posttoday
“บำรุง บุญปัญญา” ราชสีห์อีสาน......คำราม! ประสานชนชั้นกลางเขียนแผ่นดินให้เขียว

“บำรุง บุญปัญญา” ราชสีห์อีสาน......คำราม! ประสานชนชั้นกลางเขียนแผ่นดินให้เขียว

17 กุมภาพันธ์ 2553

 “ที่จริงเรามี My Map หรือ มีความคิด แต่สิ่งที่ขาดคือ Earth  Map หรือ การเขียนแผ่นดิน ถ้าเราไม่เขียนแผ่นดินให้มันเขียวขึ้นตามที่เราต้องการ  มัวแต่ไปสู้กฎหมายชุมชนซึ่งตอนนี้เหวี่ยงไปทางนี้มาก มันทำให้รูปธรรมไม่เกิด”

 “ที่จริงเรามี My Map หรือ มีความคิด แต่สิ่งที่ขาดคือ Earth  Map หรือ การเขียนแผ่นดิน ถ้าเราไม่เขียนแผ่นดินให้มันเขียวขึ้นตามที่เราต้องการ  มัวแต่ไปสู้กฎหมายชุมชนซึ่งตอนนี้เหวี่ยงไปทางนี้มาก มันทำให้รูปธรรมไม่เกิด”

ท่ามกลางสถานการณ์ปัญหาการช่วงชิงทรัพยากรที่เกิดขึ้นในทุกหนแห่งในโลก ซึ่งนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งเกิดขึ้นในสังคม  ในส่วนของประเทศไทยก็หลีกไม่พ้นที่จะเผชิญกับปัญหาในเรื่องนี้ตามกระแสโลกาภิวัตน์ 

ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร นั้นเป็นประเด็นที่ทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องร่วมมือกันแสวงหาทางออกเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนในอนาคต

ในส่วนของภาคประชาชนอีสาน 23 องค์กรภาคีได้ร่วมมือกันจัดงาน “ มหกรรมประชาชนอีสาน เพื่อการปกป้องทรัพยากร ชุมชนท้องถิ่น ในวันที่ 25-27 มกราคม 2553 ที่บริเวณสวนดอกคูณ ริมบึงแก่นนคร จ.ขอนแก่น เพื่อสรุปบทเรียน แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของภาคประชาชน และแสวงหาทางออกร่วมกันในการปกป้องทรัพยากร และชุมชนท้องถิ่น เพื่ออนาคตของลูกหลานรุ่นต่อไป

“เว็บไซต์โพสต์ทูเดย์” ได้มีโอกาสสนทนากับ “บำรุง บุญปัญญา”  เอ็นจีโออาวุโส    ผู้คร่ำหวอดกับการสร้างเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนมากกว่า 30 ปี ได้รับฉายาว่า “ราชสีห์แห่งอีสาน” ที่ได้ให้ทัศนะถึง สถานการณ์ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร  ผลกระทบที่มีต่อชุมชนท้องถิ่น รวมถึงทางออกในการแก้ไขปัญหาของภาคประชาชนว่าควรจะมีทิศทางอย่างไรในอนาคต

มองภาพรวมสถานการณ์ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรที่เกิดขึ้นอย่างไร?

 

“บำรุง บุญปัญญา” ราชสีห์อีสาน......คำราม! ประสานชนชั้นกลางเขียนแผ่นดินให้เขียว บำรุง

ปัญหาที่มันเกิดขึ้นในเวลานี้ปัจจัยหลักมาจากภาคอุตสาหกรรมที่มีการกระจายตัวครอบคลุมไปทั่วโลก และมีการพัฒนาเทคโนโลยีถึงขั้นสูงสุด ทำให้การช่วงชิงทรัพยากรเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อก่อนมีแค่โรงงานใหญ่แค่แห่งเดียว แต่ตอนนี้ผลิตของชิ้นเดียวแต่กระจายไปทั่วโลก ทั้งที่อุตสาหกรรมเป็นตัวสร้างมลพิษแต่เขาก็ไม่สนใจ เพราะพื้นที่ที่ไม่ตื่นตัวมีเยอะแยะ ทำให้เกิดการช่วงชิงทรัพยากรทั่วโลกอย่างรุนแรง และทำลายพื้นฐานการผลิตพื้นบ้านทุกชนิดที่เหลืออยู่

กระแสโลกาภิวัตน์มีผลกระทบกับเรื่องนี้หรือไม่?

