ง สำลักน้ำ-ตกหล่มวิกฤติโลก
แม้ในห้วง 9 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะดูดีติดลมบน แต่พอถึงไตรมาส 4
โดย...ทีมข่าวการเงิน
แม้ในห้วง 9 เดือนที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยจะดูดีติดลมบน แต่พอถึงไตรมาส 4 ขณะนี้อยู่ในช่วงอาการน่าเป็นห่วง เหมือนเป็นคนอมโรคต่างๆ นานา เล่นงานอยู่ตลอดเวลา
ที่เห็นได้ชัดภายในประเทศ ปัญหาน้ำท่วมกระทบเศรษฐกิจในช่วงท้ายของปีแบบเต็มๆ เพราะปัญหารุนแรง กินวงกว้าง และเวลายาวนานกว่าที่หลายฝ่ายประเมินไว้
กระทรวงการคลัง ประเมินว่า ผลกระทบน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายทั้งพื้นที่การเกษตร ปศุสัตว์ และระบบขนส่ง คมนาคม คิดเป็นเม็ดเงินที่เสียหาย 2-4 หมื่นล้านบาท
หากคิดเป็นการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ทำให้การขยายตัวในไตรมาส 4 หายวับไปทันที 0.2-0.3%
น้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้กระทบกับการบริโภคภายในประเทศขยายตัวลดลง ซึ่งสวนทางกับสิ่งที่รัฐบาลตั้งเป้าขยายการบริโภคภายในประเทศดันเศรษฐกิจ ชดเชยการพึ่งพาต่างประเทศที่มีปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ
ปัญหาน้ำท่วมพื้นที่เกษตรเป็นวงกว้างทำให้เกษตรกรได้รับผลกระทบสองเด้ง นอกจากไม่มีรายได้เพราะพืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหายหมด ทำให้ไม่มีเงินใช้จ่าย
นอกจากนี้ อาจต้องเผชิญกับภาวะไม่มีเงินจ่ายชำระหนี้ที่กู้มาทำนาทำไร่ เป็นปัญหาหนี้เสียให้กับสถาบันการเงินต้องแก้ไข ลำบากทั้งเกษตรกรและสถาบันการเงิน
การลงทุนก็ได้รับผลกระทบตามมา เพราะการบริโภคชะลอ การลงทุนก็ขยายไม่ได้เช่นกัน
เรียกว่าโดนสองเด้ง การลงทุนของประเทศที่ผ่านมายังขยายตัวไม่เต็มที่ มาเจอปัญหาน้ำท่วมให้สะดุด ทำให้ต้องเริ่มตั้งหลักกันใหม่อีก
นอกจากปัญหาน้ำท่วม เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังมีปัญหาเรื่องเงินเฟ้อที่ปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุดกระทรวงพาณิชย์ประกาศเงินเฟ้อเดือน ก.ย. 2554 ยังพุ่งสูง 4.03% และคาดว่าทั้งปีจะสูงถึง 3.7% ส่งผลทำให้เงินค่าครองชีพของคนไทยในทุกหย่อมหญ้าเพิ่มสูงขึ้น
ภาวะเงินเฟ้อสูงนั้นมารอบทิศทาง ทั้งราคาน้ำมันที่ยังทรงอยู่กลับเพิ่มขึ้น
ขณะที่ราคาอาหารก็ถีบตัวแพงขึ้น ส่วนหนึ่งที่เป็นตัวเร่งเงินเฟ้อในไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้นมากๆ ก็คือ ราคาอาหารพืชผัก ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม ผลผลิตเสียหาย หากมีออกมาขายก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ
แน่นอนว่าราคาสินค้าเกษตรต้องขึ้น
อัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นยังโยงไปถึงอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่อยู่ระดับ 3.5% ต่อปี อาจจะอั้นไม่อยู่หากอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวมากกว่าที่คิด
การที่อัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็ยิ่งเป็นการซ้ำเติมการบริโภคและการลงทุนในไตรมาส 4 ให้ทรุดตัวหนักเข้าไปอีก ส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจภาพรวมของประเทศขยายตัวไม่ได้ตามที่คาดหวังไว้
อัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น นอกจากทำให้รายได้น้อยลงแล้ว ยังเป็นภาระกับผู้เป็นหนี้ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ให้ต้องควักเงินมาผ่อนเพิ่มขึ้น
สุ่มเสี่ยงกับภาวะชักหน้าไม่ถึงหลังได้อีกปัญหาหนึ่ง
เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ยังได้รับผลกระทบจากงบประมาณปี 2555 ที่พิจารณาล่าช้า จากที่ต้องเริ่มใช้งบประมาณตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2554 ที่ผ่านมาแล้ว แต่บัดนี้ร่างงบประมาณ 2555 วงเงิน 2.33 ล้านล้านบาท ยังไม่เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา มีการคาดว่า กว่าจะเริ่มใช้ได้ก็ต้องปาเข้าไปเดือน ก.พ. 2555 โน่น
