
เครือข่ายญาติคนถูกอุ้มหายจี้รัฐลงนามเอาผิดจนท.รัฐ
วงเสวนาอัดรัฐบาล-ตำรวจส่งเสริม ‘อุ้มหาย’ แนะเร่งลงนามอนุสัญญาลงโทษจนท.รัฐที่เกี่ยวข้อง
วงเสวนาอัดรัฐบาล-ตำรวจส่งเสริม ‘อุ้มหาย’ แนะเร่งลงนามอนุสัญญาลงโทษจนท.รัฐที่เกี่ยวข้อง
วันที่ 1 ก.ย. เวลา 9.30 ที่โรงแรมอโนมา มูลนิธิยุติธรรมเพื่อสันติภาพ และเครือข่ายญาติผู้สูญหายทั่วประเทศ ทั้ง 4 ภูมิภาค ได้จัดเวทีเสวนา “ความท้าทายของรัฐบาลใหม่ในการแก้ไขปัญหาผู้ถูกบังคับให้สูญหาย” เนื่องในวันรำลึกถึงผู้สูญหายสากล โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนา อาทิเช่น นางอังคณา นีละไพจิตร ประธานมูลนิธยุติธรรมเพื่อสันติภาพ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา นายสุนัย ผาสุก ทีปรึกษาองค์การฮิวแมนไรท์วอทช์ประจำประเทศไทย รวมไปถึงตัวแทนจากคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 ตัวแทนเครือข่ายญาติผู้สูญหายในจังหวัดชายแดนใต้เข้าร่วมเสวนา และมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นผู้กล่าวปิดงาน
นางอังคณา เปิดเผยว่า ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่มีบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายจำนวนมาก นับร้อยราย ซึ่งคดีเหล่านี้เจ้าหน้าที่รัฐมักจะเกี่ยวข้องด้วยทั้งสิ้น ขณะเดียวกัน ก็มีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่ถูกบังคับให้สูญหายจำนวนมาก จึงอยากจัดงานนี้ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลลงสัตยาบรรณในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการสูญหายโดยการถูกบังคับ เพื่อสร้างบรรทัดฐานไม่ให้เกิดการอุ้มหายอีกต่อไป และมีมาตรการที่ชัดเจนในการลงโทษทางวินัยแก่เจ้าหน้าที่รัฐ
นายไกรศักดิ์กล่าวว่า ตอนที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ยังคงดำรงตำแหน่งอยู่ ได้ปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ตามมาด้วยเหตุการณ์ความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ และมีการ “อุ้มฆ่า” หรือ ทำให้สูญหายตามไปในพื้นที่ภาคใต้ด้วย โดยเฉพาะกรณีของนายสมชาย นีละไพจิตร อดีตทนายความด้านสิทธิมนุษยชน ที่เป็นคนแรก ๆ ที่ได้ออกมาพูดถึงกระบวนการอุ้มฆ่า และละเมิดสิทธิมนุษยชนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ แต่ผลลัพธ์ที่ได้นั้น กลับโดนอุ้มหายไป ซึ่งกรณีของนายสมชายนั้น มีการร่วมกันละเมิดสิทธิมนุษยชนภายใต้กระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ สังเกตได้จาก แม้จะผ่านมาหลายรัฐบาล หรือมีพยาน-หลักฐานชัดเจนว่าผู้ลมือเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่สุดท้ายกลับเอาผิดใครไม่ได้แม้แต่คนเดียว เพราะฉะนั้นสังคมไทยต้องสร้างวัฒนธรรมที่ต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนให้เข้มแข็งมากขึ้น
ด้านนายสุนัย กล่าวว่า การทำให้บุคคลสูญหายนั้น กลายเป็นกระบวนการหนึ่งที่ทั้งตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่รัฐ หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ยอมรับว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้นโยบายของรัฐบรรลุผล เช่น การซ้อม การฆ่าทิ้ง หรืออุ้มหาย และแม้แต่สังคมก็ยอมรับว่าเป็นวิธีที่ดีที่ทำให้ตัวปัญหาหายไป ทำให้กระบวนการเหล่านี้ถูกใช้อย่างกว้างขวางในระยะหลัง
“จากงานวิจัยของฮิวแมนไรท์วอทช์ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการทุกอย่างเอื้อประโยชน์ต่อการละเมิดสิทธิ์ผู้เสียหาย ตั้งแต่เจ้าพนักงานสอบสวนที่พยายามปกปิดร่องรอย หรือหลักฐานต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือกันเอง อีกทั้งกระบวนการคุ้มครอง คุ้มครองพยานของบ้านเรานั้นถึงขั้นล้มเหลว ขณะที่ขั้นตอนการเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องนั้นก็ไม่มี ซึ่งผมเสนอว่าการเลื่อนขั้นหรือประเมินเจ้าหน้าที่รัฐนัน ควรจะต้องมีเกณฑ์การประเมินด้านสิทธิมนุษยชน เช่น หากมีเจ้าหน้าที่คนใดที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน ทั้งในสงครามยาเสพติด หรือเหตุการณ์ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ก็อาจต้องพิจารณาเป็นพิเศษว่าจะพิจารณาเลื่อนขั้นหรือไม่”นายสุนัยกล่าว
ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา ยุติธรรมจะพยายามผลักดันให้ประเทศไทยลงนามในอนุสัญญา โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และการสานต่องานของคณะอนุกรรมการเยียวยาบุคคลที่ทำให้สูญหายในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตามที่รัฐบาลให้ความสนใจกำหนดเป็นนโยบายให้ผู้เสียหายเข้าถึงกระบวนการอย่างรวดเร็ว ให้กระบวนการทั้งหมดเป็นมาตรฐาน
นอกจากนี้ พล.ต.อ.ประชายังกล่าวอีกว่า รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการปรองดองสมานฉันท์ การเยียวยาผู้เสียหายในสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคภาคใต้ โดยจะมีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง ขึ้นมาเยียวยากับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการถูกทำให้สูญหาย โดยได้มอบหมายให้นายกิตติพงษ์ กิตติยรักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรมศึกษารายละอียดอยู่ และจะขอความร่วมมือจากเครือข่ายบุคคลที่ถูกทำให้สูญหาย มาร่วมกันหาทางออกและเยียวยาให้กับทุกฝ่าย และจะนำเสนอต่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกรัฐมนตรีต่อไป







