
สว.เชื่อการเมืองถือหุ้นบ.รับสัมปทานพลังงาน
ที่ปรึกษากมธ.ต่างประเทศสว. เชื่อการเมืองหาประโยชน์ถือหุ้นในบริษัทรับสัมปทานแหล่งพลังงาน
ที่ปรึกษากมธ.ต่างประเทศสว. เชื่อการเมืองหาประโยชน์ถือหุ้นในบริษัทรับสัมปทานพื้นที่ทับซ้อน
พล.ร.อ.ถนอม เจริญลาภ ที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิค ในคณะกรรมการเจรจาเขตแดนทางทะเล ฝ่ายไทย กล่าวว่า การเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (เจบีซี) จาก นายอัษฎา ชัยนาม ไปเป็น นายบัณฑิต โสตถิพลาฤทธิ์ นั้นจะไม่กระทบต่อแผนการเจรจาพื้นที่เขตแดนทางบกที่เคยได้ดำเนินการมาก่อนหน้านี้ เพราะเรื่องดังกล่าวเจ้าหน้าที่ได้วางแนวทางการเจรจาไว้ทั้งหมดแล้ว
ส่วนที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากมีการเปลี่ยนตัวประธานเจบีซีอาจส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงเขตแดนนั้น เชื่อว่าไม่สามารถเป็นไปได้ เพราะการเจรจาเรื่องเขตแดนใดๆ ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมร่วมรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ทั้งนี้ ยอมรับว่าการรัฐบาลสามารถกำหนดขอบเขตและแนวทางการเจรจาเรื่องเขตแดนได้ ผ่านทางประธานเจบีซี
พล.ร.อ.ถนอม กล่าวว่า สำหรับพื้นที่เขตแดนทางทะเลนั้น ขณะนี้ยอมรับว่าไม่มีความคืบหน้า เพราะรัฐบาล โดยกระทรวงการต่างประเทศ ยังไม่มีการตั้งหัวหน้าคณะเจรจาด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา (ซับเจทีซี) ขึ้นมาทำหน้าที่ ทั้งนี้ ตนมองว่าที่ยังไม่มีความคืบหน้าในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะฝ่ายการเมืองพยายามซุกการกระทำที่แสวงหาผลประโยชน์ทางปิโตรเลียมในแหล่งพลังงานทะเลอ่าวไทย บนพื้นที่ทับซ้อนให้กับฝ่ายการเมือง แต่เป็นเพราะว่าความหวาดระแวงว่าฝ่ายการเมืองจะเข้าไปมีผลประโยชน์
ทั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าหากฝ่ายการเมืองจะเข้าไปมีผลประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวทำได้วิธีเดียว คือ การเข้าไปถือหุ้นในบริษัทที่ได้รับสัมปทานในแหล่งพลังงาน
“ผมเป็นห่วงว่าหากไม่เร่งตั้งซับเจทีซี อาจทำให้ประเทศไทยเสียเวลาจำนวนมากในขั้นตอนการเจรจาเรื่องผลประโยชน์ทางทะเลในพื้นที่ทับซ้อน และอาจกระทบต่อการใช้พลังงานด้านปิโตรเลียมในอนาคตได้ เพราะจากตัวอย่างการเจรจาผลประโยชน์ด้านพลังงานระหว่างไทย-มาเลเซียที่ผ่านมา ต้องใช้เวลาเจรจานานกว่า 13 ปี กว่าจะสามารถนำพลังงานมาใช้ได้” พล.ร.อ.ถนอม กล่าว