ลากยาวขนาดนี้ หัวรถจักรว่าด้วยการลงทุนภาครัฐดับไปดื้อๆ แน่
หมายถึงว่า เงินในระบบ การจ้างงาน การผลิตของกลุ่มที่ติดหนึบกับการลงทุนภาครัฐเดี้ยงไปด้วย
ส่งผลให้ไตรมาส 4 ในส่วนของงบประมาณลงทุนเบิกจ่ายไม่ได้ ภาพรวมการลงทุนของประเทศไม่ขยายตัว ทั้งที่เป็นเส้นเลือดสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำหรับปัญหาต่างประเทศ ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจของสหรัฐและยุโรปถือว่ารุนแรงกว่าที่คิด และแก้ยากกว่าที่คาดไว้ ทำให้กระทบกับเศรษฐกิจทุกประเทศในโลก
ที่สำคัญประเทศเศรษฐกิจเล็กอย่างไทยยากที่จะต้านวิกฤตเศรษฐกิจที่มาจากต่างประเทศ จะเห็นว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมาการแก้หนี้ยุโรปที่ยังคลุมเครือไม่มีทางออก ทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปั่นป่วนตกลงอย่างหนัก
ในส่วนของตลาดหุ้นไทยในช่วง 2 สัปดาห์นี้ตกไปถึง 200 จุด มูลค่าตลาดหายไปนับแสนล้านบาท ที่เป็นสัญญาณไม่ดีกับตลาดหุ้นไทย แม้ว่าพื้นฐานยังพอไปได้ก็ตาม
การเทขายหุ้นของนักลงทุนต่างประเทศเพื่อขนเงินกลับไปช่วยบริษัทแม่ในต่างประเทศที่ได้รับวิกฤต ทำให้เงินทุนไหลออกจากไทยยังรุนแรงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาทะลุไปกว่า 2.3 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว
หลายคนต่างหวาดหวั่นกลัวกันว่าจะเป็นเลือดไหลไม่หยุด
การไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็วส่งผลทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง เป็นผลดีกับการส่งออกบ้าง แต่ก็กระทบให้การนำเข้าพลังงาน น้ำมัน ในไตรมาส 4 แพงขึ้น ทำให้กระทบกับเงินเฟ้อ ซึ่งหักลบแล้วอาจได้ไม่เท่าเสีย
นอกจากนี้ การที่เศรษฐกิจโลกวิกฤต ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป กระทบกับการส่งออกของไทยต่อกลุ่มประเทศดังกล่าวให้ลดลง ถึงแม้ว่าจะมีสัดส่วนการส่งออกไปที่ดังกล่าวลดลง เพราะมีการส่งออกไปในประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียมากขึ้น
แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงในโค้งสุดท้ายเศรษฐกิจไตรมาส 4 คือ หากวิกฤตจากยุโรปลามไปถึงญี่ปุ่น ที่มีปัญหาภัยธรรมชาติฉุดเศรษฐกิจ หรือลามไปถึงจีน ที่มีปัญหาเงินเฟ้อเป็นเนื้อร้ายของเศรษฐกิจ จะส่งผลกระทบต่อไทยที่มีสัดส่วนการส่งออกไปทั้งสองประเทศในสัดส่วนที่สูงไปด้วย
จะเห็นว่าจากปัญหาน้ำท่วม และวิกฤตเศรษฐกิจโลก ทำให้เศรษฐกิจไทยไตรมาส 4 ต้องเจอกับหลุมใหญ่อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ปัจจัยลบมีมากมาย แต่ปัจจัยดียังไม่มีเข้ามาให้เห็น
การแก้ไขปัญหาของรัฐบาลยังไม่เข้าตา ทั้งเรื่องการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังน้ำท่วม
ที่สำคัญการรับมือกับเศรษฐกิจ การไหลออกของเงินทุนอย่างรุนแรง ยังไม่มีมาตรการหรือแนวทางออกมาให้นักลงทุนผู้ประกอบการได้อุ่นใจ
ปล่อยไปตาม “กลไกเสรี”
ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะมีการตั้งวอร์รูมเศรษฐกิจ ติดตามวิกฤตเศรษฐกิจโลก ที่มี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ เป็นหัวหน้าทีม แต่วอร์รูมก็เป็นทีมงานที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างภาพลักษณ์มากกว่า
เพราะยังไม่มียุทธศาสตร์ นโยบาย มาตรการ ที่จะออกมารับมือเศรษฐกิจโลกอย่างเป็นรูปธรรม
การที่เศรษฐกิจไตรมาส 4 เติบโตลดลงย่อมส่งผลกับการขยายตัวเศรษฐกิจทั้งปี 2554 ไปด้วย ล่าสุดคลังได้ออกมาลดประมาณการเศรษฐกิจปีนี้ลง จากที่คาดว่าจะโตได้ 4.5% เหลือแค่ 4% ต่อปีเท่านั้น
ถือเป็นเรื่องที่รัฐบาลยังไม่ควรไว้ใจว่า ถึงโตลดลงแต่ก็ยังขยายตัวได้สูงอยู่ เพราะหากโค้งสุดท้ายสถานการณ์ทั้งน้ำท่วมและวิกฤตเศรษฐกิจโลกยังลุกลามขยายตัวคุมไม่อยู่ และรัฐบาลไม่มีอาวุธมารับมือได้ทัน
เศรษฐกิจไทยในปีนี้และปีหน้าย่อมมีสิทธิสำลักน้ำและตกเหวเศรษฐกิจไปนอนอยู่ใต้สมุทรหรือก้นเหวได้ทุกเมื่อ