ถ้าจะมองเรื่องนี้ต้องมองไปที่ โลกาภิวัตน์การเงิน ( Financial Globalization) ตัวนี้เป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายทุน ซึ่งไม่ต้องพึ่งการจัดการแบบรวมศูนย์แต่ใช้ทุนเป็นตัวควบคุม ตัวนี้ทำให้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยาการเกิดขึ้นเร็วมาก อีกตัวคือ โลกาภิวัตน์สื่อสาร ( Information Gobalization) อย่างกรณีแผ่นดินไหวที่ไฮติ แป๊ปเดียวรู้เรื่องทั่วโลก หรือกรณีเกิดสึนามิ  พายุนากีสถล่มพม่า ไม่กี่นาทีรู้เรื่องกันหมดแล้ว เพราะตอนนี้เป็นสงครามทางการสื่อสาร เป็นการรุกทางวัฒนธรรม และเป็นเครื่องมือในการล้างสมอง  ซึ่งเป็นตัวที่อันตรายมาก

แสดงว่ามอง 2 ปัจจัยนี้เป็นตัวเร่งทำให้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรลุกลามเร็วขึ้น?

แน่นอน  เพราะเมื่อการผลิตเปลี่ยนรูปแบบมาเป็นอุตสาหกรรมที่เน้นการบริโภคทรัพยากร  ตัวรูปแบบของมันคือโรงงานพอมาตั้งในจังหวัดหนึ่ง แต่มันใช้ทรัพยากรหลายจังหวัด ตรงกันข้ามรูปแบบการบริโภคไม่เปลี่ยนแต่ยิ่งขยายขึ้น 2 ตัวบวกกันก็ยิ่งทำลายทรัพยากรท้องถิ่น

จากปัญหาสถานการณ์โลกมีปัจจัยอะไรที่ส่งผลกระทบกับสถานการณ์แย่งชิงทรัพยากรในประเทศไทย?

ตอนนี้มันเป็นที่ปลายเหตุ  ปัญหามันเกิดขึ้นตอนที่ไทยคิดอยากจะเป็นนิกส์ ( Nics) เพราะเป็นช่วงที่หลังสงครามเย็นสงบไทยก็คิดว่ายังไงก็ต้องเป็นประเทศอุตสาหกรรม เป็นเสือตัวที่ 5 แต่ 4 ตัวคือ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ ไม่ได้เป็นประเทศเกษตรกรรมแต่เป็นศูนย์กลางการค้า

“ อย่างเกาหลีใต้ทางอเมริกาก็อัดฉีดมาเพื่อสู้กับเกาหลีเหนือ หรืออย่างไต้หวันก็เอาไว้สู้กับจีนแผ่นดินใหญ่ 
ในความเป็นจริง 4 เสือก็เป็นเหมือนแปลงสาธิตของอุตสาหกรรมโลก ไทยเองก็เป็นเป้าหมายของแปลงสาธิต เราก็เลือกที่จะเดินบนเส้นทางนี้บวกกับโลกาภิวัฒน์ก็เป็นตัวเร่งให้เกิดปัญหาเร็วขึ้นอีก ทำให้ย้ายฐานการผลิตแบบรวดเร็ว  อย่างทำโรงงานได้ 5-6 เดือนไม่พอใจก็ย้ายไปที่ใหม่”

เหมือนกับคุณบำรุงมองว่าการเป็น Nics ของไทยกระตุ้นให้เกิดการบ่อนทำลายทรัพยากรมากขึ้น?

ใช่ มันบ่อนทำลายเร็วมาก  การที่ไทยเลือกเดินทางนี้บวกกับการเปิดรับโลกาภิวัตน์มากขึ้น จุดนี้ยังเป็นตัวสำคัญทำให้กลุ่มทุนท้องถิ่นเผยอขึ้นมา อย่างเดี๋ยวนี้รุ่นลูกของกลุ่มทุนเหล่านี้ปัจจุบันเรียนจบถึงขั้นด๊อกเตอร์ เพราะเขารู้ว่าในอนาคตพวกเขาต้องเข้าไปช่วงชิงในเรื่องนี้  หากเขาไม่รักษาทรัพยากรที่มีอยู่ในมือมันก็จะถูกคนอื่นแย่งเอาไป และก็ต้องตามโลกาภิวัฒน์ให้ทัน

 อย่างกรณีร้านโชว์ห่วยพวกกลุ่มทุนพวกนี้ไม่สนใจ ต้องไปร่วมหุ้นกับบริษัทยักษ์ใหญ่เปิดห้างใหญ่ขึ้นมา และก็รุกคืบเข้าไปคุมการเมืองท้องถิ่นในระดับต่างๆ ถือว่าตอนนี้กลุ่มทุนท้องถิ่นก้าวตามทันโลกาภิวัตน์ได้หมดแล้วตั้งแต่ปี 2540 ที่ผ่านมา

ถ้ามองในส่วนของภาคอีสานปัญหาการแย่งชิงทรัพยากรตอนนี้เข้าขั้นวิกฤตแค่ไหนโดยเฉพาะในหมู่บ้านหรือชุมชนต่างๆ ?

