
แนะกฤษฎีกาแก้มาบตาพุด
นายกฯชี้ใช้สมดุลมากกว่ารธน. เริ่มรับฟังกิจการรุนแรง19ก.พ.
โพสต์ทูเดย์
— นายกฯ กล่อมกฤษฎีกาแก้มาบตาพุด อย่ายึดรัฐธรรมนูญเคร่งไป งานจะไม่สมดุล ยันไม่มีปัญหากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้คุยกับเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาถึงมุมมองที่ต่างกัน เพราะพอส่งร่างกฎหมายไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจ ทางกฤษฎีกาค่อนข้างจะยึดกับข้อความในรัฐธรรมนูญเขียน ซึ่งต้องรอออกกฎหมายเท่านั้น
ขณะที่ข้อเสนอของคณะกรรมการ 4 ฝ่ายตามคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ จะให้บทบาทขององค์การอิสระมากกว่าที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างเดียว เพื่อให้สามารถทำงานในการช่วยให้เกิดความสมดุลได้ จึงขอให้ทางเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาเข้าใจว่าในส่วนของรัฐบาลต้องการที่จะเห็นองค์การที่เกิดขึ้นเป็นที่ยอมรับเชื่อถือ ไม่เช่นนั้นการแก้ปัญหาในเรื่องมวลชนและสิ่งแวดล้อมกับอุตสาหกรรมจะไม่สำเร็จ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกาก็รับไปสื่อสารกับคณะกรรมการ แต่ถ้ามีข้อสังเกตอะไรในเชิงกฎหมายที่อาจจะเกินเลยไปกว่ารัฐธรรมนูญกำหนดก็จะทำบันทึกเป็นข้อสังเกตกลับ มาให้ ครม.พิจารณา
สำหรับปัญหากระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ค่อยให้ความร่วมมือการทำประชาพิจารณ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เมื่อวันที่ 15 ก.พ. ได้พบกับคณะกรรมการ 4 ฝ่าย ซึ่งปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ อยู่ด้วย ได้ซักซ้อมความเข้าใจกันว่าอยากให้ทุกฝ่ายทำงานไปในทิศทางเดียวกันและไม่ให้มีปัญหาระหว่างกัน ก็น่าจะเรียบร้อย บรรยากาศที่ไปประชุมก็ดีทั้งในส่วนของกรรมการ 4 ฝ่าย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ ซึ่งสาเหตุที่ตนเดินทางไปร่วมประชุมด้วยเพราะควมคิดเห็นในบางประเด็นไม่ตรงกัน มีความสับสนในบางเรื่อง ก็อยากให้มีความชัดเจนว่าตนและรัฐบาลคิดอย่างไร จึงไปอธิบายให้ทราบว่าหลักคิดในเรื่องการแก้ปัญหาทั้งหมด รวมทั้งปัญหาการจัดทำบัญชีรายชื่อกิจการควรคำนึงถึงอะไรบ้าง ก็มีการแลกเปลี่ยนอย่างตรงไปตรงมา
******กระทรวงอุตฯเตรียมเสนอข้อมูลทำประชาพิจารณ์ประเภทกิจการรุนแรงครั้งแรก ด้านเอกชนเสนอปรับปรุงรายละเอียดโครงการ 19 โครงการของกระทรวงทรัพยฯ และให้ถอดโครงการทำเกษตรกรรมที่เกี่ยวกับการตัดแต่งพันธุกรรมออกด้านนายโกศล ใจรังสี รองปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการเฉพาะกิจมาตรา 67 ว่า กระทรวงอุตสาหกรรมจะนำเสนอข้อมูลในการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงครั้งแรกในวันที่ 19 ก.พ. ที่จ.เชียงใหม่ ซึ่งในฐานะผู้ปฏิบัติที่ประกอบด้วย การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ต้องการให้การกำหนดกิจการที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ออกมาเป็นบัญชีรายชื่อประเภทกิจการ เพราะมีความชัดเจนมากกว่าการกำหนดเป็นคำจำกัดความ ที่จะต้องนำมาตีความอีกครั้ง
สำหรับการที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ชุมชนสามารถใช้สิทธิร้องเรียนเพิ่มเติมได้ ถ้าปรากฏว่าการดำเนินโครงการหรือกิจการใดนอกเหนือจากในบัญชีรายชื่อก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรง เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยพิจารณาให้ดำเนินการตามมาตรา 67 กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าการร้องเรียนดังกล่าวควรจะมีการร้องเรียนก่อนที่โครงการจะได้รับอนุญาต และถ้าโครงการใดได้รับอนุญาตแล้วไม่ควรจะร้องเรียนได้อีก เพราะหลังดำเนินการแล้วก็สามารถพึ่งขั้นตอนทางศาลได้
