
ควรลดการกู้
...พิชัย นริพทะพันธุ์
จากที่รมว.คลัง ออกมาบอกว่าความเจริญเติบโตของรายได้ประชาชาติ (GDP) จะเพิ่มขึ้นที่บวก 3% จากปีที่แล้วที่มีความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบที่ 3% ซึ่งทำให้มีการขยายตัวขึ้นมาเป็น 6% ผู้เขียนคิดว่าถ้า The Banker ได้ทราบอาจต้องขอทบทวนรางวัลที่เคยให้ เพราะความจริงการที่เศรษฐกิจติดลบไป 3% ในปีถัดมาจะเหลือเพียง 97% ของปีที่ผ่านมา และเมื่อในปีถัดมาเศรษฐกิจขยายตัวเพิ่ม 3% ก็จะเพิ่มจากที่ฐานของ 97% ซึ่งก็จะเท่ากับ 2.91% เมื่อรวมแล้วจะได้เพียง 99.91% ซึ่งก็ยังน้อยกว่าฐานของปีแรกอยู่อีก 09% ไม่ได้ขึ้นมาเป็น 6% อย่างที่ท่านให้สัมภาษณ์แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี การที่คาดหมายว่าเศรษฐกิจในปีนี้จะขยายตัว 3% หรืออาจจะเป็น 3.54% ทำให้ดูเหมือนว่าภาวะเศรษฐกิจไทยกลับสู่ภาวะปกติแล้ว แต่จากที่ได้หารือกับข้าราชการระดับสูงของกระทรวงการคลังหลายท่าน โดยเฉพาะสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้รับการชี้แจงว่า การกู้เงินเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นจำนวนมาก ทำให้ประเทศไทยจะต้องมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่ำ 5% ต่อปี จึงจะสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP และหารายได้มาชดใช้หนี้ที่กู้ยืมมาเป็นจำนวนมากได้ แค่เพียงเฉพาะดอกเบี้ยของพันธบัตรที่จะต้องชำระในอัตราเฉลี่ยประมาณ 4% ต่อปีก็นับว่าหนักหนาสาหัสแล้ว
ดังนั้น การเจริญเติบโตที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ว่าประเทศไทยจะโตได้ประมาณ 24% ในหลายปีข้างหน้าจึงไม่เพียงพอที่จะสร้างรายได้ให้รัฐเพื่อชดใช้เงินกู้ได้
รัฐจึงจะต้องหาวิธีใช้เงินให้มีประสิทธิภาพที่สุดที่จะทำให้เศรษฐกิจโตได้อย่างต่ำ 5% โดยจะต้องคำนึงถึงการลงทุนที่จะก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นในอนาคตและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศในระยะยาว ซึ่งต้องไม่มีการคอร์รัปชัน เพราะจะทำให้เกิดความสูญเปล่าทางเศรษฐกิจ อย่าให้เป็นเหมือนกับที่อาจารย์นวลน้อย ตรีรัตน์ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ ที่ออกมาวิจารณ์ว่าคณะรัฐมนตรีชุดนี้เป็นซาซิมิคาบิเน็ต ที่มีการแบ่งซอยโครงการออกมาเป็นโครงการเล็กๆ ทำให้ประชาชนไม่ทราบว่าไทยเข้มแข็งมีโครงการใหญ่ๆ อะไรบ้าง
ผลสำรวจของเอแบคโพลล์ พบว่ามีการคอร์รัปชันรุนแรงถึงรุนแรงมากถึง 57% และคอร์รัปชันค่อนข้างรุนแรงถึง 32.1% ซึ่งเท่ากับประชาชนเชื่อว่ามีการคอร์รัปชันค่อนข้างรุนแรงถึงรุนแรงมากถึง 89.1% ก็ไม่ทราบว่าจะปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ หรือ
ทั้งนี้ รัฐบาลน่าจะมีการพิจารณาลดปริมาณเงินกู้ที่จะกู้ลงหรือไม่ก็ต้องยกเลิกการกู้ไปเลย ถ้าหากยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการทุจริตได้ เพราะเศรษฐกิจโลกได้เริ่มที่จะกระเตื้องแล้ว อีกทั้งจากข้อมูลที่ได้รับพบว่าในพระราชกำหนดเงินกู้ 400,000 ล้านบาท รัฐบาลเองก็ได้แปลงยอดเงินแทนที่จะเป็น 200,000 ล้านบาทสำหรับทดแทนรายได้และอีก 200,000 ล้านบาท เป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจเหมือนตอนแรกที่แถลงกับสภากลับกลายเป็นการทดแทนรายได้ที่ขาดเพียง 50,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 150,000 ล้านบาท ได้แปลงไปเป็นงบกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเท่ากับทั้งหมด 350,000 ล้านบาท สำหรับการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้รัฐบาลเคยบอกว่าถ้าเก็บรายได้เกินเป้าก็อาจจะไม่จำเป็นต้องกู้และใช้เงินเต็มจำนวน ดังนั้นการที่เพิ่มวงเงินอีก 150,000 ล้านบาท ก็น่าที่จะนำไปลดยอดเงินก็ที่เหลืออยู่ที่ยังไม่ได้กู้ ก็จะทำให้ภาระของประเทศลดลงและในงบกระตุ้นนี้ในปีที่แล้วมีการเบิกจ่ายเพียง 26,000 ล้านบาท ซึ่งหมายความว่าที่เศรษฐกิจฟื้นตัวก็ไม่ได้มาจากฝีมือรัฐบาลในการใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจนี้เลย แต่เป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกทั้งในปีงบประมาณใหม่นี้รัฐบาลก็มีแผนที่จะกู้เงินอีกถึง 420,000 ล้านบาท เพื่อใช้ในงบประมาณจำนวน 2.07 ล้านล้านบาท
การที่เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว ก็เพราะประเทศใหญ่ๆ ต่างๆ ในโลกได้มีแผนการอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจกันอย่างมโหฬารจนเป็นคำถามขึ้นมาว่าหากเมื่อไรที่งบกระตุ้นเศรษฐกิจเหล่านี้หมดลงและภาวะเศรษฐกิจของโลกโดยรวมยังไม่ได้ดีขึ้น โดยยังไม่สามารถขับเคลื่อนไปในตัวเองได้อะไรจะเกิดขึ้นและรัฐบาลได้เตรียมพร้อมในเรื่องดังกล่าวอย่างไร ดังนั้นจึงอยากให้มีการลดการกู้เพื่อที่จะเตรียมไว้ในคราวจำเป็นเท่านั้น