จริงๆ แล้วปัญหามันไม่ได้แตกต่างหรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อย่างเกิดม็อบต่างๆขึ้นมาเช่น กรณีเขื่อนบ้านกุ่ม จ.ชัยภูมิ มันก็เป็นปัญหาแบบเดียวกับเขื่อนปากมูล จ.อุบลราชธานี แต่ต่างกันที่ตัวผลักดันหลักอย่างเขื่อนบ้านกุ่มตัวหลักอยู่ที่จีน ก็เปลี่ยนแต่ตัวแสดง หรือ Actor แต่เรื่องราวที่จะกระทบกับชีวิตชาวบ้านมันก็เป็นอันเดียวกัน หรืออย่างกรณีเหมืองโปแตซ จ.อุดรธานี ลงทุนไปเยอะแล้วกี่ปีมันก็เลิกไม่ได้ เวลาผ่านไปผลักดันไม่ได้ก็เปลี่ยนบริษัทมาเข้ามาถือหุ้นใหม่เพื่อทำโครงการต่อไป หรือแม้แต่กรณีอื่นๆมันก็เป็นปัญหาเดิมๆแต่ความเร็วมันมากขึ้น แต่คนทั่วไปกลับไม่สนใจ

ถ้าให้มองถึงกลไกรัฐได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาหรือว่าทำให้บานปลายไปกว่าเดิม ?

กลไกรัฐทำเป็นเพียงแค่ตัวแสดง หรือ Actor เท่านั้น  เพราะกลไกรัฐไม่ได้คิดอะไร ปัญหาบางเรื่องเขาวิจัยกันมาเป็น 10-20 ปี เจ้าของเรื่องบางทีก็ยังไม่รู้เพราะเพิ่งมานั่งเก้าอี้ใหม่ๆ ไม่ทันเขา หรือคนที่มานั่งเป็นผู้รับผิดชอบจะกล้าแหยมสู้อำนาจทางการเมืองในรูปแบบต่างๆได้ไหม อย่างคิดจะแก้ปัญหาแต่ไปกระทบกับคนที่ให้ตำแหน่ง หรือคนที่บริจาคเงินให้ ตรงนี้จะกล้าสู้ไหม เอาง่ายๆ องค์ประกอบของกลไกรัฐกลุ่มทุนท้องถิ่นเป็นผู้ควบคุมโดยจำนวนคะแนนเสียงตามเขตเลือกตั้งต่างๆ

“ถ้าพูดศัพท์สมัยใหม่ก็คือ “ธุรกิจการเมือง” ได้กระจายมาถึงกลุ่มทุนท้องถิ่น เพราะกลุ่มเหล่านี้เขาต้องการมีอำนาจทางการเมืองเพื่อที่จะได้เข้าไปกำหนดการใช้ทรัพยากร และกลุ่มนี้สามารถเข้าถึงทรัพยากรได้ดีเพราะมีข้อมูลในมือ และมีเครือข่ายบุคคลในเชิงอุปถัมภ์ที่แน่นปึ๊ก  อยากได้อะไรก็ได้”

มองดูปัญหาแล้วจะมีทางออกอย่างไร หรืออย่างที่คุณบำรุงนำเสนอว่าจะต้องมี “นิเวศวัฒนธรรม” เป็นทางออกในการแก้ปัญหา อยากให้ขยายแนวความคิดตรงนี้ ?

