
นายกฯกำชับเร่งช่วยน้ำท่วม
นายกรัฐมนตรี วีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ยัน ติดตามสถานการณ์ทุกวัน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
นายกรัฐมนตรี วีดีโอคอนเฟอร์เร้นท์ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม ยัน ติดตามสถานการณ์ทุกวัน จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์และการแก้ปัญหาน้ำท่วม ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เร้นส์ ไปยังจังหวัดที่ได้รับผลกระทบปัญหาน้ำท่วม เช่น จังหวัดสิงห์บุรี ชัยนาท สุโขทัย และลพบุรี และ ศอส. มีนายวิบูลย์ สงวนพงศ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุโขทัย รายงานว่า การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยได้รับเงินช่วยเหลือผ่านธนาคารออมสินรอบแรกแล้ว ด้านผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท รายงานว่า มีพื้นที่ประสบภัย 4 อำเภอ ประชาชนเดือดร้อน 60,000 คน ต้องการขอความช่วยเหลือเรื่องการดำรงชีวิตของประชาชนผู้ประสบภัย โดยเฉพาะส้วมลอยน้ำและเรือท้องแบน และการเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ให้เร็วที่สุด นายกรัฐมนตรี จึงได้กำชับให้อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เร่งให้การช่วยเหลือโดยด่วน และให้กระทรวงคมนาคม ดูแลถนนสายหลัก และหลังจากนี้จะประชุมติดตามผลทุกวัน เรี่มตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการแก้ปัญหาอุทกภัยว่า หลังจากวันนี้จะวีดีโอคอนเฟอรเรนซ์ไปยังจังหวัดที่ประสบอุทกภัยทุกวัน เพื่อเร่งรัดการแก้ไขปัญหาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย หากติดภารกิจอื่นจะมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแทน พร้อมกันนี้ได้มอบหมายให้นายวิเชียร ชวลิต เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการบูรณาการแผนงานบริหารจัดการน้ำ อย่างไรก็ตาม หลังจากใช้แนวทางผลักดันน้ำ ทำให้ระดับน้ำลดลงแล้ว ยังได้เตรียมการรับสถานการณ์น้ำที่อาจท่วมในกรุงเทพหานครอย่างต่อเนื่องโดยกรมอุตุนิยมวิทยา จะรายงานสภาวะอากาศให้ทราบ สำหรับงบประมาณแก้ไขปัญหา ขณะนี้ยังใช้งบกลาง และได้ของบประมาณจากหน่วยงานอื่นที่ไม่มีความจำเป็นมาสมทบ ส่วนการเยียวยาความเสียหายให้เกษรกร จะใช้ระบบรับจำนำข้าวชดเชยความเสียหาย เบื้องต้นจะใช้หลักการ 2,222 บาทต่อไร่ หากพื้นที่ใดมีความเสียหายมากกว่านั้น จะหาแนวทางอื่นช่วยเหลือ
นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า การชดเชยความเสียหาย เป็นช่วงรอยต่อระหว่างโครงการประกันรายได้ กับโครงการรับจำนำข้าว จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมและสอดคล้อง โดยมอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้ดูแล







