
เอกชนปรับตัวหนีภาระขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ300
โดย...ปิยรัชต์ จงเจริญ
โดย...ปิยรัชต์ จงเจริญ
นโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาท ของรัฐบาล ทำให้ภาคเอกชนต่างเร่งหาวิธีการปรับตัวเพื่อเลี่ยงต้นทุนค่าจ้างที่จะต้องสูงขึ้น ซึ่งผู้ที่อยู่ในแวดวงอุตสาหกรรม อย่าง สิงห์ ตั้งเจริญชัยชนะ ประธานสภาอุตสาหกรรมภาคกลาง มองว่า หากมีการปรับขึ้นค่าจ้างจริง ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรงก็คือคนงาน ซึ่งไม่เพียงแค่ภาคอุตสาหกรรมเท่านั้น ยังรวมถึงคนงานในภาคการเกษตรอีกด้วย
เขายกตัวอย่างเช่นไร่อ้อย ซึ่งเกษตรกรชาวไร่อ้อยไม่อาจแบกรับต้นทุนค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นได้ โรงงานน้ำตาลต้องเข้าไปช่วยเหลือเกษตรกร โดยสั่งรถตัดอ้อยเข้ามาใช้แทนแรงงาน ดังนั้นในระยะยาวเมื่อมีการนำรถตัดอ้อยเข้ามาแทนแรงงานคน การว่าจ้างแรงงานในภาคการเกษตรก็จะหายไป ซึ่งเท่ากับทำให้อัตราการว่างงานมากยิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับภาคการก่อสร้าง ในส่วนของแรงงานด้านการก่อสร้างซึ่งมีอยู่ประมาณ 2.75 ล้านคน จะถูกเปลี่ยนวิธีการก่อสร้างโดยผู้รับเหมาหันไปใช้วิธีการก่อสร้างแบบ Knock Down เพื่อลดการใช้แรงงาน และยังทำให้การก่อสร้างเสร็จเร็วขึ้น จากเดิมที่เคยก่อสร้างบ้านจัดสรรเสร็จภายใน 4-6 เดือน ก็จะเสร็จภายใน 45 วัน และใช้คนงานลดลงกว่า 50%
สำหรับภาคอุตสาหกรรม สิงห์ มองในฐานะที่เป็นประธานบริษัท ไวต้าฟู้ด แฟคทอรี่ (1989) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตผักผลไม้เพื่อการส่งออก หากค่าจ้างขั้นต่ำปรับขึ้นเป็นวันละ 300 บาท บริษัทจะต้องมีภาระจ่ายค่าจ้างเพิ่มขึ้นอีกวันละ 30.78 แสนบาท หรือเดือนละ 11,340,000 ล้านบาท และต้องจ่ายเงินสมทบประกันสังคมเพิ่มขึ้นอีกเดือนละ 5.355 แสนบาท รวมรายจ่ายด้านแรงงานรายวันที่บริษัทต้องจ่ายเพิ่มขึ้นถึงเดือนละ 11,875,500 บาท หรือปีละ 142,506,000 บาท
ตัวเลขดังกล่าวยังไม่นับรวมถึงผลกระทบที่ต้องปรับค่าจ้างพนักงานรายเดือน ให้หนีเพดานของพนักงานรายวันขึ้นไปอีก จึงต้องนำมาตรการการเพิ่มประสิทธิภาพและการประหยัดเข้ามาใช้อย่างเข้มงวด
“ขณะนี้ได้ทดลองลดจำนวนพนักงานในสายการผลิตจิกตาสับปะรด จากที่เคยใช้ 30 คน ให้เหลือ 25 คน และในที่สุดจะเหลือในสายการผลิตละ 15 คน และได้จัดโครงการลดค่าใช้จ่ายและความเสียหายต่างๆ โดยให้ทุกหน่วยงานทำโครงการลดลงให้ได้ 3%”
จากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติ เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าผู้ที่อยู่ในวัยทำงานของประเทศไทย อายุตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป มีจำนวน 53.94 ล้านคน ผู้ที่พร้อมทำงานมีจำนวน 38.36 ล้านคน เป็นผู้มีงานทำ 37.82 ล้านคน ว่างงาน 2.4 ล้านคน และรอฤดูกาลในการทำงาน 3.39 แสนคน เป็นแรงงานที่อยู่ในภาคเกษตร 13.63 ล้านคน นอกภาคเกษตร 24.19 ล้านคน ซึ่งนอกภาคเกษตรนี้จะอยู่ในส่วนของการผลิต 5.61 ล้านคน อยู่ในส่วนของการก่อสร้าง 2.75 ล้านคน
สิ่งที่สิงห์กังวลก็คือ หากมีการพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็น 300 บาท เฉลี่ยแล้วจะต้องปรับค่าจ้างขั้นต่ำขึ้นอีกประมาณ 28-42% คิดเป็นค่าจ้างต้องจ่ายเพิ่มอีกวันละ 1,226.70 ล้านบาท ภาคอุตสาหกรรมอาจหาทางปรับตัวลดภาระได้ แต่สำหรับภาคการเกษตร เขาคิดว่าคงปรับตัวได้ยากกว่า