“นิเวศวัฒนธรรม” มันเป็นเรื่องทั้งแนวทางการต่อสู้และการปฏิบัติ โดยเน้นเรื่องการนำเอาภูมิปัญญาท้องถิ่น วัฒนธรรม อารยธรรม มาเป็นแนวทางนำในการแก้ปัญหา และได้กำหนดคำขวัญว่า “ประชาชนกำหนดตนเอง” เพราะที่ผ่านมาเรายังไม่เข้มแข็งพอ เช่น เรื่องภูมิปัญญา  เคยนั่งคุยในแวดวงภาคอีสานเรื่องการทำงานแบบโปรเจคทั้งหลายในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า “พัง” เพราะความรู้สึกเป็นตัวตนของชาวบ้านมันหายไป แต่ไปเอาระบบจากภายนอกมาสร้างงาน เช่น ระบบตรวจสอบ ทำให้ชาวบ้านงง แต่เราก็กลับมาให้ชาวบ้านใช้ภูมิปัญญา เรื่องโปรเจคก็มีนิดหน่อยให้เป็นแบบแผนในการเชื่อมต่อ เหมือนกับเป็นการหงายกะลาที่มันคว่ำอยู่ คือ คุณเปิดใจรับทุกอย่างก็จะเข้ามา นักเคลื่อนไหวเองก็ต้องเปลี่ยนตรงนี้ ที่ผ่านมาเราก็สร้างได้เป็นหย่อมๆ

ถ้าให้เชื่อมโยงประเด็นเรื่อง “นิเวศวัฒนธรรม” เข้ากับการเคลื่อนไหวภาคประชาชน ตรงนี้คุณบำรุง มองว่าทิศทางจะเป็นอย่างไร ?

ที่จริงเรามี My Map หรือ มีความคิด แต่สิ่งที่ขาดคือ Earth  Map หรือ การเขียนแผ่นดิน ถ้าเราไม่เขียนแผ่นดินให้มันเขียวขึ้นตามที่เราต้องการ  มัวแต่ไปสู้กฎหมายชุมชนซึ่งตอนนี้เหวี่ยงไปทางนี้มาก มันทำให้รูปธรรมไม่เกิด

“อย่างผมปลูกต้นไม้วันละต้นเดือนนึงก็ 30 ต้น คำว่า คาร์บอนเครดิต หรือ ลดโลกร้อน มันเกิดขึ้นทันที ไม่ต้องรอการยึดอำนาจรัฐ ถ้าใครมาตัดต้นไม่ก็ต้องสู้เพื่อรักษาสิทธิ ที่ทำอย่างนี้ก็เพราะมี  My Map และ Earth Map”

แล้วจะทำอย่างไรผลักดันให้ประเด็นนี้ถูกกำหนดไปเป็นนโยบายสาธารณะเพื่อนำไปแก้ปัญหาการแย่งชิงทรัพยากร ?

ในกฎหมายรัฐธรรมนูญพวกเราก็ผลักดันกันมาทั้งเรื่อง ทรัพยากร  ชุมชนท้องถิ่น อย่างในรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือในฉบับปัจจุบันก็มีเขียนไว้ เพราะฉะนั้นพื้นที่ทางกฎหมายรัฐธรรมนูญเรามีแต่ถ้าเทียบกับบรรยากาศทางสังคมแล้ว บรรยากาศทางสังคมกำลังร้อนเพราะอยู่ในช่วงการใฝ่หาทางเลือกซึ่งไปมากกว่ารัฐธรรมนูญด้วยซ้ำ เราก็ถือว่าเป็นบรรยากาศที่ดีที่สุดแล้ว ซึ่งการขยับตรงนี้ก็ไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย ยกเว้นการปะทะเป็นบางเรื่อง เช่น กรณีมาบตาพุด เขื่อนบ้านกุ่ม จ.ชัยภูมิ  เหมืองโปแตซ จ.อุดรธานี  เพราะขณะนี้กระนี้แสสีเขียวมาแรง โดยเฉพาะชนชั้นกลางในเมืองอย่างที่กรุงเทพ หรือขอนแก่นเองก็มีประเด็นนี้ ถ้ามองในแง่กระแสก็จะดูที่กระแสสังคมไม่ต้องรอกฎหมาย ถ้ากฎหมายเพี้ยนขึ้นมาคนชั้นกลางพวกนี้ฟัดแน่

แสดงว่าคุณบำรุงมองว่าต้องพึ่ง ชนชั้นกลางและกระแสสังคม เป็นตัวบีบให้นำไปสู่การปฏิบัติ ?