แหล่งข่าวสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สำหรับข้อเสนอและเหตุผลในการขอปรับแก้ประเภทกิจการรุนแรงของกลุ่มอุตสาหกรรม มี 11 ข้อได้แก่ 1.โครงการเหมืองแร่เดิมที่หมดอายุและอนุญาตซ้ำใหม่ในพื้นที่เดิมที่เคยได้รับอนุญาตมาก่อนไม่ถือเป็นโครงการรุนแรง เพราะเป็นการขออนุญาตซ้ำในพื้นที่เดิมที่ประทานบัตรหมดอายุ ซึ่งผ่านการทำรายงานผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) อย่างเข้มงวดมาแล้ว ส่วนโครงการที่อยู่ในเขตควบคุมมลพิษไม่ถือเป็นโครงการรุนแรง เพราะมีการจัดการด้านมลพิษ และมีแผนลดและขจัดมลพิษภายในพื้นที่อยู่แล้ว
2.โครงการการถมทะเล หรือทะเลสาบนอกเขตชายฝั่งเดิม เอกชนเสนอให้พื้นที่ตั้งแต่ 300 ไร่ขึ้นไปเป็นกิจการรุนแรงตามที่ต่างประเทศดำเนินการเช่น ญี่ปุ่น มาเลเซีย 3. โครงการการก่อสร้างกันคลื่นหรือกระแสน้ำในทะเล เอกชนเสนอให้ไม่เป็นกิจการรุนแรงเพราะสร้างเพื่อป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง 4.โครงการเหมืองแร่ใต้ดิน เสนอเหมืองถ่านหินแบบเปิด แร่หินปูน แร่เกลือ แร่โปแตซไม่ถือเป็นกิจการรุนแรง 5.โครงการเหมืองแร่โลหะทุกชนิด สภาการเหมืองแร่เสนอไม่จัดเป็นกิจการรุนแรงทุกชนิด
6.นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการที่มีโรงงานมีโรงงานปิโตรเคมี หรือโรงงานถลุง หรือแต่งแร่ หรือหลอมโลหะ เอกชนเสนอให้เป็นกิจการรุนแรง เพื่อให้สอดคล้องกับโรงงานปิโตรเคมีที่จะเข้ามาตั้งในนิคมฯ 7. โรงงานปิโตรเคมีขั้นต้นที่มีกำลังการผลิต 1 ล้านตันต่อปี หรือมากกว่า และโรงงานปิโตรฯขั้นกลางที่มีกำลังการผลิต 2.5 แสนตันต่อปีหรือมากกว่าเป็นกิจการรุนแรง 8. โรงงานถลุงเหล็ก หรือเหล็กกล้า เสนอให้โรงถลุงเหล็กกำลังผลิตตั้งแต่ 100 ตันต่อวันขึ้นไปเป็นโครงการที่อาจรุนแรง
9. เสนอโรงบำบัดหรือโรงกำจัดกากของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรมประเภทฝังกลบและเตาเผาเป็นกิจการที่อาจมีผลรุนแรง ส่วนโรงรีไซเคิลกากของเสีย เตาเผาปูนซีเมนต์ และการขนส่งของเสียอันตรายไม่เป็นกิจการที่อาจมีผลรุนแรง 10.ท่าเทียบเรือขนาด 500 ตันกรอสขึ้นไป ไม่ควรเป็นกิจการรุนแรง ควรพิจารณาเฉพาะกิจกรรมบนท่าเรือ 10.เสนอให้ยกเว้นโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม และใช้ก๊าซธรรมชาติไม่เป็นกิจการรุนแรง 11.เสนอให้ถอดโครงการทำเกษตรกรรมเชิงการค้าเกี่ยวกับวัตถุดิบ การผลิตอาหารที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับแต่งหรือดัดแปรสารพันธุกรรมโดยใช้เทคนิคการตัดต่อยีนทางพันธุวิศวกรรม ออกจากบัญชีรายชื่อ เพราะจะทำให้เข้าใจผิดว่าไทยมีการปลูกพืชดัดแปรพันธุกรรม
ส่วนโครงการสนามบิน โครงการท่าเทียบเรือ โครงการผลิตหรือกำจัดหรือปรับแต่งสารกัมมันตรังสี โครงการเขื่อนกักเก็บน้ำหรืออ่างเก็บน้ำ หรือฝายหือเขื่อนทดน้ำ ตั้งแต่ 100 ล้านลบ.ม.ขึ้นไป โครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกขนาด โครงการผันน้ำในลุ่มน้ำหลักหรือข้ามลุ่มน้ำนานาชาติ และโครงการสนามกอล์ฟ ตั้งแต่ 9 หลุม เอกชนไม่มีข้อเสนอแนะ







