
ธรรมจักรบูชา-ธรรมยาตรา สู่มาฆบูชากึ่งพุทธกาล ณ ชมพูทวีป (๒)
...พระอาจาร์ยอารยะวังโส
ไม่ต่างไปจากในกาลสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ต้องทำหน้าที่แยกพวกพราหมณ์ที่แปลกปลอมเข้ามาบวชออกไปจากพระพุทธศาสนาในสมัยพุทธศตวรรษที่ ๓ สมัยนี้ก็ไม่ต่างไปจากสมัยนั้นที่มีคนเข้ามาบวช เพื่อหวังลาภสักการะจากพุทธศาสนาหรือจากอานิสงส์ของพระศรีมหาโพธิ์กันมาก โดยไม่ได้เข้าใจถึงสัจธรรมของการอุปสมบทในพระพุทธศาสนา หรืออุดมการณ์ของความเป็นพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนา หรือจุดมุ่งหมายของการบวชในพระพุทธศาสนาที่แท้จริง จากสภาพการณ์ที่มีผู้คนจากทุกสารทิศหลั่งไหลเข้าไปสู่สังเวชนียสถานฯ ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนา จึงทำให้เกิดลาภสักการะขึ้นมากมาย อันเป็นปรากฏการณ์ทางวัตถุนิยมในกระแสความเชื่อเรื่องบุญคุณความดีในพระพุทธศาสนา จะทำให้ตำบลเล็กๆ อย่างพุทธคยาได้เปลี่ยนแปลงเติบโตเป็นศูนย์เศรษฐกิจจนรัฐบาลของรัฐพิหาร (Local Government) ได้ให้ความสนใจมากขึ้นกับเศรษฐกิจสำคัญดังกล่าว เพราะก่อให้เกิดรายได้จากนักท่องเที่ยวเข้าสู่ประเทศอินเดียจำนวนมากโดยเฉพาะในรัฐพิหาร จนเดี๋ยวนี้มีโรงแรมมากมาย ทั้งๆ ที่สมัยหนึ่งเป็นท้องทุ่งนาริมแม่น้ำเนรัญชราเป็นถิ่นที่อยู่ของพวก Dravidians ที่เป็นชนพื้นเมืองผิวดำในวรรณะต่ำและมีฐานะยากจนอยู่อาศัยทำนาปลูกพืชผักตามฤดูกาล ดังนั้นจึงไม่แปลกที่จะมีคนท้องถิ่นหันมานิยมห่มผ้ากาสาวพัสตร์คล้ายๆ กับนักบวชหรือพระสงฆ์ในพระศาสนา หรือจึงไม่แปลกที่คนในท้องถิ่นมีความนิยมอยากจะเป็นพระ หรือจึงไม่แปลกที่มีชาวอินเดีย คนท้องถิ่นจะสนใจที่จะเข้ามาศรัทธาในพระพุทธศาสนามากขึ้น จึงพบว่าพระที่อาตมากล่าวถึงข้างต้นนั้นจึงมีทั้งที่เข้ามาบวชอย่างถูกต้องและไม่ถูกต้อง พวกที่บวชถูกต้องกับมหาโพธิสมาคมหรือจากวัดนานาชาติก็คงมีอยู่บ้าง แต่ไม่มากนัก ส่วนพวกที่บวชอย่างไม่ถูกต้องแล้วมาเดินขอทานอย่างที่เห็นก็มีกันอยู่โดยทั่วไป ซึ่งก็มักถูกพวกเรามองด้วยสายตาที่ดูถูกตำหนิว่าเป็นพระปลอมบ้างหรือมาขอทานบ้าง อาตมามองเรื่องนี้แล้วคิดว่า ทำไมเราไม่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวให้เป็นไปในทางบวกต่อการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาของเราโดยเฉพาะในเขตชมพูทวีป?
อ่านต่อฉบับหน้า