คนชั้นกลางคือคนที่ตื่นและรู้มากที่สุดในเวลานี้ เพราะคนกลุ่มนี้มีการศึกษาและรับรู้ข้อมูลที่เป็นสากล การรับรู้จะเร็วกว่าชาวบ้านทั่วไป ชาวบ้านอาจจะรู้แค่บางเรื่องแต่ไม่ครบทุกเรื่อง  ดังนั้น ชนชั้นกลางในเมืองจะเป็นตัวคีย์ในการคิดค้นผลักดันโดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย นักรัฐศาสตร์ นักกฎหมายทั้งหลายจะต้องมาจับมือกับชาวบ้านในการเคลื่อนไหว  ซึ่งการทำแนวร่วมจะต้องเอาชนชั้นกลางนำทางความคิดในทางนโยบายและพื้นที่สาธารณะ ส่วนทางปฏิบัติคือชาวบ้านและต้องเน้นไปเรื่องวัฒนธรรม เพื่อสร้างเป็นรูปธรรม  ถ้าคุณไม่เขียนแผ่นดินขึ้นมาคุณก็มีแค่ต่อสู้เรื่องสิทธิ ได้มาแล้วคิดไม่ออกก็ยึดคืน

ถ้าอย่างงั้นทั้งชาวบ้านและชนชั้นกลางก็ต้องร่วมกันเขียน Earth Map ขึ้นมา เพื่อที่จะนำไปสู่เป้าหมาย ?

เราต้องเขียนแผ่นดิน ( Earth Map )ขึ้นมาไม่ใช่เขียนความคิดอย่างเดียว และจะต้องจัดตั้งองค์กรและรูปแบบในการเคลื่อนไหวเพื่อทำลายข้อจำกัดเดิมของการเคลื่อนไหวภาคประชาชน เช่น เดินขบวนเขาให้ที่ดินแล้ว กลับมาทำเหมือนเก่า  ชาวบ้านก็เป็นหนี้สิน ในที่สุดก็ต้องขาย เราได้ที่ดินมาแต่รักษาไม่อยู่

อย่างพวกที่ จ.ลำพูน ก็อาจจะรักษาไม่อยู่ เพราะที่ ตาดฟ้า ดงสะคร่าน ของขอนแก่น ตอนนี้หมดแล้ว ได้ที่ดินมาแล้วเอาไม่อยู่เพราะไปใช้วิถีแบบเดิม เพราะไม่มี My Map  หรือมี My Map แต่ไม่มี Earth Map อย่างที่อีสานมีการระดมสมองเรื่องรัฐธรรมนูญปี 2550 และประกาศเป็นธรรมนูญชีวิตคนอีสาน แต่ก็เป็นแค่ My Map ในห้องประชุม ใครทำบ้างก็ไม่รู้ มันจะต้องจะมี Earth Map อีกตัวหนึ่ง  ตอนนี้เรามีน้ำลายเต็มห้อง My Map เยอะแยะไปหมด แต่สังคมเราขาด Earth Map ขาดเท้าที่เดินกับดิน มันก็เลยดูไม่คืบ ถ้าเราเขียน Earth Map ขึ้นมาแล้วมีกำแพงกั้นก็ต้องทลายลงมา

แสดงว่า คุณบำรุงมองการเคลื่อนไหวประเด็นปัญหาของชาวบ้านในอดีตที่ผ่านมา เช่น การมีม็อบขึ้นมา เทียบกับปัจจุบันแล้วน่าจะไปไม่รอด ?

ใช่ ไปไม่รอด  อย่างเมื่อก่อนผัวไปม็อบเมียก็ยังช่วยรับภาระทางครอบครัวได้ แต่พอไปมากๆมันก็แบกรับภาระมากขึ้นเป็น 2 เท่าหลายปีก็แอ่น  แอ่นไปแอ่นมาเป็นหนี้สินขึ้นมา  ทำให้ระบบเศรษฐกิจครอบครัวพัง ยิ่งเป็นผู้นำก็ยิ่งพัง ก็ต้องเอาเล็กเอาน้อยของกลางก็ถูกกล่าวหา ก็ต้องต่อสู้ว่า สู้จนตายห่า ครอบครัวก็จะพัง เอาเงินสหกรณ์ไปแค่นิดหน่อย ก็ไม่ได้เบี้ยวนี่ แล้วแบบนี้จะให้ทำยังไง ก็เลิกดีกว่า แต่ก็ไม่ให้เลิก อยู่ไปก็มีมลทิน  และมันก็เกิดขึ้นเยอะแยะ อย่างผมก็เคยไปแก้ปัญหาเขื่อนปากมูล 3-4 รอบ ก็ไปไม่รอดเพราะไม่ยอมให้อภัยกัน ทั้งๆที่รู้อยู่ว่าเป็นยังไง เมื่อไม่ให้อภัยกันก็กัดกัน เพราะที่ผ่านมามันรวมศูนย์การเคลื่อนไหวและไม่ทำให้ปัจเจกบุคคลแก่งกล้าขึ้นมาในพื้นที่ที่ตนเองสร้างขึ้นมา

