
ยกเครื่องปชป.ชัยชนะที่ยังมองไม่เห็น
ปรับโครงสร้างวางยุทธศาสตร์กันใหม่เที่ยวนี้ “ประชาธิปัตย์” ดูจะยังก้าวไม่พ้นกรอบเดิมๆ
ปรับโครงสร้างวางยุทธศาสตร์กันใหม่เที่ยวนี้ “ประชาธิปัตย์” ดูจะยังก้าวไม่พ้นกรอบเดิมๆ
โดย...ทีมข่าวการเมือง
ปรับโครงสร้างวางยุทธศาสตร์กันใหม่เที่ยวนี้ “ประชาธิปัตย์” ดูจะยังก้าวไม่พ้นกรอบเดิมๆ หรือมีอะไรแปลกใหม่ หวือหวา มาเป็นจุดเปลี่ยน เรียกคะแนนนิยม ฟื้นศรัทธากลับมาได้ นั่นคงไม่ต้องพูดไปไกลถึงเรื่องเป้าหมายใหญ่ที่ประชาธิปัตย์อาสามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทย “สร้างอนาคต” ให้กับคนไทยทุกคน ตามที่ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ประกาศ
จากโครงสร้างการบริหารงานเวลานี้ที่แยกออกเป็น 4 เสาหลัก 1.งานวิจัย และแผนยุทธศาสตร์ 2.งานสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ 3.กลุ่มงานประเมินผลติดตามตรวจสอบนโยบายรัฐบาล และ 4.พัฒนานโยบาย
ยังเป็นเพียงแค่การจัดวางตัวบุคคลเพื่อตั้งกรอบการดำเนินการ เป้าหมาย และวิธีการ โดยจะต้องรายงานความคืบหน้าทุกเดือน ซึ่งยังไม่เห็นรายละเอียดชัดเจน
ที่สำคัญงานนี้จึงแทบไม่เห็น “วิสัยทัศน์” อันจะนำพาประชาธิปัตย์หลุดพ้นภาพลักษณ์เดิมๆ
ถอดบทเรียนจากความพ่ายแพ้แบบราบคาบ งานวิจัยจากบริษัทเอกชน ฉบับ คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช เป็นผู้จัดทำ ระบุชัดเจนว่า ประชาธิปัตย์ แพ้ เพราะ 1.เชื่องช้า ไม่กล้าตัดสินใจ 2.บริหารงานไม่เป็น และ 3.ไม่ติดดิน ดีแต่วางมาด ไม่ใกล้ชิดประชาชน
แม้จะเป็นสิ่งที่ตรงใจกับหลายๆ คนที่เห็นเหมือนกัน แต่ก็เป็นสิ่งที่เสียดแทงใจดำประชาธิปัตย์ จนแกนนำหลายคนออกมาบ่ายเบี่ยงไม่ยอมรับในเรื่องนี้ เบี่ยงประเด็นไปว่าเป็นเพียงแค่การสอบถามความคิดเห็นจากคนที่ไม่ได้เลือกประชาธิปัตย์ และไม่คิดจะเลือกประชาธิปัตย์
รถเบนซ์โบราณจึงยังยากจะตามทันรถเฟอร์รารีเครื่องคูโบต้า ตามที่งานวิจัยเปรียบเปรย !!!
ยิ่งย้อนดูข้อเสนอจากงานวิจัยที่เห็นว่าจำเป็นต้อง “ปรับทัศนคติ” ให้เลิกแก้ไขตัวเอง เลิกโทษคนอื่น โดยเฉพาะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร รวมถึงให้เลิกแถลงข่าวโจมตีทางการเมืองพร่ำเพรื่อ แค่นี้ก็เป็นเรื่องยากที่ประชาธิปัตย์จะแก้ไขปรับปรุงได้
อีกสิ่งสำคัญที่เป็นข้อเสนอแนะ ที่ระบุให้มีฝ่ายกลยุทธ์ในการสื่อสาร โดยพูดเรื่องยากให้เป็นเรื่องง่าย ซึ่งต้องยอมรับว่านี่เป็นจุดบอดของประชาธิปัตย์ ซึ่งไม่สามารถสื่อสารเข้าถึงประชาชน
ยกเครื่องการสื่อสารเที่ยวนี้ ประชาธิปัตย์ในยุคเป็นฝ่ายค้านต้องออกแรงเพิ่มขึ้นเป็นพิเศษเพื่อหาช่องทางเพิ่มเติมนอกเหนือจากสื่อกระแสหลัก หรือสื่อทางเลือก
การจะหวังพึ่งเครือข่าย “อินเทอร์เน็ต” และ “โซเชียลมีเดีย” ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของประชาธิปัตย์ ดูจะไม่เพียงพอกับการสื่อสารไปถึงคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ?
อีกด้านหนึ่ง ด้วยข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ และข้อจำกัดด้านกฎหมายที่พรรคการเมืองไม่สามารถมีสื่อในมือได้ ทำให้ประชาธิปัตย์ต้องเร่งหา “พันธมิตร” ที่จะมารับหน้าเสื่อดูงานด้านนี้เพื่อเป็นเครื่องมือต่อกรกับ “ทีวีแดง” ที่แทรกซึมไปทุกหัวระแหง
ยังไม่รวมกับช่องทางการสื่อสารรูปแบบใหม่ คือ “ปากต่อปาก” ที่อยู่ระหว่าการบุกเบิก และมีการทำโครงการนำร่องไปแล้ว 4 รุ่น แต่ก็ยังก้าวไม่ทันพรรคคู่แข่ง เริ่มใช้รูปแบบการสื่อสารแบบนี้อย่างเป็นระบบมาล่วงหน้านานแล้ว
แต่ปัญหาเรื่องช่องทางการสื่อสารเวลานี้จึงดูเป็นปัญหาสำคัญที่ยังไม่อาจแก้ไขได้สำหรับประชาธิปัตย์
แม้จะแก้ไขด้วยการขยายผลการสื่อสารรูปแบบใหม่โดยเฉพาะการสื่อสารในพื้นที่ผ่านผู้ประสานงาน ไปจนถึงรูปแบบ สส.เงาในพื้นที่ที่ไม่มี สส. แม้จะเป็นความตั้งใจที่ดี แต่การจะนำมาสู่การปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพยังไม่สามารถรับรองได้
บทเรียนสำคัญจากการตั้ง “ครม.เงา” เมื่อรัฐบาลก่อน เอาเข้าจริงก็เห็นผลจับต้องได้ อยู่ไม่เท่าไหร่ไม่ว่าจะเป็นการติดตามตรวจสอบการทำงานไปจนถึงการตรวจสอบการทุจริต หรือแม้แต่การนำเสนอข้อมูลชี้แนะไปถึงรัฐบาล
มาถึงเรื่องเครือข่ายมวลชนในพื้นที่ “ประชาธิปัตย์” เที่ยวนี้ ยกเครื่องครั้งใหญ่ มอบอำนาจให้ “รองหัวหน้าพรรค” แต่ละภาคเข้ามามีอำนาจการบริหารงานมากขึ้น ทั้งการบริหารงานสาขาพรรค การคัดเลือกตัวผู้สมัคร
แต่เอาเข้าจริงการประสานงานมวลชนกลุ่มต่างๆ ทั้งผู้ใช้แรงงาน นักธุรกิจ เกษตรกร เครือข่ายท้องถิ่น ที่วางตัวผู้ดูแลประสานงานชัดเจน ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนักในยุคที่ “เพื่อไทย” อยู่ในอำนาจรัฐ มีทั้งงบประมาณ และอำนาจในมือ
จุดอ่อนสำคัญอย่างพื้นที่ภาคอีสานที่นอกจากจะไม่สามารถไปช่วงชิงพื้นที่ได้แล้ว นับวันฐานเดิมที่เคยเป็นของประชาธิปัตย์จะร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ จนเกือบจะสูญพันธุ์
วันนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรที่จับต้องได้เป็นพิเศษในพื้นที่ นอกจากเพิ่มความเข้มแข็งสาขาพรรค หรือศูนย์ประสานงาน ไปจนถึงแนวคิดเดิมๆ คือเพิ่มสื่อชี้แจงข้อมูลประชาสัมพันธ์ผลงานพรรค หรือมีทีมชี้แจงข้อโจมตีต่างๆ
การออกตัวของประชาธิปัตย์ กับทีมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ เวลานี้จึงยังไม่อาจก้าวพ้นภาพลักษณ์เดิมๆ ได้อยู่ดี
เวลานี้จึงอาจต้องรอดูท่าทีความคืบหน้าในแผนบริหารงานของโครงสร้างด้านต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมาว่าจะมีอะไรเรียกความสนใจได้มากน้อยแค่ไหน เพราะหากดูทิศทางเวลานี้ การเดินตามแนวทางเดิมๆ ที่ยังไม่เห็นอะไรดีขึ้น การออกแรงเดินมุ่งหน้าสู่จุดหมายในทิศทางที่ผิด นอกจากจะไม่สามารถไล่ตามคู่แข่งได้แล้ว นับวันอาจจะไกลจากเป้าหมายปลายทางมากขึ้นเรื่อยๆ