อีกประเด็นการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาก็ยืดเยื้อทั้ง ม็อบในจังหวัด ม็อบในภาค หรือไปกรุงเทพ ปิดถนน อะไรต่างๆสารพัดวิธี  เมื่อยืดเยื้อก็ลามไปถึงเศรษฐกิจครอบครัว ไม่มีใครทำการผลิต ก็ทำให้เกิดปัญหา คนตามยังพอมีเวลาแต่พวกแกนนำแค่ประชุมระดับต่างๆไม่รู้กี่เวที นี่แค่ภาคการเมืองยังไม่รวมถึงการตั้งสหกรณ์อะไรต่างๆขึ้นมา ที่ต้องมีการบริหารจัดการอีก คนๆนึงทำไม่รู้กี่เรื่องทั้ง ดูแลเมีย ดูแลพื้นที่ตัวเอง ดูแลเครือข่าย หรือไปพบปะสังสรรค์กับเพื่อนข้ามเครือข่าย และต้องปะทะกับรัฐ ความสัมพันธ์ที่พะรุงพะรังแบบนี้ ไม่มีมนุษย์คนไหนจะทนทานได้ ซึ่งมนุษย์มีกำลังจำกัดไม่สามารถทำทุกอย่างได้

แล้วชาวบ้านจะมีวิธีการสร้างแนวร่วมใหม่โดยเฉพาะชนชั้นกลางให้เกิดขึ้นได้ยังไง ?

เราต้องสร้างแนวร่วมทางอุดมการณ์ เราต้องกระแสสีเขียวขึ้นมาเป็นประเด็นหลักซึ่งเป็นสิ่งที่สอดคล้องต่อการรับรู้ของชนชั้นกลาง ถ้าชูแต่ประเด็นพื้นบ้านรับรองคนชั้นกลางไม่เก็ท แต่ถ้าบอกว่าพื้นบ้านและสีเขียวก็ยังดูใกล้เคียงเป็นญาติกันหน่อย ขึ้นอยู่กับวิธีการเลือกประเด็นที่จะเคลื่อน หรือเลือกเค้าโครงที่เป็นสีเขียว ไม่ใช่ชูประเด็นพื้นบ้านแล้วถูกมองว่าเป็นม็อบอย่างเดียว

“มันเป็นประเด็นทางสีสันที่ทำให้แตะจิตใจหรือโดนใจชนชั้นกลาง ซึ่งไม่ใช่เรื่องวิธีการหรือเทคนิค จะต้องตรงทั้งอุดมการณ์และประเด็นหลายคนที่เสพข้อมูลมากถึงขั้นเอาธรรมะมาเชื่อมโยง เราจะต้องเสนอให้ลุ่มลึก”

คุณบำรุงคาดหวังอะไรจากการจัดงาน “มหกรรมประชาชนอีสาน เพื่อการปกป้องทรัพยากร ชุมชนท้องถิ่นในครั้งนี้” ที่อยากให้คนในขอนแก่น หรือภาคอีสานได้รู้และเข้าใจกับงานนี้ให้มากที่สุด ?

เวทีนี้ถือว่าเป็น อาหารทางปากท้องและอาหารทางปัญญา ในส่วนอาหารทางปัญญายังไม่แน่ว่าจะไปยังไง และไม่ได้โฟกัสที่ประเด็นอะไร  เพราะมี 14 ประเด็น มารายงานสรุปสถาการณ์ปัญหา ซึ่งควรจะชูประเด็นที่เป็นวิสัยทัศน์ใหม่ หรือเรียกว่า การกลับคืนสู่รากเหง้า สืบสานอนาคต เพราะเราเดินตามตะวันตกมานานแล้ว และทางตะวันตกเองตอนนี้ก็ไม่ไหวแล้ว กลับมาค้นหาความเงียบก็มาชนกับกระแสของเราที่เป็นของเดิมอยู่แล้ว  ถ้าเราทำได้ คนในเมืองจะปิ๊งเพราะเขาเสพตะวันตกมามาก ซึ่งประเด็นอาหารทางปัญญายังไม่รู้จะบรรลุเป้าหมายแค่ไหน แต่ถ้าทำได้ก็จะดีมาก ถึงจะทำไม่ได้ก็ต้องพยายามทำ เพราะอันนี้คือ Earth Map ที่เราจะต้องทำ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท